• Fri. Oct 2nd, 2026

สงครามการค้าสหรัฐฯ-แคนาดาบานปลาย: มาตรการห้ามนำเข้าสินค้าล่าสุด ฉุดเศรษฐกิจและความสัมพันธ์สู่จุดวิกฤต

สงครามการค้าสหรัฐฯ-แคนาดาบานปลาย:-มาตรการห้ามนำเข้าสินค้าล่าสุด-ฉุดเศรษฐกิจและความสัมพันธ์สู่จุดวิกฤตสงครามการค้าสหรัฐฯ-แคนาดาบานปลาย: มาตรการห้ามนำเข้าสินค้าล่าสุด ฉุดเศรษฐกิจและความสัมพันธ์สู่จุดวิกฤต

            สหรัฐฯ เริ่มบังคับใช้คำสั่งห้ามนำเข้าสินค้าแคนาดาฉบับใหม่ล่าสุด มูลค่าเกือบ 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ตั้งแต่วันอังคารที่ 29 กันยายน 2569 ครอบคลุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ผลิตภัณฑ์นมบางรายการ สินค้ากากน้ำตาลและสินค้ารถจักรยานยนต์ ซึ่งมาตรการนี้เป็นเพียงระลอกคลื่นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับการค้ารวมสองฝ่ายราว 880,000 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่ถือเป็นการยกระดับสงครามการค้าต่อเนื่องของประธานาธิบดีทรัมป์กับพันธมิตรเก่าแก่อย่างแคนาดา ซึ่งนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองว่าผลทางเศรษฐกิจโดยตรงมีจำกัด แต่เหตุการณ์ในสัปดาห์เดียวกันกลับสะท้อนว่าความตึงเครียดลามไปถึงการเมืองภายในสหรัฐฯ การเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายน 2569 

            ผู้อำนวยการนโยบายการค้าของ American Action Forum นายเจคอบ เจนเซน ได้ประเมินจากตัวเลขการค้าในปี 2568 พบว่าคำสั่งห้ามนี้ครอบคลุมสินค้านำเข้ามูลค่า 967 ล้านเหรียญสหรัฐ ในจำนวนนี้ ร้อยละ 87 เป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เหตุผลที่ทรัมป์เลือกกลุ่มนี้เพราะบางรัฐของแคนาดาตอบโต้ทรัมป์ด้วยการนำสุราสหรัฐฯ ออกจากชั้นวาง ซึ่งสินค้าที่ถูกห้ามนำเข้า ได้แก่ เบียร์ สุรากลั่น ไวน์ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ต่างๆ (53 รายการ) รวมถึงสินค้าเวย์โปรตีน (Whey Protein) ที่เป็นผลิตภัณฑ์นม 8 รายการ สินค้ากากน้ำตาล (mollasses) 5 รายการ และรถจักรยานยนต์ (1 รายการสำหรับขนาดเครื่องยนต์เกิน 800 ซีซี) อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์มองว่าสินค้าในบัญชีนี้ ส่วนใหญ่ถูกเก็บภาษีร้อยละ 50 อยู่แล้ว ซึ่งทำให้การนำเข้าไม่คุ้มทุนและเสมือนเป็นการห้ามโดยพฤตินัยอยู่ก่อนแล้ว แต่ความหมายของคำสั่งห้ามอย่างเป็นทางการเพิ่มน้ำหนักเชิงสัญลักษณ์และทางการเมืองมากกว่าจะเปลี่ยนการค้าจริง ในเชิงปฎิบัติ ความขัดแย้งรอบนี้ เริ่มตั้งแต่ช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา เมื่อทรัมป์อาศัยกฎหมาย Smoot-Hawley Tariff Act เรียกเก็บภาษีร้อยละ 50 กับสินค้านำเข้าจากแคนาดาราว 20,000 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยอ้างว่าแคนาดาเลือกปฏิบัติต่อผู้ผลิตนม รถยนต์ และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของสหรัฐฯ ก่อนหน้านี้ ในขณะที่แคนาดาก็ได้ตอบโต้ทันทีด้วยการเก็บภาษีนำเข้ากับสินค้าจากสหรัฐฯ ในมูลค่าเทียบเท่ากัน 

       ในมิติด้านภูมิรัฐศาสตร์นายปีเตอร์ นาวาร์โร 
ที่ปรึกษาด้านการค้าประจำทำเนียบขาว ได้ยกระดับความตึงเครียดทางการเมืองขึ้นอีกขั้น โดยกล่าวในงานสัมมนาที่กรุงวอชิงตัน เรียกร้องให้นักล็อบบี้ชาวแคนาดาเดินทางออกจากสหรัฐฯ และเตือนว่าแคนาดาจะไม่สามารถใช้วิธีการวิ่งเต้นแบบเดิมที่เคยได้ผลในอดีตได้อีกต่อไป พร้อมส่งสัญญาณเตือนอย่างดุเดือดว่า หากแคนาดาพยายามเข้ามาแทรกแซงการเลือกตั้งกลางเทอม โดยเฉพาะในรัฐที่เป็นสมรภูมิสำคัญของการเลือกตั้ง อย่างรัฐเมนหรือรัฐมิชิแกน แคนาดาจะต้องเสียมากกว่าเดิม นอกจากนี้ นายนาวาร์โรยังพุ่งเป้าโจมตีผู้นำแคนาดา โดยกล่าวหาว่า นายกรัฐมนตรีมาร์ค คาร์นีย์ และมุขมนตรีรัฐออนแทรีโอ นายดั๊ก ฟอร์ด มีเจตนาใช้การวิพากษ์วิจารณ์ทรัมป์เป็นเครื่องมือสร้างคะแนนนิยมทางการเมืองภายในประเทศของตนเอง

       ผลกระทบต่อเศรษฐกิจแคนาดา โดยการประเมินของOxford Economics จากการใช้กฎหมาย Smoot-Hawley Tariff Act ภายใต้ภาษีมาตรา 338 ของสหรัฐฯ ร่วมกับมาตรการภาษีตอบโต้ของแคนาดาจะส่งผลให้ GDP แคนาดาปี 2570 หดตัวร้อยละ 0.3 และเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.3 ข้อสังเกตสำคัญคือ Oxford ไม่ได้ประเมินว่าแคนาดาจะเกิดภาวะถดถอยเต็มรูปแบบ แต่ผลกระทบจากอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นอาจทำให้ธนาคารกลางแคนาดามีพื้นที่ในการลดอัตราดอกเบี้ยน้อยลง เพื่อประคองหรือกระตุ้นเศรษฐกิจ ในขณะที่แผนระยะยาวของแคนาดา รัฐบาลได้เดินกลยุทธ์ลดการพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ โดยมีแผนเพิ่มมูลค่าการค้ากับตลาดอื่นทั่วโลกเป็นสองเท่าภายในหนึ่งทศวรรษ รวมถึงเปิดรับโอกาสให้แคนาดาเป็นสมาชิกสมทบรายแรกของสหภาพยุโรป เร่งเจรจา FTA กับอินเดีย โดยตั้งเป้าสรุปให้ทันการประชุม G20 กลางเดือนธันวาคม 2569 และการสานความสัมพันธ์ทางการค้ากับจีนที่ล่าสุดบรรลุข้อตกลงกับจีนเรื่องรถยนต์ไฟฟ้าแลกกับการลดภาษีสินค้าคาโนลา รวมถึงการหาพันธมิตรใหม่ๆ เพิ่มขึ้น  

ความคิดเห็น สคต.

           สหรัฐฯ บังคับใช้คำสั่งห้ามนำเข้าสินค้าแคนาดารอบใหม่มูลค่าเกือบ 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ตั้งแต่วันที่ 29 กันยายน 2569 แม้จะเป็นมาตรการเชิงสัญลักษณ์ทางการเมืองช่วงก่อนเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ มากกว่าผลกระทบทางเศรษฐกิจจริง เนื่องจากสินค้าส่วนใหญ่ถูกเก็บภาษีร้อยละ 50 อยู่ก่อนแล้ว แต่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจและภาคครัวเรือนที่จะระมัดระวังการลงทุนและการใช้จ่ายมากยิ่งขึ้นจากความไม่แน่นอนที่ไม่มีท่าทีจะยุติลง ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวกดดันให้แคนาดาเร่งผลักดันยุทธศาสตร์กระจายความเสี่ยงเพื่อลดการพึ่งพาสหรัฐฯ ผ่านการตั้งเป้าเพิ่มมูลค่ากับประเทศอื่นๆ ทั่วโลกเป็นสองเท่าภายใน 10 ปี ซึ่งอาจทำได้ผ่านการพิจาณาข้อเสนอให้แคนาดาเป็นสมาชิกสมทบรายแรกของสหภาพยุโรป การเร่งเจรจา FTA กับอินเดีย การบรรลุข้อตกลงแลกเปลี่ยนทางการค้ากับจีนเพิ่มเติม รวมทั้งการเร่งสรุปผลการเจรจา FTA อื่นๆ รวมถึงการเจรจาความตกลงการค้าเสรีแคนาดา-อาเซียน (Canada-ASEAN FTA) และ FTA ไทย-แคนาดา ที่กำลังอยู่ในช่วงเริ่มต้น โดยปัจจุบันไทยเป็นคู่ค้าอันดับสองของแคนาดาในภูมิภาค รองจากเวียดนาม โดยแคนาดามองอาเซียนเป็นฐานเศรษฐกิจเติบโตสูง และศูนย์กลางห่วงโซ่อุปทานที่ปลอดภัยในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก การมี FTA กับแคนาดาจะช่วยเปิดทางให้ไทยขยายการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม และอุตสาหกรรมการเกษตรและอาหาร พร้อมดึงดูดการลงทุนจากแคนาดาในด้านเทคโนโลยีสะอาด พลังงานหมุนเวียน และนวัตกรรมดิจิทัล ที่จะเป็นผลดี ในการเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างกันในอนาคต

*****************************************

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/luzgffbaz61w9ka3kndnklwa&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0G1RzIBfav_fx0hiBD3jst