พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 400,000 ล้านบาท โดยรัฐบาลมองความมั่นคงทางเศรษฐกิจที่เปราะบาง ซึ่งหลังสงครามจะไม่พบราคาน้ำมันถูกเหมือนเดิม แต่ความเสี่ยงด้านพลังงานและซัพพลายเชนยังสูงตลอดจึงเป็นยุค Security First
ขณะที่ความเสี่ยงของไทยเกิดจากมูลค่าการใช้นํ้ามันและแก๊สสูงถึง 11% ของ GDP ส่วนดุลการค้าพลังงานสุทธิติดลบสูงถึง 6% ของ GDP และพึ่งพาการนําเข้าพลังงาน 90% ของความต้องการใช้ทั้งหมด
กระทรวงการคลังยืนยันถึงความจำเป็นของการออก พ.ร.ก.กู้เงิน เนื่องจากงบประมาณประจำปี 2569 ถูกจัดสรรเต็มแล้ว และกรอบกู้ชดเชยขาดดุลเกือบเต็มเพดานกฎหมาย ในขณะที่การบริหารงบประมาณที่มีแล้วแต่ยังไม่เพียงพอ ทั้งงบกลางรายงจ่ายกรณีฉุกเฉิน และร่าง พ.ร.บ.โอนงบ ที่ไม่เพียงพอ แต่เกิดวิกฤติเร่งด่วนต้องการเม็ดเงินทันทีรอไม่ได้เพราะงบประมาณปี 2570 ต้องรออีก 5 เดือน
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ไทยจำเป็นต้องลดพึ่งพาการนำเข้าพลังงานเพราะมีความเสี่ยงพลังงานสูงกว่าประเทศอื่น โดยหากวิกฤติสงครามยืดเยื้อจะซ้ำเติมประชาชนหลายระลอกจึงต้องเร่งปรับโครงสร้างเพื่อลดผลกระทบระยะยาว
ดังนั้นการออก พ.ร.ก.จึงครอบคลุมวงเงิน 400,000 ล้านบาท โดยทั้งการเยียวยาและการเปลี่ยนผ่านพลังงานต้องเดินหน้าคู่กัน โดยความจำเป็นในการออก พ.ร.ก.กู้เงินวงเงิน 400,000 ล้านบาท ซึ่งไทยและทั่วโลกกำลังเผชิญวิกฤติที่กระทบความมั่นคงทางเศรษฐกิจที่ต่างจากวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 ชัดเจน
สำหรับวิกฤติปี 2540 เกิดจากค่าเงินและสถาบันการเงินล้ม แต่ครั้งนี้เป็นวิกฤติค่าครองชีพและค่าครองชีพประชาชนที่สูงขึ้นทั่วโลก ซึ่งถือเป็นรากฐานความมั่นคงทางเศรษฐกิจที่รัฐบาลต้องรับผิดชอบดูแลเร่งด่วน
“เอกนิติ”ชี้ต้องหยุดวิกฤติตั้งแต่วันนี้
ทั้งนี้หากรัฐบาลไม่ดำเนินการวันนี้วิกฤติจะรุนแรงและซัดมาหลายระลอก โดยเห็นสัญญาณชัดเจนจาก 3 ระลอกหลัก คือ วิกฤติจากสงคราม วิกฤติพลังงานและราคาน้ำมัน และวิกฤติต้นทุนการผลิตและอัตราเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้น
รวมทั้งหากรัฐบาลไม่หยุดวิกฤติตั้งแต่วันนี้จะทำให้รายได้ประชาชนหดตัวและธุรกิจรายเล็ก (SME) ยืนไม่ได้ จะกระทบรุนแรงจนกลายเป็นวิกฤติการว่างงาน ซึ่งเป็นเหตุผลที่รัฐบาลต้องยืนยันความจำเป็นเร่งด่วนในการออก พ.ร.ก. ฉบับนี้เพื่อหยุดยั้งวิกฤติ
สำหรับ พ.ร.ก.กู้เงินมีผลบังคับใช้แล้ว โดยรัฐบาลจะเดินหน้าทำงานทันทีภายใต้วัตถุประสงค์ของงบประมาณ 400,000 ล้านบาท แบ่งเป็น 2 ส่วน เพื่อให้บรรลุเป้าหมายแบบ “ยิงนกทีเดียวได้สองตัว” คือ การเยียวยาเพื่อบรรเทาผลกระทบเฉพาะหน้าจากค่าครองชีพสูงขึ้น และการปรับตัวและเปลี่ยนผ่าน (Transition) เสริมสร้างความเข้มแข็งให้ประชาชน
“ปกรณ์”แจง พ.ร.ก.เป็นอำนาจฝ่ายบริหาร
นายเอกนิติ กล่าวว่า นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย ได้อธิบายและชี้แจงข้อกฎหมายให้ ครม.รับทราบว่า พ.ร.ก.กู้เงิน มีผลบังคับใช้แล้ว 1 วันหลังจากลงราชกิจจานุเบกษา
ส่วนประเด็นเกี่ยวกับการยื่นฟ้องต่อศาลรัฐธรรมนูญนั้น ตามรัฐธรรมนูญการยื่นฟ้องจะสามารถทำได้เฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจซึ่งตรงกับมาตรา 172 ในขณะที่ประเด็นเรื่องความจำเป็นเร่งด่วนนั้น ถือเป็นอำนาจของฝ่ายบริหาร
ที่ประชุม ครม.ได้หารืิอหากจะฟ้องร้องจะฟ้องได้เฉพาะตามมาตรา 172 เรื่องความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ซึ่งรัฐบาลยืนยันวิกฤตการณ์ด้านค่าครองชีพและปัญหาปากท้องของประชาชนที่ทั่วโลกกำลังเผชิญเป็นเรื่องที่กระทบความมั่นคงเศรษฐกิจ
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลยังคงให้ความสำคัญสูงสุดกับการรักษาวินัยการเงินการคลัง โดยยืนยันที่จะไม่ขยายเพดานหนี้สาธารณะซึ่งกำหนดไว้ที่ 70%ซึ่งเดิมทีมีการเสนอวงเงินกู้สูงถึง 5 แสนล้านบาท แต่ได้ปรับลดลงเหลือ 4 แสนล้านบาท เพื่อควบคุมไม่ให้เกินเพดานหนี้และรักษาเสถียรภาพทางการคลัง จากความมุ่งมั่นดังกล่าว
“หากไม่นับรวมหนี้รัฐวิสาหกิจและกองทุนฟื้นฟูฯ หนี้สาธารณะของรัฐบาลอยู่ที่ประมาณ 60% ของจีดีพี และเมื่อรวมแล้ว ขณะนี้อยู่ที่ 66% ต่อจีดีพี ซึ่งยังอยู่ภายใต้เพดานหนี้ที่รัฐบาลตั้งไว้ที่ 70%ต่อจีดีพี”
ชงแผนปรับปรุงหนี้สาธารณะเข้า ครม.
ทั้งนี้กระทรวงการคลังเตรียมเสนอการปรับปรุงแผนการบริหารหนี้สาธารณะ ปีงบประมาณ 2569 ครั้งที่ 2 เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในสัปดาห์หน้า ซึ่งจะพิจารณาควบคู่โครงการไทยช่วยไทยพลัสที่ควบรวมโครงการคนละครึ่งพลัสเดิมเข้ากับสวัสดิการแห่งรัฐเพื่อบูรณาการช่วยประชาชน
นายเอกนิติ ยืนยันว่าไทม์ไลน์โครงการยังเป็นตามเดิมคือเริ่มให้ลงทะเบียนเฟสแรกวันที่ 25 พ.ค.นี้ และเริ่มใช้สิทธิวันที่ 1 มิ.ย.เป็นเวลา 2 เดือน และเฟสที่ 2 อีก 2 เดือน ส่วนเรื่องจำนวนผู้ได้รับสิทธิ์ยังอยู่ระหว่างการพิจารณา
SME หวัง พ.ร.ก.กู้เงินแก้ 5 วิกฤติ
นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานยุทธศาสตร์ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย เปิดเผยกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ความหวัง SME ต่อ พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาท คือการช่วยผ่อนคลายผลกระทบเศรษฐกิจ และรัฐบาลต้องให้ความสำคัญกับ “5 วิกฤติหลัก” ประกอบด้วย
1.วิกฤติพลังงาน ซึ่งกระทบทั้งราคาน้ำมันและค่าไฟฟ้า โดยสิ่งสำคัญที่สุดอาจไม่ใช่งบประมาณ แต่เป็นการทบทวนโครงสร้างต้นทุนและราคาพลังงานให้สะท้อนความเป็นธรรมต่อผู้ประกอบการ เกษตรกรและประชาชน เพื่อสร้างมาตรฐานราคาพลังงานที่เป็นธรรมและแข่งขันได้
2.วิกฤติห่วงโซ่เศรษฐกิจ จากต้นทุนโลจิสติกส์ ต้นทุนสินค้าและบริการที่เพิ่มขึ้น จนผู้ประกอบการต้องผลักภาระไปยังราคาสินค้า กระทบค่าครองชีพประชาชน กำลังซื้อ และแรงกดดันเงินเฟ้อ
3.วิกฤติว่างงาน และการขาดทักษะแรงงานที่สอดรับเศรษฐกิจยุคใหม่ โดยประเทศไทยต้องยกระดับกำลังคนอย่างเป็นระบบ ผ่านแนวคิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต ครอบคลุมทุกช่วงวัย เพื่อมุ่งสู่แรงงานทักษะสูงและมีผลิตภาพสูง
4.วิกฤติหนี้ ซึ่งเอสเอ็มอีกำลังเผชิญปัญหาสภาพคล่องติดขัด หนี้เสียสะสมและลุกลามไปสู่หนี้นอกระบบ จนกลายเป็นกับดักเศรษฐกิจที่ยากจะฟื้นตัว
ดังนั้น รัฐอาจต้องพิจารณากลไกคล้ายธนาคารที่ดิน เพื่อใช้รีเซตหนี้นอกระบบแบบมีหลักประกัน ช่วยฟื้นคืนศักยภาพเกษตรกรและ SME ลดภาระหนี้ พร้อมเร่งปรับตัวเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน สร้างอาชีพและรายได้ที่ยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจโลก
5.วิกฤติกฎระเบียบรัฐ ซึ่งไทยต้องเร่งปรับปรุงกฎหมาย กติกาการค้า และระบบการลงทุนให้เอื้อต่อการประกอบธุรกิจ ควบคู่กับการอุดช่องโหว่ทางเศรษฐกิจ
นายแสงชัย กล่าวต่อว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือรัฐบาลต้องสร้างความไว้วางใจต่อสังคมในการใช้เงินกู้ครั้งนี้ โดยต้องมีความละเอียดรอบคอบ วางแผนยุทธศาสตร์ประเทศล่วงหน้า และเตรียมระบบบริหารจัดการก่อนเกิดวิกฤติรุนแรง
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1233682&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Daorboki-FfDd9MoJtTRa

