ตลาดหุ้นนิวยอร์กในวันที่ 31 สิงหาคม 2569 มีแนวโน้มเปิดการซื้อขายภายใต้แรงกดดันจากการปรับมุมมองของนักลงทุนต่อนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) หลัง เควิน วอร์ช ประธานเฟด ส่งสัญญาณชัดเจนว่า เฟดยังให้ความสำคัญกับการควบคุมเงินเฟ้อ และอาจจำเป็นต้องดำเนินนโยบายที่เข้มงวดมากขึ้น หากเงินเฟ้อยังไม่ปรับตัวลงสู่เป้าหมาย 2% อย่างชัดเจนและรวดเร็ว
แรงกดดันดังกล่าวเห็นได้จากการปิดตลาดวันที่ 28 สิงหาคม โดย ดาวโจนส์ปิดที่ 53,559.99 จุด ลดลง 9.45 จุด หรือ 0.02% ขณะที่ S&P 500 ลดลง 0.25% และ Nasdaq ลดลง 0.52% สะท้อนว่านักลงทุนเริ่มลดความเสี่ยง โดยเฉพาะหุ้นเทคโนโลยีที่มีความอ่อนไหวต่อทิศทางอัตราดอกเบี้ย
เฟดกลายเป็นปัจจัยชี้นำตลาดมากที่สุด
ประเด็นสำคัญที่สุดสำหรับการซื้อขายสัปดาห์นี้คือ ทิศทางดอกเบี้ยเดือนกันยายน เพราะถ้อยแถลงของวอร์ชทำให้นักลงทุนเพิ่มน้ำหนักต่อโอกาสที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ย หากข้อมูลเงินเฟ้อและเศรษฐกิจในระยะต่อไปยังไม่แสดงสัญญาณชะลอตัวเพียงพอ
ข้อมูลตลาดสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของความคาดหวังอย่างชัดเจน โดยโอกาสที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยในเดือนกันยายนเพิ่มขึ้นจากประมาณ 35% ก่อนการกล่าวสุนทรพจน์ เป็นราว 60% หลังวอร์ชแสดงจุดยืน ตามข้อมูลที่รายงานโดยรอยเตอร์
ดังนั้น นักลงทุนในวันที่ 31 สิงหาคมมีแนวโน้มให้น้ำหนักกับ ตัวเลขเศรษฐกิจและเงินเฟ้อของสหรัฐฯ มากกว่าปัจจัยด้านผลประกอบการเพียงอย่างเดียว เพราะข้อมูลทุกชุดสามารถเปลี่ยนความคาดหวังต่อดอกเบี้ยได้ทันที
หุ้นเทคโนโลยีและ Nasdaq มีความเสี่ยงมากกว่าตลาดโดยรวม
Nasdaq มีแนวโน้มเผชิญแรงขายมากกว่าดาวโจนส์ เนื่องจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและหุ้นเติบโตมีมูลค่าที่อ่อนไหวต่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตร หากตลาดเชื่อว่าเฟดอาจขึ้นดอกเบี้ย ต้นทุนทางการเงินจะสูงขึ้นและมูลค่าปัจจุบันของกำไรในอนาคตจะถูกกดดัน
หลังวอร์ชส่งสัญญาณแข็งกร้าว อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะสั้นปรับตัวสูงขึ้น และหุ้นเทคโนโลยีถูกกดดัน โดยเฉพาะหุ้นที่มีมูลค่าสูงและมีความอ่อนไหวต่อดอกเบี้ย
อย่างไรก็ตาม ตลาดยังมีปัจจัยบวกจาก ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนและการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยเฟดเองระบุว่าการลงทุนในอุปกรณ์และสินทรัพย์ไม่มีตัวตนเติบโตสูง และบริษัทใน S&P 500 มีกำไรเพิ่มขึ้นมากกว่า 20% ในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา ซึ่งสะท้อนว่าพื้นฐานของภาคธุรกิจสหรัฐฯ ยังมีความแข็งแกร่ง
ดาวโจนส์อาจรับแรงกดดันได้ดีกว่า Nasdaq
สำหรับดาวโจนส์ ภาพรวมมีโอกาส ผันผวนน้อยกว่า Nasdaq เนื่องจากโครงสร้างดัชนีมีบริษัทขนาดใหญ่จากหลายอุตสาหกรรม ไม่ได้พึ่งพาหุ้นเทคโนโลยีเติบโตสูงมากเท่ากับ Nasdaq
แต่หากตลาดเริ่มเชื่อว่าเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยจริง นักลงทุนอาจโยกเงินเข้าสู่หุ้นที่มีฐานะการเงินแข็งแกร่ง กระแสเงินสดดี และมีความสามารถในการรับมือกับต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น ซึ่งจะทำให้เกิด Sector Rotation หรือการหมุนกลุ่มลงทุนอย่างชัดเจนมากขึ้น
S&P 500 ยังมีโอกาสแกว่งตัวในกรอบสูง
S&P 500 ปิดลดลง 0.25% ในวันศุกร์ แต่ยังเพิ่มขึ้น 0.49% ในรอบสัปดาห์ แสดงให้เห็นว่าการปรับตัวลงล่าสุดยังไม่ถือเป็นการกลับทิศของตลาดอย่างสมบูรณ์
ประเด็นที่ต้องจับตาคือ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังได้รับแรงหนุนจากผลประกอบการบริษัทและการลงทุนใน AI ขณะที่ความผันผวนของตลาดโดยรวมยังอยู่ในระดับไม่สูงมากตามมุมมองของวอร์ช
ดังนั้น S&P 500 มีโอกาสเปิดตลาดแบบ ระมัดระวังและแกว่งตัวผันผวน มากกว่าจะเกิดแรงเทขายรุนแรงทันที เว้นแต่ตลาดพันธบัตรจะปรับตัวแรงหรือมีข้อมูลเศรษฐกิจใหม่ที่ทำให้ตลาดเพิ่มโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยอย่างมีนัยสำคัญ
ปัจจัยที่ต้องจับตาในสัปดาห์นี้
สิ่งสำคัญที่สุดคือ ตัวเลขการจ้างงานและเงินเฟ้อของสหรัฐฯ เพราะข้อมูลเหล่านี้จะเป็นตัวกำหนดว่าเฟดมีเหตุผลมากน้อยเพียงใดในการขึ้นดอกเบี้ยเดือนกันยายน
ตลาดจึงมีโอกาสเกิดภาวะ “ข่าวดีต่อเศรษฐกิจอาจกลายเป็นข่าวร้ายต่อตลาดหุ้น” หากตัวเลขเศรษฐกิจออกมาแข็งแกร่งจนทำให้ตลาดมองว่าเฟดจำเป็นต้องคุมเงินเฟ้อด้วยดอกเบี้ยที่สูงขึ้นต่อไป
ในทางกลับกัน หากข้อมูลเงินเฟ้อและตลาดแรงงานชะลอตัวลงมากกว่าคาด ก็อาจช่วยลดความกังวลเรื่องการขึ้นดอกเบี้ย และเปิดทางให้หุ้นเทคโนโลยีและหุ้นเติบโตฟื้นตัวได้
มุมมองก่อนเปิดตลาด 31 ส.ค.
โดยภาพรวม ตลาดหุ้นนิวยอร์กมีแนวโน้มเปิดสัปดาห์ใหม่ในโหมด “ระวังความเสี่ยง” มากกว่าจะเป็นการเปิดตลาดเชิงบวกอย่างชัดเจน เนื่องจากประเด็นเฟดกลับมาเป็นตัวแปรหลักอีกครั้ง
จุดที่น่าสนใจคือ แม้ดัชนีทั้ง 3 ตลาดจะปรับตัวลงในวันศุกร์ แต่ ผลตอบแทนรายสัปดาห์ยังเป็นบวกทั้งหมด โดยดาวโจนส์เพิ่ม 0.53% S&P 500 เพิ่ม 0.49% และ Nasdaq เพิ่ม 0.85% จึงยังไม่สามารถสรุปได้ว่าตลาดเข้าสู่แนวโน้มขาลง
มุมมองระยะสั้น: ดาวโจนส์มีโอกาสเคลื่อนไหวทรงตัวถึงอ่อนตัว ขณะที่ S&P 500 และ Nasdaq มีความเสี่ยงถูกกดดันมากกว่า โดยเฉพาะหุ้นเทคโนโลยีและหุ้นที่มีมูลค่าสูง หากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรยังปรับขึ้นต่อ
ปัจจัยชี้ขาด: ตลาดจะจับตาว่า ข้อมูลเงินเฟ้อและการจ้างงานในช่วงต่อจากนี้จะสนับสนุนหรือหักล้างมุมมองของวอร์ช เพราะขณะนี้ความคาดหวังต่อการขึ้นดอกเบี้ยเดือนกันยายนเพิ่มขึ้นอย่างมากแล้ว
สรุป: ก่อนเปิดตลาด 31 สิงหาคม นักลงทุนควรเพิ่มความระมัดระวัง เนื่องจากตลาดกำลังเปลี่ยนจากการคาดหวังว่าเฟดอาจผ่อนคลายนโยบาย ไปสู่การตั้งคำถามว่า “เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยหรือไม่” ซึ่งทำให้ความผันผวนของหุ้นสหรัฐฯ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดย Nasdaq ถือเป็นดัชนีที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ ขณะที่หุ้นกลุ่ม Defensive และหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่งอาจได้รับความสนใจมากขึ้น.
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/318233&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw00ytlVTgBLTc2Z_-Lrxd2l

