แม้เว้นวรรคระหว่างเลือกตั้งไปบ้าง แต่นายอนุทิน ก็ยังนั่งรักษาการนายกรัฐมนตรี และยังพรั่งพร้อมไปด้วยขุนพลเศรษฐกิจชุดเดิมอย่าง นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ สองรองนายกรัฐมนตรี ที่ชูโรงมาต่อเนื่อง ท่ามกลางความท้าทายรอบด้าน ทั้งภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัวและปัญหาเชิงโครงสร้างที่เรื้อรัง
ส่วนผลงานตลอด 1 ปีที่ผ่านมานั้น แม้จะสอบผ่านในหลายเรื่อง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ประชาชนคนไทยทั้งประเทศ ยังคงเรียกร้องให้ “นายกฯ หนู” เร่งแก้ไขปัญหาปากท้องที่เวลานี้ตกอยู่ในภาวะข้าวยากหมากแพง ปากกัดตีนถีบ รายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่ายที่ถาโถมเข้ามาสารพัด โดยเฉพาะราคาสินค้าที่ดาหน้าแพงขึ้นจากต้นทุนทุกด้านที่ทะยานพุ่งสูงขึ้น หลังถูกแรงกระแทกจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น
ไม่เพียงคนไทยทั้งประเทศเท่านั้น!ที่กำลังเดือดร้อน แม้แต่สภาพของประเทศไทยเองก็เดือดร้อนไม่แพ้กัน โดยเฉพาะปัญหาจากงบประมาณรายจ่ายของรัฐบาลที่นับวันก็ยิ่งเพิ่มขึ้น สูงขึ้น จากภาระของรายจ่ายประจำที่มีจำนวนมาก ซึ่งส่วนใหญ่ก็มาจากเรื่องของการจ่ายเงินเดือน ค่ารักษาพยาบาล รวมไปถึงสวัสดิการอีกสารพัด จนทำให้การจัดทำงบประมาณก็ยังต้องใช้วิธี “กู้” เพื่อพาประเทศไปให้รอด
การเข้ามาบริหารประเทศของนายกฯ หนูและรัฐบาล จึงไม่ได้หอมหวาน ไม่ได้สวยหรู มีแต่สารพัดขวากหนาม สารพัดอุปสรรค แต่!ในเมื่อคนไทยได้เทคะแนนให้แล้ว ก็ใช่ว่า…จะปฏิเสธความรับผิดชอบโดยอ้างเหตุใหญ่สารพัดที่เกิดขึ้น มาเป็นเงื่อนไขเพื่อขอความเห็นใจ

จี้รื้อโครงสร้างให้สำเร็จ
ที่สำคัญ!ไม่ใช่แค่ปัญหาปากท้อง ปัญหาชีวิตความเป็นอยู่เท่านั้น บรรดาผู้ประกอบการ บรรดานักลงทุน ต่างก็มองหา “แสงสว่าง” ที่มอบให้ด้วยเช่นกัน ดูอย่าง “วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา” รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และนายกสมาคมการค้าอาหารอนาคตไทย ที่ฉายภาพให้เห็นว่า…รัฐบาลชุดปัจจุบันเข้ามาบริหารประเทศในช่วงทุลักทุเล เศรษฐกิจเผชิญความท้าทายรอบด้าน ทั้งสถานการณ์สงคราม และภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว เป็นช่วงเวลาที่มีงานหนัก โดยเฉพาะการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และวางรากฐานเศรษฐกิจในระยะยาว แต่ก็ต้องชื่นชมว่า…การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในหลายด้านถือว่า มีความคืบหน้า โดยเฉพาะด้านพลังงาน รวมทั้งมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ อย่าง “ไทยช่วยไทยพลัส” ที่ถือเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่ช่วยพยุงกำลังซื้อ
ขณะที่สิ่งที่ต้องติดตามในระยะยาว คือ การเดินหน้าแนวทาง “Reinvent Thailand” หรือการสร้างประเทศไทยขึ้นใหม่ หากทำได้ จะเป็นหนึ่งในผลงานสำคัญ ในการดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยเฉพาะอิเล็กทรอนิกส์ เซมิคอนดักเตอร์ รถยนต์ และยานยนต์ไฟฟ้า เนื่องจากเป็นอุตสาหกรรมที่กำลังอยู่ในเทรนด์การลงทุนของโลก หาก…ไทยพลาดโอกาส อาจต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะกลับเข้าสู่เทรนด์การลงทุนได้อีกครั้ง
แต่สิ่งสำคัญไม่น้อยกว่ากัน คือรัฐบาลต้องทำให้เกิดซัพพลายเชนในประเทศของคนไทยให้ได้ ทั้งการยกระดับผู้ประกอบการ การถ่ายทอดเทคโนโลยี และพัฒนาทักษะแรงงาน เหมือนกับอดีตที่การลงทุนของบริษัทญี่ปุ่นช่วยยกระดับผู้ผลิตชิ้นส่วนไทย ดังนั้นการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ควรมองให้ครอบคลุมถึงการพัฒนาบุคลากรและขีดความสามารถของผู้ประกอบการไทยควบคู่กันไป ขณะที่ภาคเกษตร และอาหาร จำเป็นต้องเร่งยกระดับตลอดทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่การพัฒนาเมล็ดพันธุ์ ไปจนถึงการสร้างตลาด
สำหรับประเด็นที่ต้องเร่งดำเนินการคือ การเข้าถึงแหล่งทุนของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะเอสเอ็มอี เนื่องจากผู้ประกอบการรายเล็กจำนวนมาก มีข้อจำกัดด้านสภาพคล่อง ภาครัฐจึงควรส่งเสริมช่องทางการระดมทุนรูปแบบใหม่ โดยเฉพาะการ
ดึงแหล่งทุนด้านนวัตกรรมจากต่างประเทศเข้ามา เพื่อเพิ่ม
โอกาสให้สตาร์ตอัปไทยสามารถพัฒนาสินค้าและธุรกิจใหม่ ๆ ได้มากขึ้น หากทำไม่ได้อาจเห็นผู้ประกอบการจำนวนมากประสบปัญหาและทยอยออกจากตลาด

สอบผ่านแค่ 6 คะแนน
ขณะที่ภาคเอกชนด้านท่องเที่ยว “อดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์” เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจท่องเที่ยว (แอตต้า) ที่มองการบริหารงานด้านการท่องเที่ยวของ “รัฐบาลอนุทิน” ว่า ยังคงเผชิญความท้าทายในเชิงนโยบายหลายอย่าง โดยเฉพาะความไม่ชัดเจนในเรื่องผ่าตัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ไปฝังอยู่ในกระทรวงวัฒนธรรม ซึ่งส่งผลให้ข้าราชการและหน่วยงานภาครัฐเกิดความสับสนในบทบาทและสถานะของตนเอง ความไม่แน่นอนนี้…ทำให้การขับเคลื่อนนโยบายเชิงรุกจากฝั่งกระทรวงขาดความชัดเจนและไม่สามารถเป็นหลักพึ่งพาได้อย่างเต็มที่ ภาระหน้าที่ส่วนใหญ่ในการผลักดันอุตสาหกรรมจึงตกไปอยู่กับทางการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เป็นหลัก
ขณะที่ประเด็นการจัดเก็บค่าธรรมเนียมการท่องเที่ยว ถือเป็นอีกเรื่องที่บรรดาภาคท่องเที่ยว ยังมีเครื่องหมายคำถาม ซึ่งไม่ใช่การคัดค้านการเก็บเงิน แต่จะทำอย่างไร? ให้นำเงินมาพัฒนาอุตสาหกรรมได้ยั่งยืน โดยรัฐบาลควรเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการเสนอแนวคิดในเรื่องโครงสร้างกระทรวงใหม่ รวมถึงค่าธรรมเนียมการท่องเที่ยวที่ควรมีจำนวนมากกว่านี้
แต่ใช่ว่ารัฐบาลจะไม่มีความชัดเจนไปทั้งหมด อย่างน้อยยังมีสัญญาณเชิงบวก อย่าง….การตั้งคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน ด้านการท่องเที่ยว (กรอ. ท่องเที่ยว) ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่ยังขาดความต่อเนื่องและความถี่ในการหารือ ส่วนมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว เช่น “ไทยเที่ยวไทยพลัส” ควรปรับลดขั้นตอนที่ยุ่งยากของการใช้จ่ายให้ได้มากที่สุด เพื่อดึงดูดและกระตุ้นให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศเพิ่มมากขึ้น
ขณะเดียวกันในปีงบประมาณ 70 ที่จะเริ่มต้นในเดือนต.ค.นี้ จำเป็นอย่างยิ่งที่รัฐบาล ต้องเร่งดำเนินการ ในเรื่องของการส่งเสริมเส้นทางการบิน เป็นอันดับแรก ควบคู่ไปกับการยกระดับทักษะแรงงาน ให้รองรับกับปัญหาการขาดแคลน พร้อมพัฒนาคุณภาพแรงงานภาคบริการให้มีมาตรฐานสากล
“อดิษฐ์” ยังทิ้งท้ายไว้ด้วยว่า ในภาพรวมแล้ว อยากจะให้คะแนนผลงานการบริหารจัดการการท่องเที่ยวของรัฐบาลไว้ที่ ระดับ 6 คะแนน จากคะแนนเต็ม 10 คะแนน โดยมองว่า…ผลงานยังไม่ได้เลวร้าย แต่ก็ยังไม่เป็นไปตามความคาดหวัง โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศคู่แข่งในภูมิภาคอย่างมาเลเซียหรือเวียดนามที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว

ไม่มีนโยบายอะไรที่ว้าว!
ขณะที่ในมุมของภาค อสังหาริมทรัพย์ “สุรเชษฐ กองชีพ” หัวหน้าฝ่ายวิจัยและที่ปรึกษา คุชแมน แอนด์ เวคฟีลด์ ประเทศไทย ที่บอกว่า… ผลงานของนายกฯอนุทินในภาคอสังหาริมทรัพย์ยังไม่มีนโยบายที่ร้องว้าว! หรือโดดเด่น! ในระดับโครงสร้างที่ชัดเจน มาตรการที่รัฐบาลต่ออายุ เช่น การลดค่าธรรมเนียมการโอนกรรมสิทธิ์และค่าจดจำนอง ถูกมองว่าเป็นมาตรการพื้นฐานที่ทุกรัฐบาลต้องดำเนินการอยู่แล้วนับตั้งแต่วิกฤติปี 40 เป็นต้นมา จึงยังขาดนโยบายใหม่ ๆ ที่ลงลึกและกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ได้อย่างแท้จริง
ทั้งนี้ปัญหาหลักและเป็นคอขวดสำคัญของภาคอสังหาริมทรัพย์ในปัจจุบัน ไม่ใช่เรื่องกำลังซื้อหรือความต้องการ เพราะคนไทยยังคงมีความต้องการซื้อบ้านและคอนโดมิเนียมเป็นของตนเองอยู่ แต่ติดขัดที่การขอสินเชื่อกับธนาคารพาณิชย์ไม่ผ่าน เนื่องจากสถาบันการเงินเพิ่มความเข้มงวดในการอนุมัติสินเชื่อ ส่งผลให้ระบบอสังหาริมทรัพย์สะดุดทั้งระบบเหมือนฟันเฟืองที่ติดขัด
ฉะนั้น! สิ่งที่อยากให้นายกฯอนุทินทำเพื่อเร่งแก้ไขปัญหานี้ ได้แก่ เข้าเจรจากับสมาคมอสังหาริมทรัพย์และธนาคารพาณิชย์ เพื่อขอความร่วมมือในการผ่อนปรนเกณฑ์ความเข้มงวดการพิจารณาสินเชื่อที่อยู่อาศัย และออกมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยพิเศษ ผ่านสถาบันการเงินของรัฐ เช่น ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เพราะหากสามารถแก้ปัญหาเรื่องสินเชื่อได้ จะช่วยเร่งระบายสต๊อกที่อยู่อาศัยเหลือขาย ในตลาดผู้ประกอบการจะมีรายได้จากการโอนกรรมสิทธิ์ และรัฐบาลจะสามารถจัดเก็บภาษีและค่าธรรมเนียมเข้าภาครัฐได้เพิ่มขึ้นด้วย
ขณะที่ภาวะเศรษฐกิจไทยก็ยังคงชะลอตัวตามทิศทางเศรษฐกิจโลก โดยรวมแล้ว เศรษฐกิจไทยอยู่ในช่วงขาลงหรือภาวะตกท้องช้าง ซึ่งรัฐบาลเน้นการประคองเศรษฐกิจให้ผ่านพ้นช่วงนี้ไปได้ ผ่านโครงการกระตุ้นกำลังซื้อและการใช้จ่ายฐานรากขนาดเล็ก เช่น โครงการไทยช่วยไทย พักชำระหนี้ และไทยเที่ยวไทย

เร่งแผนอีคอมเมิร์ซแห่งชาติ
หันมาทางด้านแวดวงอีคอมเมิร์ซกันบ้าง โดย “อุดมธิปก ไพรเกษตร” นายกสมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย หรือสมาคมอีคอมเมิร์ซไทย มองว่า ในช่วงที่ผ่านมารัฐบาล นายกฯอนุทิน ยังไม่มีนโยบายหรือผลงานที่สนับสนุนผู้ประกอบการอีคอมเมิร์ซอย่างเป็นรูปธรรมเลย สิ่งที่ต้องการเสนอให้รัฐบาลเร่งดำเนินการจากนี้ คือ การจัดทำแผนอีคอมเมิร์ซแห่งชาติ รวมถึงตั้งคณะกรรมการอีคอมเมิร์ซแห่งชาติ หรือบอร์ดอีคอมเมิร์ซแห่งชาติ เช่นเดียวกันกับบอร์ดเอไอ แห่งชาติ
เหตุใหญ่ใจความ ก็เป็นเพราะในปัจจุบันนี้ ระบบนิเวศของธุรกิจอีคอมเมิร์ซ มีส่วนที่สำคัญเกี่ยวข้องหลายกลุ่ม มีทั้งแพลตฟอร์ม ผู้ซื้อ ผู้ขาย ระบบชำระเงิน การขนส่ง อินฟลูเอนเซอร์ คนช่วยโปรโมต ฯลฯ แต่ไทยกลับไม่มีแผนรองรับเลย ขณะที่เพื่อนบ้านอย่าง เวียดนาม มาเลเซีย มีมานานแล้ว และเขาใช้ประโยน์จากแผน อีคอมเมิร์ซแห่งชาติในการสร้างระบบนิเวศหรืออีโคซิสเทม ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดให้เติบโตไปด้วยกันได้ทั้งหมด
นายกฯสมาคมอีคอมเมิร์ซ ย้ำไว้ด้วยว่า เรื่องของ “แผนอีคอมเมิร์ซแห่งชาติ” ไม่ใช่เป็นการดำเนินการเพื่อใคร! หรือเพื่อคนใดคนหนึ่ง! แต่ถ้ารัฐบาลตั้งใจที่จะพัฒนาและส่งเสริมในเรื่องนี้ ย่อมต้องเป็นเรื่องดีและส่งผลดีในทุกอย่างที่อยู่ในระบบนิเวศของอีคอมเมิร์ซแน่นอน เพราะทุกวันนี้แม้หลายหน่วยงาน ได้ให้การส่งเสริมอีคอมเมิร์ซ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ก็เป็นการดำเนินการแบบต่างคนต่างทำ คิดอะไรออก ก็ทำอันนั้น ที่เห็นชัด ๆ ก็เช่นเรื่อง การสอนไลฟ์สดขายของ ที่ต้องยอมรับว่าทำกันแทบทุกหน่วยงานทีเดียว
ทั้งนี้ มองว่ามันเป็นเรื่องปลายทาง เพราะจริง ๆ ต้องเข้าใจว่า อีคอมเมิร์ซเกี่ยวข้องกับหลายภาคส่วน อย่างมองว่าเป็นแต่ช่องทางการขายสินค้าเพียงอย่างเดียว เช่น การสอนคนขายออนไลน์ ควรจะสอนให้นำเรื่องข้อมูล หรือดาต้า มาช่วยวางแผนด้วยว่าจะขายอะไร ขายอย่างไร แบบไหนที่ผู้บริโภคชอบ ฯลฯ หากเรามีแผนอีคอมเมิร์ซแห่งชาติ และกำหนดรายละเอียดแผนงานที่ดีจะช่วยให้ระบบนิเวศของธุรกิจอีคอมเมิร์ซเติบโตอย่างยั่งยืนทั้งหมด

แนะเลิกแจกเงินหันสร้างงาน
ขณะที่กูรูทางด้านเศรษฐศาสตร์การเงิน อย่าง “อมรเทพ จาวะลา” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย ให้ความเห็นว่า ตั้งแต่เริ่ม “รัฐบาลอนุทิน” ในช่วงปลายปีที่แล้ว เรื่อยมา….จนหลังเลือกตั้ง รัฐบาลอนุทิน 2 ก็ออกมาตรการแก้ปัญหาปากท้องคล้ายกัน ดังนั้นเห็นว่าปัญหาปากท้องคงไม่ใช่เพิ่งมาเกิดตอนช่วงสงครามตะวันออกกลาง และแม้สงครามจะจบ แต่คนไทยก็ยังไม่มีกำลังซื้ออยู่ดี เพราะปัญหาทางเศรษฐกิจโตต่ำ หนี้สูง ปัญหาเชิงโครงสร้างยังมีอยู่ ดังนั้น!! มองว่าการแจกเงิน เป็นเพียงการซื้อเวลา และส่วนตัวไม่อยากเห็นมาตรการแจกเงินแบบนี้ เพราะคนจะเสพติดประชานิยม แจกแล้วไม่รู้จบ
หลังจากนี้ รัฐบาลควรเปลี่ยนทิศทางจากแจก มาเป็นการสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ รวมถึงการเพิ่มมูลค่าสินค้าท้องถิ่นต่าง ๆ เพราะการที่รัฐบาลออกไทยช่วยไทยพลัสเพิ่มเติม ต่อเวลา 2 เดือน คนละ 1,000 บาท เป็นเพียงการประคองสถานการณ์ ไม่ให้เศรษฐกิจทรุดหนักไปกว่าเดิม แต่ไม่อาจฟื้นฟูเศรษฐกิจได้อย่างชัดเจน
ทั้งนี้ ข้อเสนออยากให้รัฐบาลให้ความสำคัญกับภาคการลงทุนก่อสร้าง เพราะเป็นอุตสาหกรรมที่มีค่าตัวทวีคูณทางเศรษฐกิจสูงมาก และสามารถสร้างงานให้ระบบเศรษฐกิจได้จริง พร้อมกับต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่น นอกจากนี้ อยากให้รัฐบาลรุกมาตรการส่งเสริมให้ครัวเรือนไทยเข้าถึงพลังงานสะอาดมากขึ้น โดยให้ครัวเรือนขายไฟฟ้าส่วนเกินเข้าสู่ภาคการผลิตได้ ซึ่งจะกลายเป็นช่องทางสร้างรายได้เสริมสู่ครัวเรือนไทยอีกทางหนึ่ง
ทั้งหลายทั้งปวงต้องยอมรับว่า…ไม่ว่าจะเป็นภาคธุรกิจ หรือภาคประชาชน ต่างยังไม่ได้พอใจกับฝีมือของรัฐบาลของนายกฯหนู นัก เพราะปัญหาที่สะสมมานาน จนกลายเป็นรากลึก ดังนั้น… การก้าวสู่ปีที่สองของนายกฯ อนุทิน และรัฐบาล ที่แม้สถานภาพทางการเมืองแข็งโป๊ก แต่…ปัญหาเรื้อรังทางเศรษฐกิจยังคงเป็นโจทย์หินท้าทายและพิสูจน์ฝีมืออย่างหนักว่า ท่ามกลางมือดีเพียง 2 คน จะแบกลำนาวาลำนี้ให้ไปต่อได้อีกมากน้อยเพียงใด ถ้าหากปัญหาปากท้องไม่ได้รับการแก้ ชาวบ้านยังต้องดิ้นรน มีความเป็นอยู่อย่างลำบาก อะไรที่ว่าแน่ ๆ ก็อาจไม่แน่! ได้เช่นกัน.
ทีมเศรษฐกิจ
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/articles/6228540/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1hGnD2KJl4_SrD4LXMl7_8

