หากพูดถึง “งานวิจัยวิทยาศาสตร์’ สำหรับใครหลายคนอาจฟังดูไกลตัวและจับต้องยาก แต่สำหรับชาวบ่อพันขัน จังหวัดร้อยเอ็ด สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า “งานวิจัยที่ดีไม่จำเป็นต้องอยู่แค่บนหิ้งหรือในห้องปฏิบัติการ” แต่สามารถต่อยอดเป็นเครื่องมือที่ใช้สร้างปากท้องและรายได้ที่มั่นคงให้ชุมชนได้อย่างแท้จริง
และต่อไปนี้ จึงเป็นเรื่องราวของการปรับเอางานวิจัยมาเปลี่ยนฐานทุนท้องถิ่นให้กลายเป็น นวัตกรรมชุมชน และสินค้าอัตลักษณ์แห่งดินแดนทุ่งกุลาที่สามารถสร้างเศรษฐกิจฐานรากในภาคอีสานได้อย่างยั่งยืน
เพื่อให้เห็นภาพที่กล่าวมานี้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น สวทช. โดย สถาบันการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร (สท.) ได้จัดกิจกรรม“นวัตกรรมสู่ชุมชน ทุ่งกุลาม่วนซื่น: อยู่ดี มีแฮง สร้างคุณค่า สร้างรายได้” ซึ่งได้นำเสนอการปรับเอาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมมาเพิ่มมูลค่าทรัพยากรชีวภาพ วัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่น เชื่อมโยงสู่การท่องเที่ยว การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และการสร้างรายได้อย่างยั่งยืน โดยบูรณาการความร่วมมือกับจังหวัดร้อยเอ็ด ชุมชนท่องเที่ยวบ่อพันขัน มหาวิทยาลัย และหน่วยงานพันธมิตร
โดยในครั้งนี้ ได้เชื่อมโยงเทคโนโลยีจากทุกศูนย์วิจัยแห่งชาติภายใต้ สวทช. ทั้งเทคโนโลยีการปลูกดอกปทุมมา เทคโนโลยีด้านสิ่งทอ รวมถึงแพลตฟอร์มดิจิทัล “นวนุรักษ์” มาเป็นกลไกหลักในการจัดเก็บฐานข้อมูลมรดกทางวัฒนธรรมและระบบนิเวศเพื่อยกระดับพื้นที่บ่อพันขัน ให้ก้าวสู่การเป็น “พิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิต” (Living Museum) พร้อมนำร่องสู่การเป็นพื้นที่ท่องเที่ยวเชิงวิทยาศาสตร์
เปิดที่มาและความสำคัญ “ทุนชีวภาพและวัฒนธรรม” ที่พร้อมต่อยอดสู่การขับเคลื่อน เศรษฐกิจชุมชน บ่อพันขัน จ.ร้อยเอ็ด
ก่อนจะไปถอดบทเรียนความสำเร็จของโครงการทุ่งกุลาม่วนซื่น ที่มาติดอาวุธ “นวัตกรรมชุมชน” ให้กับชาวบ่อพันขัน อยากชวนทุกคนไปรู้ถึงประวัติศาสตร์และภูมิปัญญาอันล้ำค่าที่สามารถนำมาแปรเปลี่ยนเป็น “ทุนชีวภาพและวัฒนธรรม” ที่พร้อมต่อยอดสู่การขับเคลื่อน เศรษฐกิจชุมชน และเศรษฐกิจ BCG ในพื้นที่อย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ พื้นที่บ่อพันขันตั้งอยู่บนจุดเชื่อมต่อทางภูมิศาสตร์และวัฒนธรรมที่สำคัญของ 3 อำเภอในจังหวัดร้อยเอ็ด ได้แก่ อำเภอหนองฮี อำเภอสุวรรณภูมิ และอำเภอโพนทราย ซึ่งจากการศึกษาทางประวัติศาสตร์พบว่ามีมนุษย์เข้ามาปักหลักตั้งถิ่นฐาน ทำเครื่องมือเครื่องใช้ ถลุงเหล็ก ทำสัมฤทธิ์ และผลิตภาชนะดินเผามานานกว่า 3,000 ปี โดยในอดีตแร่เหล็กจากเมืองสุวรรณภูมิถือเป็นวัตถุดิบสำคัญที่ถูกนำไปใช้กระจายทั่วสยามประเทศ
และจากชื่อ “บ่อพันขัน” ก็ไม่ได้เป็นเพียงบ่อน้ำธรรมดา แต่เป็นแหล่งผลิตเกลือสินเธาว์โบราณระดับอุตสาหกรรมของเอเชียอาคเนย์ ในอดีตมีชาวบ้านมาตั้งกระท่อมตักขี้ทาจากแผ่นหินทรายแดงไปต้มเกลือมากกว่า 300 ร่องเรือน โดยมีภูมิปัญญาท้องถิ่นอย่างการใช้ “ต้นแกนา” ทั้งการสังเกตตาไม้เพื่อวัดระดับความเค็มของการต้มเกลือและใช้เป็นฟืน

นอกจากนั้น จากการสำรวจโดยใช้แพลตฟอร์มดิจิทัล “นวนุรักษ์” ยังได้ค้นพบคลังสมบัติชีวภาพและความหลากหลายทางระบบนิเวศในหลากหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นความอุดมสมบูรณ์กลางบึงน้ำจืด เพราะที่นี่มีระบบนิเวศพื้นที่ชุ่มน้ำและบึงน้ำจืดขนาดใหญ่ที่อุดมสมบูรณ์ ซึ่งหล่อเลี้ยงวิถีชีวิต ชุมชน อาหารพื้นถิ่น และพืชสมุนไพรมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
และจากการสำรวจและจัดเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบร่วมกับชุมชนยังได้พบฐานทุนทรัพยากรในพื้นที่ที่จับต้องได้ อย่างพืชท้องถิ่น ที่สำรวจพบถึง 171 ชนิด เห็ดตามฤดูกาล พบ 27 ชนิด (เช่น เห็ดไค เห็ดตะปู) สายพันธุ์นก ก็มีนกประจำถิ่นและนกอพยพอาศัยอยู่มากถึง 111 ชนิด ขณะที่ ทุนทางวัฒนธรรม ได้มีบันทึกมรดกวิถีชีวิต ความเชื่อ และภูมิปัญญาไว้มากถึง 345 รายการ

จากทุนชีวภาพและวัฒนธรรมอันรุ่มรวยนี้เอง ที่ สถาบันการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร (สท.) สวทช. ได้นำมาต่อยอดกับงานวิจัยของ สวทช. เพื่อสร้างเศรษฐกิจชุมชนที่แข็งแกร่ง ซึ่ง คุณวิราภรณ์ มงคลไชยสิทธิ์ ผู้อำนวยการสถาบันการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร (สท.) สวทช. ได้กล่าวเพิ่มเติมถึงโครงการทุ่งกุลาม่วนซื่นและแนวทางที่ทาง สท. ได้ดำเนินการว่า
“ผลการดำเนินงานในพื้นที่บ่อพันขัน จ.ร้อยเอ็ด นี้ นับเป็นพื้นที่นำร่องสำคัญที่ทาง สวทช. ประสบความสำเร็จในการประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) เพื่อยกระดับเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของชุมชน ภายใต้การขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วย BCG Model ในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ พ.ศ. 2567–2571 ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ 5 จังหวัด ได้แก่ ร้อยเอ็ด ศรีสะเกษ สุรินทร์ ยโสธร และมหาสารคาม และกิจกรรมครั้งนี้จัดขึ้นในพื้นที่จังหวัดร้อยเอ็ด เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ นำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการของชุมชน ตลอดจนเชื่อมโยงเครือข่ายด้านการท่องเที่ยวและการตลาด”
“และการดำเนินโครงการในครั้งนี้เป็นการบูรณาการความร่วมมือกับจังหวัดร้อยเอ็ด ชุมชนท่องเที่ยวบ่อพันขัน มหาวิทยาลัย และหน่วยงานพันธมิตร พร้อมเชื่อมโยงเทคโนโลยีจากทุกศูนย์วิจัยแห่งชาติภายใต้ สวทช. ทั้งเทคโนโลยีการปลูกดอกปทุมมา เทคโนโลยีด้านสิ่งทอ รวมถึงแพลตฟอร์มดิจิทัล “นวนุรักษ์” มาเป็นกลไกหลักในการจัดเก็บฐานข้อมูลมรดกทางวัฒนธรรมและระบบนิเวศเพื่อยกระดับพื้นที่บ่อพันขัน ให้ก้าวสู่การเป็น “พิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิต” (Living Museum) พร้อมนำร่องสู่การเป็นพื้นที่ท่องเที่ยวเชิงวิทยาศาสตร์”
ปรับงานวิจัยและนวัตกรรมเกษตร-อาหารแห่งอนาคตมาใช้ เสริมความแข็งแกร่ง สร้างรายได้ให้ชุมชนบ่อพันขันอย่างยั่งยืน
โดยในการลงพื้นที่ บ่อพันขัน จ.ร้อยเอ็ด ครั้งนี้ มีการนำองค์ความรู้ในการปลูกไม้ดอก “ปทุมมา” ไปเผยแพร่ ซึ่งทีมนักวิชาการจาก สท. สวทช. ได้ทดลองทำแปลงจำลองปลูกดอกปทุมมาหลากหลายสายพันธุ์ให้ชาวบ่อพันขันได้ดูและเรียนรู้ ณ วัดเกาะบ่อพันขันรัตนโสภณ ซึ่งการถ่ายทอดความรู้นี้ ก็เพื่อให้ชุมชนท่องเที่ยวบ่อพันขันพัฒนาเป็นอาชีพเสริมและกิจกรรมการเรียนรู้สำหรับนักท่องเที่ยว โดยครอบคลุมตั้งแต่การผลิตหัวพันธุ์ การปลูกเป็นไม้กระถาง และการผลิตไม้ตัดดอกจำหน่าย และในโอกาสนี้ คุณพรนิภา นาเมือง นักวิชาการ สถาบันการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร สวทช. ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมถึง นวัตกรรมชุมชน นี้ว่า

“ปทุมมา เป็นไม้ดอกที่ชอบดินร่วนปนทราย ไม่ชอบดินเหนียวที่มีน้ำขังแฉะ ซึ่งสภาพดินในภาคอีสานมีความเหมาะสมกับการปลูกปทุมมาเป็นอย่างมาก นอกจากนั้น ยังเป็นพืชทางเลือกสร้างรายได้ในช่วงฤดูฝนให้กับเกษตรกรได้ โดยเกษตรกรจะลงมือปลูกช่วงพฤษภาคม และปทุมมาจะเริ่มออกดอกตั้งแต่เดือนกรกฎาคม – ตุลาคม ซึ่งเป็นช่วงที่สามารถตัดดอกเพื่อขาย ซึ่งตรงกับช่วงฤดูฝนที่เกษตรกรปลูกพืชผักอื่นได้ยากเพราะดินแฉะ และเป็นช่วงที่ตลาดมักขาดแคลนดอกไม้ จึงช่วยสร้างรายได้รายวันให้เกษตรกรหลังหรือระหว่างการทำนา หรือแยกเป็นหน่อลงกระถามเพื่อขายเป็นไม้ดอกไม้ประดับได้”
“โดยปทุมมาที่นำมาจัดแสดงมีจำนวน 6 พันธุ์ ประกอบด้วยพันธุ์จากผลงานวิจัยของ สวทช. ได้แก่ สตาร์บิวตี้ (Star Beauty) สตาร์ยูนิเวิร์ส (Star Universe) และสตาร์เพิร์ล (Star Pearl) รวมถึงพันธุ์การค้า ได้แก่ แดงชาโดว์ ลานนาสโนว์ และบ้านไร่เรด สะท้อนการเชื่อมโยงผลงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์จริง ตลอดจนการต่อยอดสู่ตลาดไม้ดอกไม้ประดับและการท่องเที่ยวชุมชน”
“จุดเด่นของ ปทุมมา ที่เห็นอย่างชัดเจน คือ ปทุมมาเป็นไม้ดอกที่ให้ผลตอบแทนสูง ในปีแรกการปลูกพื้นที่ 1 งาน จะใช้หัวพันธุ์ประมาณ 2,000 หัว โดยเกษตรกรต้องลงทุนค่าหัวพันธุ์ประมาณ 10,000 บาท ค่าปุ๋ย ค่ายา และแรงงานประมาณ 5,000 บาท แต่สามารถสร้างรายได้สูงถึง 80,000 บาทต่อฤดูกาล จากพื้นที่เพียง 1 งาน ส่วนการขยายพันธุ์ ปทุมมา 1 หัว สามารถแตกกอและขยายหัวพันธุ์เพิ่มได้ถึง 4–5 หัว ทำให้ในปีถัดไปเกษตรกรไม่ต้องซื้อหัวพันธุ์ใหม่ ช่วยลดต้นทุนลงได้มาก และยังนำหัวพันธุ์ที่ขยายได้ไปจำหน่ายต่อได้อีกด้วย”

ไม่เพียงแค่องค์ความรู้ในการปลูก ปทุมมาเท่านั้น ที่ สวทช. นำมาเผยแพร่ให้กับชาวบ่อพันขัน เพราะ สท. ยังได้ปรับเอาเทคโนโลยีด้านสิ่งทอไปใช้เพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ผ้าไหมของชุมชน ได้แก่ การใช้เอนไซม์ซิลค์โปร (SilkPro) ในกระบวนการลอกกาวไหม การย้อมสีธรรมชาติจากวัตถุดิบในท้องถิ่น การออกแบบลวดลายผ้าอัตลักษณ์ ตลอดจนการประยุกต์ใช้นาโนเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มคุณสมบัติให้ผลิตภัณฑ์สิ่งทอ เช่น ความนุ่มลื่น การป้องกันรังสียูวี การยับยั้งแบคทีเรีย การให้กลิ่นหอม และการสะท้อนน้ำ เป็นต้น
ทั้งนี้การพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ้าไหมยังให้ความสำคัญกับการนำเรื่องราวของพื้นที่มาถ่ายทอดผ่านลวดลายอัตลักษณ์ ได้แก่ ลาย “บ่อพันขัน 1” และลาย “ข้าวปลานาหนองฮี” เพื่อสร้างความแตกต่าง เพิ่มคุณค่าทางวัฒนธรรม และต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถสร้างรายได้ให้แก่ผู้ผลิตและผู้ประกอบการในชุมชน
ใช้แพลตฟอร์ม “นวนุรักษ์” เป็นเครื่องมือปั้น “นักจัดการข้อมูลชุมชน” สร้างสตอรี่การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน
และในมิติของการจัดการข้อมูล คุณวัชชิรา บูรณสิงห์ ผู้ช่วยวิจัย เนคเทค สวทช. และหนึ่งในผู้พัฒนานวนุรักษ์ อธิบายเพิ่มเติมว่า

“สวทช. ได้นำแพลตฟอร์ม “นวนุรักษ์” (NAVANURAK) มาใช้เป็นเครื่องมือรวบรวมและบริหารจัดการองค์ความรู้ของชุมชน ซึ่งจากการสำรวจพบพืชท้องถิ่น 171 ชนิด เห็ด 27 ชนิด นก 111 ชนิด และทุนวัฒนธรรม 345 รายการ โดยมีหัวใจสำคัญคือการให้ “ชุมชนเป็นเจ้าของข้อมูล” แพลตฟอร์มนี้เข้ามาทำหน้าที่แปลงความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวบุคคล อย่างเรื่องเล่าของปราชญ์ชาวบ้าน ให้ออกมาเป็นข้อมูลที่จับต้อง สืบค้น และนำไปต่อยอดได้”
“โดยเบื้องหลังความสำเร็จคือการออกแบบระบบให้เอื้อต่อการใช้งานจริง ยกระดับคนในพื้นที่ให้ก้าวสู่การเป็นนักจัดการข้อมูลท้องถิ่น ที่สามารถรวบรวม บันทึก จัดทำพิกัดภูมิศาสตร์ และร้อยเรียงเรื่องราว (Storytelling) ด้วยตนเอง เมื่อข้อมูลถูกเชื่อมโยงกันจึงเกิดเป็นฐานข้อมูลสนับสนุนเส้นทางท่องเที่ยว “ทุ่งกุลาม่วนซื่น” ซึ่งบูรณาการทรัพยากรธรรมชาติ โบราณคดี ภูมิปัญญา และวิถีชีวิตเข้าด้วยกัน โดยทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัยศิลปากรและหน่วยงานในพื้นที่ เพื่อผลักดันการจัดการท่องเที่ยวของชุมชนให้ก้าวสู่ความยั่งยืนตามมาตรฐานระดับโลก (GSTC) ต่อไป”
ถอดบทเรียนจากการสร้าง Storytelling เสริมความน่าสนใจให้ “เส้นทางท่องเที่ยวยั่งยืน บ่อพันขัน”
ไม่ใช่แค่การนำงานวิจัยมาต่อยอดเพื่อสร้าง “นวัตกรรมเกษตร-อาหาร” ให้กับชุมชนเท่านั้น สวทช. และพันธมิตรทุกภาคส่วน ยังได้ใช้แนวทาง Storytelling มาสร้างความน่าสนใจให้กับ “การท่องเที่ยวยั่งยืน” ในพื้นที่ บ่อพันขัน จ.ร้อยเอ็ดในหลากหลายมิติด้วย

ไม่ว่าจะเป็นการปั้น “พิพิธภัณฑ์มีชีวิต” สร้างคัมภีร์ชุมชน ที่เริ่มต้นจากแนวคิดของ พระปลัด ดร.ขาว คฺตตธมฺโม เจ้าอาวาสวัดเกาะบ่อพันขันรัตนโสภณ ที่มีความฝันอยากให้พื้นที่บ่อพันขันเป็น “พิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิต” เพื่อให้ทุกคนเข้ามาศึกษาประวัติศาสตร์
โดยชูจุดเด่นของการเป็นแอ่งอารยธรรมที่สำคัญ ซึ่งมีทั้งร่องรอยลานหินตัดขนาดใหญ่ที่เชื่อว่าใช้สร้างปราสาทขอมโบราณ ตำนานศาลเจ้าปู่ผ่าน และวิถีภูมิปัญญาการต้มเกลือสินเธาว์โบราณ การจัดเก็บเรื่องราวเหล่านี้ลงในระบบนวนุรักษ์ช่วยดึงดูดความสนใจให้นักท่องเที่ยวเดินทางมาสัมผัสพื้นที่จริง

เพราะก่อนหน้านี้ ในการเก็บข้อมูลอาศัยเพียงการบอกเล่าปากต่อปากผ่านปราชญ์ชุมชน แต่เมื่อระบบนวนุรักษ์เข้ามา ข้อมูลทั้งหมดได้ถูกจัดระเบียบเป็นไฟล์ดิจิทัลที่ค้นหาง่าย ทำให้การประสานงานและจัดทำรายงานส่งหน่วยงานรัฐรวดเร็วขึ้นโดยไม่ต้องตระเวนสอบถามรายบุคคล ข้อมูลดิจิทัลเหล่านี้เปรียบเสมือน “คัมภีร์ชุมชน” ที่รวบรวมภูมิปัญญาที่เคยถูกมองข้าม นำมาถ่ายทอดสู่เยาวชนรุ่นใหม่ ช่วยลดปัญหาการย้ายถิ่นฐาน และเป็นฐานข้อมูลสำคัญในการทำแผนพัฒนาหมู่บ้าน
ขณะที่ ในมิติเชิงวิชาการ ภก.ดร.วีระพงษ์ ประสงค์จีน ผู้เชี่ยวชาญด้านพื้นที่บ่อพันขัน กล่าวว่า “พื้นที่บ่อพันขันมีศักยภาพระดับภูมิทัศน์วัฒนธรรม (Cultural Landscape) ที่หล่อหลอมวิถีชีวิต อาหารพื้นถิ่น ภูมิปัญญาสมุนไพร จนกลายเป็นห้องเรียนที่มีชีวิตที่เชื่อมโยงการเรียนรู้และพัฒนานวัตกรรมสังคม ข้อมูลองค์ความรู้ในแพลตฟอร์มนวนุรักษ์ ได้กลายเป็นฐานสำคัญที่ช่วยให้ผู้ประกอบการท่องเที่ยวสามารถนำไปออกแบบเป็น เส้นทางท่องเที่ยว 4 รูปแบบ”
“ได้แก่ เส้นทางประวัติศาสตร์ เส้นทางสีเขียว เส้นทางสุขภาพ และเส้นทางการศึกษา โดยเน้นการสร้างประสบการณ์ร่วมที่ให้นักท่องเที่ยวลงมือปฏิบัติจริง ทั้งหมดนี้เพื่อยกระดับบ่อพันขันสู่การเป็น “หมู่บ้านฟื้นสร้าง” (Regenerative Village) ที่สร้างสุขภาวะแบบฟื้นสร้าง (Regenerative Well-being) ยึดหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน และก้าวเป็นจุดหมายปลายทางด้านการจัดประชุมสัมมนาเชิงนิเวศ (Green MICE)”

ด้าน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จิตศักดิ์ พุฒจร อาจารย์ประจำสาขาวิชาการจัดการการท่องเที่ยว มหาวิทยาลัยศิลปากร ให้มุมมองที่น่าสนใจว่า
“สิ่งที่นักท่องเที่ยวทั่วโลก รวมถึงองค์การยูเนสโก (UNESCO) ให้ความสำคัญคือ ‘ความเดิมแท้’ (Authenticity) ซึ่งจุดแข็งของบ่อพันขัน คือ ความมุ่งมั่นของชุมชนในการรักษาตัวตนและวิถีชีวิตดั้งเดิมโดยไม่ปรุงแต่ง ผสานกับการนำภูมิปัญญามาต่อยอดสู่การเป็นชุมชนสุขภาวะ (Wellness Community)”
“และในปัจจุบันทิศทางการท่องเที่ยวโลกได้ปรับเปลี่ยนสู่ การท่องเที่ยวเชิงฟื้นฟู (Regenerative Tourism) ที่นักท่องเที่ยวต้องมีส่วนช่วยรักษาระบบนิเวศ และความหลากหลายทางชีวภาพ การที่ สวทช. นำแพลตฟอร์มนวนุรักษ์เข้ามาจัดเก็บข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพและวิถีวัฒนธรรม จึงเป็นการแปลงภูมิปัญญาที่เคยส่งต่อผ่านคำบอกเล่าให้กลายเป็น ‘หลักฐานเชิงประจักษ์’ (Evidence-based) ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญอย่างยิ่งในการเตรียมความพร้อมสู่มาตรฐานการท่องเที่ยวยั่งยืนระดับโลก”
และความน่าสนใจที่นับเป็นอีกหนึ่งไฮไลต์ที่จะดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เดินทางมายัง บ่อพันขัน จ.ร้อยเอ็ด คือ การเป็น “เขตอนุรักษ์ท้องฟ้ามืด” บริเวณโนนขันหมาก พื้นที่นี้จึงเป็นพื้นที่เรียนรู้และจัดกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงดาราศาสตร์ตามแนวทางโครงการ Amazing Dark Sky in Thailand โดยมุ่งสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการอนุรักษ์ท้องฟ้ามืดและการลดมลภาวะทางแสง พร้อมต่อยอดเป็นกิจกรรมท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ที่เชื่อมโยงธรรมชาติ วิทยาศาสตร์ และวิถีชุมชน ได้อย่างน่าประทับใจ

ติดตามโมเดลการปรับเอาโครงการวิจัย ยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชนทั่วไทยอย่างยั่งยืน
ตามติดภารกิจสานต่อความร่วมมือไทย-จีน พัฒนา นวัตกรรมแก้จน
“มหาหมอลำเฟสติวัล” @ หนองคาย Soft Power ไทย-สปป.ลาว
“H-FAME ไบโอดีเซลคุณภาพสูง” นวัตกรรมสู้ วิกฤตพลังงานโลก
Post Views: 1
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.salika.co/2026/09/29/bopankan-innovation-for-community-nectec/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw14VsDrxoQy6qbWHHkNVBlL

