
นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยในรายการคุยกับ ครม.อนุทินครั้งแรก ในประเด็น ถึงเวลาแล้วหรือยัง? กับการปรับระบบราชการ โดยระบุว่า ไม่ขอใช้คำว่าปฏิรูประบบราชการเพราะเป็นภาพจำของการตั้งคณะกรรมการ ตั้งคณะทำงาน ศึกษาแล้วไม่ลงมือทำ แต่ต้องเปลี่ยนเป็นการพัฒนาประสิทธิภาพของระบบราชการ ให้เห็นผลจริงและตอบโจทย์ประชาชน
ทั้งนี้ สิ่งที่รัฐบาลต้องการผลักดันคือการเพิ่มประสิทธิภาพรัฐให้ทันโลก ลดงานซ้ำ ลดขั้นตอน ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย และทำให้ประชาชนได้รับบริการจากภาครัฐเร็วขึ้น โปร่งใสขึ้น ไม่ต้องเสียเวลาเดินเอกสารเหมือนเดิม
รายจ่ายประจำพุ่ง 73%
โดยเหตุผลสำคัญที่ต้องเร่งลงมือ เพราะงบประมาณรายจ่ายประจำปีนี้เพิ่มสูงถึง 73% ของงบประมาณทั้งประเทศ ขณะที่งบลงทุนมีเพียง 20% ที่เหลือเป็นงบใช้หนี้ หากไม่ลดรายจ่ายประจำ ประเทศจะเหลืองบน้อยลงสำหรับพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เศรษฐกิจ และบริการประชาชน
นายปกรณ์ กล่าวต่อไปว่า โลกวันนี้เปลี่ยนเร็วจากภูมิรัฐศาสตร์ การค้าโลกที่ผิดปกติ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ น้ำท่วม ดินโคลนถล่ม รวมถึงสังคมสูงวัย หากรัฐยังทำงานแบบเดิม ไทยจะแข่งขันยากขึ้น
แนวทางของรัฐบาลไม่ใช่ลดคนแล้วทำให้บริการแย่ลง แต่ต้องเริ่มจากการลดงานที่ไม่จำเป็นก่อน รีโพรเซสขั้นตอนราชการใหม่ ใช้เทคโนโลยีทดแทนงานซ้ำซ้อน แล้วจึงจัดกำลังคนให้เหมาะกับภารกิจจริง
ครม.ไฟเขียวแช่แข็งอัตรากำลัง
ซึ่งคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติแช่แข็งอัตรากำลัง ให้ถือจำนวนกำลังคนปัจจุบันเป็นเพดานสูงสุด หลังจากนี้จะทยอยลดลงตามธรรมชาติ ใช้เทคโนโลยีช่วยงาน และเปิดทางการจ้างงานรูปแบบอื่นที่เหมาะกับแต่ละภารกิจ ไม่ใช่ทุกงานต้องเป็นข้าราชการประจำเหมือนเดิม
“ยกตัวอย่างเช่นสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ที่เคยลดกระบวนงานจาก 170 กระบวนงาน เหลือไม่ถึง 40-70 กระบวนงาน หลังนำเทคโนโลยีมาใช้ในช่วง Work from Anywhere ทำให้ติดตามงานได้ เห็นสถานะงานได้ และรักษาคุณภาพงานได้”
อย่างไรก็ดี หัวใจสำคัญอีกเรื่องคือ Digital Government และ Open Government ต้องเปลี่ยนข้อมูลราชการจากกระดาษหรือไฟล์สแกนธรรมดา ให้เป็นข้อมูลที่เครื่องอ่านได้ หรือ machine-readable เพื่อให้ระบบดิจิทัลและเทคโนโลยีเอไอ (AI) นำไปใช้วิเคราะห์ได้จริง
สำหรับการใช้ AI ในภาครัฐต้องเริ่มจากฐานข้อมูลที่ถูกต้อง เชื่อมโยงกัน และอ้างอิงต้นทางได้ รัฐบาลจึงต้องทำให้ทุกหน่วยงานเป็นเจ้าของข้อมูลของตนเอง แต่เชื่อมฐานข้อมูลเข้าหากัน เพื่อให้บริการประชาชนเร็วขึ้นและลดช่องทุจริต
นอกจากนี้ ประชาชนไม่ควรถูกบังคับให้ถ่ายสำเนาเอกสารที่ราชการออกให้ แล้วนำกลับไปยื่นราชการอีก เพราะประชาชนมองรัฐเป็นหน่วยเดียว ไม่ได้สนใจว่าอยู่กรมใด กระทรวงใด หน้าที่รัฐคือต้องเชื่อมข้อมูลกันเอง
เดินหน้าระบบ Super License
สำหรับการอนุมัติอนุญาต รัฐบาลจะเดินหน้าระบบ Super License เช่น ธุรกิจโรงแรมที่เดิมต้องมีใบอนุญาตย่อยอย่างน้อย 18 ใบ ต่อไปควรมีใบอนุญาตหลักใบเดียว ลดภาระประชาชนและเอกชน
รวมถึงจะมีระบบ Fast Track สำหรับบริการปกติ ให้ประชาชนและธุรกิจที่ต้องการความรวดเร็วเลือกใช้บริการตามคู่มืออย่างโปร่งใส ไม่ต้องใช้เส้นสาย ไม่ต้องจ่ายใต้โต๊ะ ทุกขั้นตอนต้องตรวจสอบได้
รัฐบาลจะทบทวนกฎหมายรองประมาณ 7,600 ฉบับ โดยให้ภาคเอกชนซึ่งเป็นผู้เจอปัญหาจริงสะท้อนว่าติดขัดเรื่องใด สร้างต้นทุนอย่างไร ก่อนเข้าสู่กระบวนการรับฟังความคิดเห็นและเสนอ ครม.แก้ไขตรงจุด
นายปกรณ์ กล่าวต่ออีกว่า เป้าหมายคือเวลาการให้บริการประชาชนต้องลดลงอย่างน้อย 20-30% การเพิ่มประสิทธิภาพระบบราชการไม่ใช่คำสวย แต่ต้องวัดได้จากประชาชนได้รับบริการเร็วขึ้น โปร่งใสขึ้น และประเทศมีงบไปพัฒนาอนาคตมากขึ้น
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/668227&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1UZmbJRs4D_VWNJtUyylED

