
จากความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและวิกฤตพลังงาน “ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ประกาศแผนยุทธศาสตร์ครั้งสำคัญสั่นสะเทือนแวดวงการเงิน-การคลังไทย นั่นคือการตัดสินใจเตรียมออก “พระราชกำหนดกู้เงินวงเงิน 500,000 ล้านบาท” ถือเป็นเครื่องมือทางการเงินชิ้นใหญ่ ที่ถูกนำมาใช้เพื่อเป็น “กระสุน”ในการประคองตัวเลข GDP และขับเคลื่อนฟันเฟืองทางเศรษฐกิจช่วงรอยต่อที่สำคัญสุดของประเทศ
เหตุผลหลักที่กระทรวงการคลังนำมาอ้างอิงคือการปิดช่องว่าง “ช่วงสุญญากาศทางงบประมาณ” ช่วงระหว่างเดือนพฤษภาคม-ตุลาคม 2569 เป็นช่วงที่เม็ดเงินจากงบประมาณปกติ อาจยังไม่สามารถไหลลงสู่ระบบได้อย่างเต็มที่ การออกพ.ร.ก.กู้เงินฉบับนี้ จึงเปรียบเสมือนการเติมออกซิเจนให้เศรษฐกิจไทย ไม่ให้เกิดภาวะชะงักงัน โดยเน้น 3 ภารกิจหลัก คือ การกระตุ้นการบริโภค การช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง และการลงทุนเพื่อเปลี่ยนผ่านประเทศไทยไปสู่ยุคพลังงานสะอาด
คำถามที่ตามมาคือ ไทยยังไหวหรือไม่กับหนี้ก้อนนี้..? “ดร.เอกนิติ” ย้ำชัดว่า ปัจจุบันสัดส่วนหนี้สาธารณะของไทยอยู่ที่ 66% ของ GDP เมื่อเทียบกับเพดานหนี้ที่กำหนดไว้ 70% ยังมีช่องว่างอีกประมาณ 4% หรือคิดเป็นเงินกว่า 800,000 ล้านบาท ดังนั้นการกู้เงิน 500,000 ล้านบาท จึงไม่ต้องขยายเพดานหนี้และอยู่ในกรอบวินัยการเงินการคลัง
ที่สำคัญฝ่ายบริหารมองว่า “ต้นทุนของการไม่กู้” อาจสูงกว่าเนื่องจากเศรษฐกิจซบเซาส่งผลเสียต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว มากกว่าดอกเบี้ยเงินกู้..!!
ไฮไลต์ที่ประชาชนเฝ้ารอ นั่นคือโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ที่มีกำหนดการชัดเจนแล้วว่า จะเริ่มเปิดให้ลงทะเบียนช่วงเดือนพฤษภาคม 2569 และเริ่มใช้งานจริงเดือนมิถุนายน การกลับมาครั้งนี้ไม่ใช่แค่การแจกเงินแบบเดิม แต่เป็นการออกแบบภายใต้สมมติฐาน ที่ว่าวิกฤตพลังงานจะอยู่กับเราไปอีกนาน การเติมเงินลงสู่มือประชาชนโดยตรง จะช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพและสร้างเงินหมุนเวียนในเศรษฐกิจฐานรากรวดเร็วสุด โดยเน้นการใช้จ่ายสอดคล้องพฤติกรรมผู้บริโภคยุคดิจิทัล…
นอกจากการกู้เงินแล้วรัฐบาลยังดำเนินมาตรการ “รัดเข็มขัด” ส่วนของงบประมาณปกติ โดยที่ประชุม 4 หน่วยงานเศรษฐกิจ มีมติเด็ดขาดให้ตัดงบประมาณรายจ่ายที่ไม่จำเป็น เช่น งบดูงานต่างประเทศของข้าราชการ และงบการก่อสร้างอาคารใหม่ ที่ยังไม่มีความเร่งด่วน เพื่อนำเงินเหล่านี้ มาสมทบในรูปแบบของพ.ร.บ.โอนงบประมาณปี 2569 วงเงินประมาณ 80,000-100,000 ล้านบาท เพื่อนำไปใช้ในโครงการที่สร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจได้สูงกว่า
เป้าหมายการเติบโตของเศรษฐกิจไทยปีนี้ถูกตั้งไว้ที่ 1.4% และขยับเป็น 2.0-2.2% ในปี 2570 แม้ตัวเลขดูจะไม่หวือหวา แต่รัฐบาลเชื่อว่าการพึ่งพาเครื่องยนต์ตัวเดียวไม่เพียงพอ จึงต้องเร่งรัดการเบิกจ่ายของรัฐวิสาหกิจ และส่งเสริมโครงการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (PPP) เพื่อให้เม็ดเงินจากการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) ไหลเข้ามาช่วยพยุงโครงสร้างพื้นฐาน โดยเป้าหมายใหญ่คือการทำให้ไทยเป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
การดำเนินการของ “ดร.เอกนิติ” ครั้งนี้ คือ การบริหารความเสี่ยงบนเส้นคู่ขนานระหว่างความมั่งคั่งในอนาคต และความมั่นคงทางการคลังในปัจจุบัน การเลือกกู้เงิน 500,000 ล้านบาท ควบคู่ไปกับการออกโครงการคนละครึ่งพลัส คือความพยายามที่จะประคองเศรษฐกิจไทย ไม่ให้ร่วงหล่นลงสู่ภาวะถดถอย
ขณะที่โลกกำลังเผชิญกับความไม่แน่นอน ความสำเร็จของแผนงานนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับ “วงเงินกู้” เพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับ “ความเร็ว” และ “ความโปร่งใส” เรื่องการกระจายเงินให้ถึงมือประชาชน และภาคธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อให้ประเทศไทยก้าวข้ามช่วงสุญญากาศนี้…!?
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/column/827074&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1OybBnX3JMRkwL0J_H-yZT

