ผู้ว่าฯ ธปท. ชี้แม้เศรษฐกิจไทยยังไม่ได้แย่เหมือนที่คาด แต่การฟื้นตัวยังเป็นแบบ K-Shaped ธุรกิจรายใหญ่ไปต่อได้ แต่ SME -ผู้มีรายได้น้อยยังเปราะบาง เร่งใช้มาตรการเข้มสกัดทุนเทา ไตรมาส 4 ฝากเงินสดเกิน 5 ล้านบาท ต้องแจงที่มา
ผู้ว่าฯ ธปท. ชี้แม้เศรษฐกิจไทยยังไม่ได้แย่เหมือนที่คาด แต่การฟื้นตัวยังเป็นแบบ K-Shaped ธุรกิจรายใหญ่ไปต่อได้ แต่ SME -ผู้มีรายได้น้อยยังเปราะบาง เร่งใช้มาตรการเข้มสกัดทุนเทา ไตรมาส 4 ฝากเงินสดเกิน 5 ล้านบาท ต้องแจงที่มา
นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าฯ ธปท. กล่าวว่า แม้เศรษฐกิจไทยจะยังเผชิญความไม่แน่นอนจากปัจจัยทั้งใน และต่างประเทศเศรษฐกิจไทยยังมีความยืดหยุ่น(Resilience)ที่ดี ทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจไม่ได้ชะลอตัวรุนแรงอย่างที่เคยประเมินไว้ในช่วงต้นของสถานการณ์ความตึงเครียดจากสงครามอิหร่าน
โดยแรงสนับสนุนสำคัญมาจากการบริโภคภายในประเทศที่ขยายตัวดีกว่าคาด และมาตรการของภาครัฐ ‘ไทยช่วยไทยพลัส‘ ที่ช่วยบรรเทาค่าครองชีพของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อย
อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่า การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยยังเป็นลักษณะ K-Shaped หรือฟื้นตัวไม่ทั่วถึงชัดเจน
โดยภาคธุรกิจขนาดใหญ่สามารถปรับตัวได้ดี มีผลประกอบการ และกำไรที่แข็งแกร่ง อีกทั้งยังสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ด้วยต้นทุนที่ต่ำ
ขณะที่ผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(SME) กลับเผชิญข้อจำกัดด้านเงินทุน และมีศักยภาพในการปรับตัวต่ำกว่า ส่งผลให้ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจมากกว่าธุรกิจรายใหญ่
ในมุมของภาคครัวเรือน ผลกระทบจากค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นไม่ได้กระจายตัวเท่ากัน โดยประชาชนที่มีรายได้น้อยได้รับผลกระทบจากราคาพลังงาน และราคาอาหารมากกว่ากลุ่มรายได้สูง เนื่องจากค่าใช้จ่ายด้านดังกล่าวคิดเป็นสัดส่วนที่สูงกว่าของรายได้ จึงเป็นอีกปัจจัยที่สะท้อนความเหลื่อมล้ำของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ ธปท. กำลังเร่งดำเนินการคือ มาตรการเชิงรุกเพื่อจัดการปัญหาเศรษฐกิจนอกระบบ ทุนสีเทา และการทุจริต โดยยืนยันว่า ธปท. ใช้อำนาจที่มีอย่างเต็มที่เพื่อปิดช่องทางการใช้ระบบการเงินไปในทางที่ผิด
หนึ่งในมาตรการสำคัญคือ การกำกับดูแลธุรกรรมทองคำ หลังพบว่าในอดีตมีการเบิกทองคำออกจากระบบสูงถึงประมาณ 4,000 กิโลกรัมต่อเดือน หรือคิดเป็นมูลค่ากว่า 16,000 ล้านบาทต่อเดือน ซึ่งถือเป็นปริมาณที่ผิดปกติ ภายหลัง ธปท. เข้าไปกำกับดูแลอย่างใกล้ชิด ปริมาณการเบิกทองคำลดลงเหลือประมาณ 700 กิโลกรัมต่อเดือน สะท้อนว่ามาตรการสามารถลดธุรกรรมที่น่าสงสัยลงได้อย่างมีนัยสำคัญ
นอกจากนี้ ยังมีมาตรการควบคุมการถอนเงินสด โดยกำหนดให้การถอนเงินสดตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไปต้องแจ้งวัตถุประสงค์ของการนำเงินไปใช้ เพื่อป้องกันการนำเงินสดไปใช้ในกิจกรรมผิดกฎหมาย อาทิ การซื้อเสียง หรือธุรกิจสีเทา ซึ่งหลังดำเนินมาตรการเพียง 2 เดือน พบว่ายอดธุรกรรมที่เข้าข่ายผิดปกติลดลงประมาณ 35%
โดยในช่วงไตรมาส 4 ของปี ธปท.จะยกระดับมาตรการกำกับดูแลการฝากเงินสด โดยผู้ที่นำเงินสดมาฝากตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป จะต้องแสดงที่มาของเงิน เพื่อเพิ่มความโปร่งใสของระบบการเงิน และทำให้เงินที่มาจากแหล่งผิดกฎหมายเข้าสู่ระบบได้ยากขึ้น
อีกด้านหนึ่ง ธปท. ยังขอความร่วมมือจากธนาคารพาณิชย์ในการเฝ้าระวังพฤติกรรมการทำธุรกรรมที่ผิดปกติ โดยเฉพาะรูปแบบการโอนเงินในช่วงเวลากลางคืนที่มียอดเป็นตัวเลขกลมจำนวนมาก ซึ่งมักพบความเชื่อมโยงกับบัญชีม้า และเครือข่ายการพนันออนไลน์ เพื่อให้สถาบันการเงินสามารถตรวจจับ และสกัดธุรกรรมที่มีความเสี่ยงได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
พิสูจน์อักษร….สุรีย์ ศิลาวงษ์
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/1242786&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2CHQvqB6pxUDCn6PhhfGyG

