• Fri. Jul 31st, 2026

ผลกระทบต่อชิลีหลังสหรัฐอเมริกาประกาศขึ้นภาษีใหม่

ผลกระทบต่อชิลีหลังสหรัฐอเมริกาประกาศขึ้นภาษีใหม่ผลกระทบต่อชิลีหลังสหรัฐอเมริกาประกาศขึ้นภาษีใหม่

สหรัฐอเมริกาประกาศใช้อัตราภาษีใหม่กับคู่ค้าหลักจำนวน 60 ประเทศ รวมทั้งประเทศชิลี โดยปรับขึ้นอัตราภาษีที่ร้อยละ 10 และ 12.5 ขึ้นอยู่กับนโยบายที่แต่ละประเทศดำเนินการเกี่ยวกับการใช้แรงงานบังคับในห่วงโซ่อุปทาน (41 ประเทศ ถูกเรียกเก็บภาษีที่อัตราร้อยละ 12.5 และ 19 ประเทศ ถูกเรียกเก็บภาษีที่อัตราร้อยละ 10)[1] โดยชิลีถูกเรียกภาษีเพิ่มเติมที่ร้อยละ 12.5 อัตราภาษีดังกล่าวมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม 2569 ภายใต้เงื่อนไขการเรียกเก็บภาษีนำเข้าชั่วคราวจากสินค้าต่างประเทศ อาศัยอำนาจตามกฎหมาย Section 122 แห่ง Trade Act of 1974  เพื่อแก้ไขปัญหาดุลการชำระเงินและพยุงค่าเงินเหรียญสหรัฐ และเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายที่มุ่งเสริมข้อจำกัดการนำเข้าที่เกี่ยวข้องกับแรงงานบังคับ โดยประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา สามารถประกาศจัดเก็บภาษีนำเข้าได้ทันทีในภาวะฉุกเฉิน โดยไม่ต้องรอความเห็นชอบจากสภาคองเกรส ซึ่งกฎหมายกำหนดเพดานอัตราภาษีนำเข้าสูงสุดไว้ที่ไม่เกินร้อยละ 15 เป็นมาตรการระยะสั้น มีอายุบังคับใช้ 150 วัน เว้นแต่จะได้รับการอนุมัติขยายต่ออายุจากสภาคองเกรส ทั้งนี้ การประกาศใช้มาตรการดังกล่าวเกิดขึ้นในขณะที่ระยะเวลาของอัตราภาษีทั่วไปที่ร้อยละ 10 ที่เคยกำหนดโดยรัฐบาลนายโดนัล ทรัมป์ และหมดอายุในวันที่ 24 กรกฎาคม 2569

          การปรับขึ้นอัตราภาษีที่ร้อยละ 12.5 ส่งผลกระทบต่อสินค้าส่งออกของชิลี เช่น ไวน์ เซลูโลส แซลมอน ผลไม้ และสินค้าเกษตรกรรม ซึ่งล้วนเป็นสินค้าส่งออกหลักของชิลี โดยสมาคมการเกษตรแห่งชาติของชิลีหรือ SNA ได้ประเมินว่าผลกระทบทางเศรษฐกิจอาจสูงถึง 400 ล้านเหรียญสหรัฐ นอกจากนี้ สมาคมฯ ยังเรียกร้องให้รัฐบาลทั้งสองฝ่ายเจรจาร่วมกันโดยเร็ว เนื่องจากมาตรการดังกล่าวไม่เป็นธรรมและขัดแย้งต่อข้อตกลงการค้าเสรีที่บังคับใช้อยู่ในปัจจุบัน อย่างไรก็ดี สินค้าส่งออกของชิลีไปยังสหรัฐอเมริกาคิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 53.5 หรือประมาณ 1,500 รายการ ยังคงได้รับการยกเว้นจากมาตรการภาษีดังกล่าว ซึ่งสินค้าส่งออกสำคัญในกลุ่มนี้ ได้แก่ ทองแดง อลูมิเนียม และลิเทียม สินค้าเกษตรกรรมบางรายการ (อะโวคาโด กีวี ส้ม)

ภาครัฐบาลและภาคเอกชนของชิลีแสดงความกังขาต่อการดำเนินมาตรการดังกล่าวของสหรัฐอเมริกา และเห็นว่าการบังคับใช้มาตรการฯ ไม่สอดคล้องกับพื้นฐานทางเทคนิค กฎหมาย และการเมืองที่ชิลีได้นำเสนอในระหว่างกระบวนการทบทวนที่ดำเนินการโดยเจ้าหน้าที่สหรัฐอเมริกา ทั้งนี้ กระทรวงความสัมพันธ์เศรษฐกิจระหว่างประเทศของชิลี ยืนยันว่าชิลีมีกรอบสถาบันแรงงานที่มั่นคงและมีระบบกำกับดูแลที่เข้มแข็ง            เพื่อป้องกันและขจัดแรงงานบังคับ โดยดำเนินการตามอนุสัญญาระหว่างประเทศที่ชิลีได้ลงนามไว้ อย่างไรก็ดี การประกาศใช้มาตรการฯ ของสหรัฐอเมริกามิได้อ้างถึงการส่งออกสินค้าของชิลีที่มีการผลิตผ่านแรงงานบังคับ และไม่ได้ระบุสินค้าที่เกี่ยวข้องเป็นการเฉพาะ ที่ผ่านมา ชิลีพยายามปกป้องผลประโยชน์ของประเทศผ่านการหารือร่วมกับฝ่ายสหรัฐอเมริกาอย่างใกล้ชิด และหนึ่งในข้อโต้แย้งที่ชิลีหยิบยกขึ้นหารือ คือ ความสำคัญเชิงกลยุทธ์ของการบังคับใช้ความตกลงการค้าเสรีสหรัฐอเมริกา – ชิลี ที่ใช้บังคับตั้งแต่ปี 2547 โดยข้อตกลงดังกล่าวส่งเสริมการส่งสินค้าหลักของทั้ง 2 ประเทศ ซึ่งสินค้าสำคัญของชิลี อาทิ แซลมอน ซึ่งการผลิตแซลมอนในสหรัฐอเมริกามีปริมาณน้อยมาก ทำให้ชิลีเป็นผู้ผลิตและส่งออกสินค้าแซลมอนไปยังสหรัฐอเมริกา

          ในส่วนของอัตราภาษีที่ร้อยละ 10 จะถูกเรียกเก็บกับประเทศที่มีข้อห้ามเฉพาะอยู่แล้ว หรือมีการจัดทำความตกลงทางการค้าร่วมกัน หรือมีการกำหนดเงื่อนไขจำกัดการนำเข้าสินค้าภายใต้เงื่อนไข โดยประเทศที่อยู่ในกลุ่มนี้ เช่น อาร์เจนตินา แคนาดา เม็กซิโก อินเดีย สหราชอาณาจักร บังคลาเทศ เป็นต้น ในขณะที่อัตราภาษีที่ร้อยละ 12.5 จะถูกเรียกเก็บจากประเทศที่เป็นไปตามการประเมินของสหรัฐอเมริกา ซึ่งยังไม่สามารถดำเนินการได้ตามเกณฑ์ที่  United State Trade Representative (USTR) กำหนด โดยคู่ค้าของสหรัฐอเมริกาจำนวน 60 ประเทศที่ถูกเรียกเก็บภาษี คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 99.4 ของการนำเข้าทั้งหมดของสหรัฐอเมริกา ทั้งนี้ หน่วยงานด้านการค้าของสหรัฐอเมริกา รายงานว่าสินค้าบางประเภทจะได้รับการยกเว้นภาษีศุลกากรอัตราใหม่ เช่น วัตถุดิบที่หากมีการเก็บภาษีเพิ่มเติมอาจก่อให้เกิดปัญหาการจัดการภายในประเทศสหรัฐอเมริกา  ผลิตภัณฑ์ที่อาจส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ และผลิตภัณฑ์ที่ไม่สามารถผลิตในประเทศในปริมาณที่เพียงพอหรือในราคาที่แข่งขันได้ 

บทวิเคราะห์ / ความเห็นของ สคต. ณ กรุงซันติอาโก

การประกาศใช้มาตรการทางภาษีฉบับใหม่ของสหรัฐอเมริกาเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายทางการค้าที่สร้างผลกระทบทางลบกับประเทศคู่ค้าของสหรัฐอเมริกาในวงกว้าง มิได้เฉพาะเจาะจงเพียงประเทศชิลี ซึ่งการแก้ไขปัญหาในระยะสั้นอาจดำเนินการผ่านกระบวนการเจรจาแบบทวิภาคีระหว่างสหรัฐอเมริกาและประเทศคู่ค้าแต่ละราย โดยในส่วนของชิลี ทั้ง 2 ประเทศอยู่ระหว่างกระบวนการเจรจา เพื่อแก้ไขปัญหาโดยเร็ว เนื่องจากสหรัฐอเมริกาเป็นคู่ค้าสำคัญลำดับที่ 2 ของชิลี รองจากประเทศจีน ที่ผ่านมา ชิลีส่งออกไปสหรัฐอเมริกาคิดเป็นมูลค่าประมาณ 18,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2568 และในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 การค้ารวมระหว่างชิลีและสหรัฐอเมริกา คิดเป็นมูลค่าประมาณ 106.49 พันล้านเหรียญสหรัฐ การขยายตัวเพิ่มขึ้นคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 9.6 เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า[1]

การใช้มาตรการด้านภาษีของสหรัฐอเมริกาต่อสินค้าส่งออกของชิลีครั้งนี้ สั่นคลอนความน่าเชื่อถือด้านความสัมพันธ์ทางการค้าที่ชิลีมีต่อสหรัฐอเมริกา ส่งกระทบต่อการส่งออกสินค้าโดยรวมของชิลีที่คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 40 ของการส่งออกทั้งหมด ความเสียเปรียบในการแข่งขันของสินค้าสำคัญของชิลีในตลาดสหรัฐอเมริกา และความไม่แน่นอนในการลงทุนในวงกว้าง นอกจากนี้ ชิลียังมีความเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่ามาตรฐานแรงงานของชิลีอยู่ในระดับสูงหรืออาจสูงกว่ามาตรฐานแรงงานของสหรัฐอเมริกาด้วย

อย่างไรก็ดี ชิลีอยู่ระหว่างการเจรจากับสหรัฐอเมริกาเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหา/การยกเว้นภาษีสำหรับสินค้าส่งออกของชิลีเพื่อลดกระทบให้ได้มากที่สุดบนพื้นฐานของข้อตกลงการค้าเสรีของทั้ง 2 ประเทศ เนื่องจากภาคอุตสาหกรรมสินค้าส่งออกสำคัญได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐอเมริกา เช่น ไวน์ แซลมอน สินค้าเกษตรกรรม (องุ่น เชอร์รี่ บลูเบอร์รี่) เนื้อสัตว์ปีก เกลือ ซึ่งต้นทุนที่เพิ่มขึ้นส่งผลกระทบต่อความอยู่รอดของผู้ประกอบการหลายรายที่ได้รับผลกำไรลดลง 

ทั้งนี้ สหรัฐอเมริกาใช้มาตรการ 301 ของกฎหมายการค้าปี ค.ศ. 1974 ประกาศไต่สวนประเทศคู่ค้าทั่วโลกรวมทั้งไทยใน 2 ประเด็นสำคัญได้แก่ กำลังผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง (Structural Excess Capacity) และการไม่มีมาตรการห้ามนำเข้าสินค้าจากแรงงานบังคับ (Failure to Impose and Effectively Enforce a Prohibition on the Importation of Goods Produced with Forced Labor) ซึ่งเป็นการใช้มาตรการด้านภาษีแทนที่มาตรา 122 ที่เรียกเก็บอยู่ที่ร้อยละ 10 เพิ่มจากภาษีปกติ (MFN) ซึ่งหมดอายุลงในวันที่ 24 กรกฎาคม 2569 สคต.ฯ เห็นว่าหากการเจรจาเพื่อยกเว้นการเก็บภาษีเพิ่มเติมระหว่างชิลีกับสหรัฐอเมริกาไม่สามารถบรรลุผลสำเร็จ อาจส่งผลกระทบต่อชิลีในประเด็นหลัก ดังต่อไปนี้ 

1) รายได้จากการส่งออก: ชิลีอาจเผชิญกับความผันผวนของรายได้จากการส่งออกสินค้าในปีนี้ เนื่องจากการจัดเก็บภาษีศุลกากรของสหรัฐอเมริกาทำให้ราคาสินค้าที่นำเข้าจากชิลีมีราคาสูงขึ้น อาจส่งผลกระทบให้ความต้องการของผู้นำเข้าสินค้าจากชิลีลดลง หรือหันไปบริโภคสินค้าจากแหล่งอื่นทดแทนสินค้าจากชิลี

2) ความสามารถในการแข่งขัน: สินค้าของชิลีที่ถูกเรียกเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มขึ้นสูญเสียความได้เปรียบทางการแข่งขันในตลาดสหรัฐอเมริกา อย่างไรก็ดี สินค้าแซลมอนทั้งจากชิลีและนอร์เวย์ ต้องเผชิญกับการเรียกเก็บภาษีที่เพิ่มขึ้นในอัตราเดียวกัน และอาจช่วยลดการบิดเบือนของตลาดได้เพียงเล็กน้อย 

3) การเติบโตทางเศรษฐกิจและการจ้างงาน: อุตสาหกรรมสำคัญ อาทิ แซลมอน ผลไม้สด ไวน์ และเซลลูโลส เป็นส่วนสำคัญของเศรษฐกิจชิลี มีส่วนสนับสนุนการจ้างงานและ GDP เป็นอย่างมาก โดยผลกระทบจากต้นทุนที่สูงขึ้นสร้างแรงกดดันต่อการจ้างงาน และเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ รวมถึงการชะลอตัวทางเศรษฐกิจของชิลีและส่งผลกระทบต่อการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศของชิลี

4) การปรับเปลี่ยนตลาด: หากการเจรจาระหว่างชิลีและสหรัฐอเมริกาไม่สามารถบรรลุผลสำเร็จ และมีการบังคับใช้อัตราภาษีที่ร้อยละ 12.5 อาจทำให้ภาคธุรกิจและผู้ส่งออกต้องเร่งทบทวนและแสวงหาตลาดการค้าใหม่ อาทิ สหภาพยุโรป ประเทศในแถบเอเชีย ตะวันออกกลาง เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดสหรัฐอเมริกามากจนเกินไป ทั้งนี้ การกระจายสินค้าไปยังตลาดใหม่อาจต้องใช้เวลาและต้นทุนสูงในการสร้างช่องทางการจัดจำหน่ายใหม่ทำความเข้าใจกฎระเบียบท้องถิ่น และสร้างการรับรู้ในหมู่ผู้บริโภคกลุ่มใหม่ ซึ่งอาจทำให้ปริมาณการส่งออกโดยรวมชะลอตัวลงในช่วงเปลี่ยนผ่าน

5) ความไม่แน่นอนด้านการลงทุน: มาตรการภาษีศุลกากรแบบกะทันหันของสหรัฐอเมริกา สร้างบรรยากาศความไม่แน่นอนทางกฎหมายและนโยบายทำให้นักลงทุนสูญเสียความเชื่อมั่นต่อเสถียรภาพและกติกาการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อการลงทุนของภาคธุรกิจ และอุตสาหกรรมส่งออก เช่น การขยายโรงงาน/เพิ่มกำลังการผลิต เนื่องจากความเสี่ยงเรื่องอัตรากำไรที่ลดลงจากกำแพงภาษีที่ไม่สามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้

______________________________

สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงซันติอาโก 

กรกฎาคม 2569


[1] https://www.acoforag.cl/en/noticias/2026/7/27/tariff-removes-potential-business-leaders-trust-foreign-ministry-will-reverse-failed-negotiation-with-the-us/


[1] https://taxnews.ey.com/news/2026-1607-ustr-finalizes-section-301-forced-labor-tariffs-on-60-economies-additional-tariffs-of-10-percent-or-125-percent-take-effect-24-july-2026

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/upidrkatclg2d7v2kec2h9bn&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw17cmEWMYwSyDvKKGHD8Z_Q