• Sat. Oct 3rd, 2026

น้ำมันแพง-เงินบาทอ่อน เศรษฐกิจไทยโดน 2 เด้ง

น้ำมันแพง-เงินบาทอ่อน-เศรษฐกิจไทยโดน-2-เด้งน้ำมันแพง-เงินบาทอ่อน เศรษฐกิจไทยโดน 2 เด้ง

เศรษฐกิจไทยกำลังเจอโจทย์ที่ต้องจับตา เมื่อ ราคาน้ำมันดิบกลับขึ้นมาเหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่เงินบาทยังอยู่ในระดับอ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์ กลายเป็นแรงกดดันสองด้านที่มาบรรจบกันตรง ‘ต้นทุน’ ของเศรษฐกิจไทย

ล่าสุดวันที่ 2 ตุลาคม 2569 ราคาน้ำมันดิบ Brent เคลื่อนไหวที่ประมาณ 102.28 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังวันก่อนหน้าเพิ่งพุ่งขึ้นกว่า 4% จากความกังวลด้านภูมิรัฐศาสตร์และความเสี่ยงต่ออุปทานน้ำมัน ขณะที่เงินบาทวันที่ 1 ตุลาคมอยู่ที่ราว 33.63 บาทต่อดอลลาร์ และตลาดยังมองเงินบาทในเชิงลบ ท่ามกลางราคาน้ำมันที่สูงและดอลลาร์ที่แข็งค่า

สำหรับไทย เรื่องนี้มีความหมายมากกว่าการเห็นราคาน้ำมันหน้าปั๊มขยับขึ้น เพราะไทยเป็นประเทศที่ต้องนำเข้าพลังงาน เมื่อราคาน้ำมันโลกสูงขึ้น ต้นทุนการนำเข้าก็เพิ่มขึ้นอยู่แล้ว และเมื่อเงินบาทอ่อน ค่าใช้จ่ายในการซื้อสินค้าพลังงานที่คิดเป็นดอลลาร์ก็ยิ่งสูงขึ้นเมื่อแปลงกลับมาเป็นเงินบาท

พูดง่าย ๆ คือ น้ำมันแพงคือเด้งแรก ส่วนเงินบาทอ่อนคือเด้งที่สอง

เด้งแรก น้ำมันแพง ต้นทุนเศรษฐกิจเริ่มสูงขึ้น

ราคาน้ำมันไม่ได้กระทบเฉพาะผู้ใช้รถ แต่สามารถส่งผ่านไปยังต้นทุนแทบทุกส่วนของระบบเศรษฐกิจ ตั้งแต่การขนส่ง โลจิสติกส์ การผลิตสินค้า ไปจนถึงต้นทุนของธุรกิจบริการ

เมื่อราคาน้ำมันสูงขึ้น ผู้ประกอบการขนส่งมีต้นทุนเชื้อเพลิงสูงขึ้น ต้นทุนดังกล่าวอาจถูกส่งต่อไปยังราคาสินค้า ขณะที่ภาคการผลิตก็ต้องรับภาระต้นทุนด้านพลังงานและวัตถุดิบที่เกี่ยวข้อง

ผลที่ตามมา คือ หากราคาน้ำมันสูงต่อเนื่อง ผู้ประกอบการมีทางเลือกไม่มากนัก ทั้งแบกรับต้นทุนเอง ลดกำไร หรือทยอยส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาสินค้าและบริการ นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมราคาน้ำมันจึงไม่ได้จบแค่ “เติมน้ำมันแพงขึ้น” แต่สามารถกลายเป็นแรงกดดันต่อค่าครองชีพและเงินเฟ้อในวงกว้างได้

เด้งสอง บาทอ่อน ทำให้น้ำมันแพงขึ้นอีกในมุมของไทย

ประเด็นที่น่าจับตากว่าคือ ราคาน้ำมันโลกกับค่าเงินบาทกำลังเพิ่มแรงกดดันในทิศทางเดียวกัน น้ำมันซื้อขายกันในสกุลดอลลาร์ ดังนั้นหาก Brent อยู่ที่ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ไทยต้องใช้เงินบาทมากขึ้นเพื่อซื้อดอลลาร์มาจ่ายค่าน้ำมันเมื่อเงินบาทอ่อนลง

ลองนึกภาพง่าย ๆ หากน้ำมันอยู่ที่ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และเงินบาทอยู่ที่ 32 บาทต่อดอลลาร์ ต้นทุนน้ำมันคิดเป็นเงินบาทจะอยู่ที่ประมาณ 3,200 บาทต่อบาร์เรล แต่หากเงินบาทอ่อนเป็น 34 บาทต่อดอลลาร์ ต้นทุนเดียวกันจะกลายเป็นประมาณ 3,400 บาทต่อบาร์เรล ทั้งที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกยังเท่าเดิม

นี่คือแรงกดดันอีกชั้นที่เศรษฐกิจไทยต้องรับ เพราะค่าเงินสามารถทำให้ต้นทุนนำเข้าพลังงานเพิ่มขึ้นได้ แม้ราคาสินค้าในตลาดโลกจะไม่ได้ขยับขึ้นเพิ่มเติม

ล่าสุด Reuters รายงานว่า เงินบาทเป็นหนึ่งในสกุลเงินเอเชียที่ถูกกดดันจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูง โดยไทยอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีความเสี่ยงจากภาวะราคาพลังงาน เพราะเป็นผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิ ขณะที่ดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้นและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ที่สูงขึ้นก็เป็นอีกแรงกดดันต่อสกุลเงินเอเชีย

เมื่อสองแรงกดดันมาชนกัน ต้นทุนไทยอาจถูกบีบจากสองทาง

ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่น้ำมันแพงหรือเงินบาทอ่อนเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่คือ เมื่อทั้งสองเกิดขึ้นพร้อมกัน ผลกระทบต่อผู้นำเข้าจะซ้อนกัน

สำหรับธุรกิจที่ต้องใช้น้ำมันหรือวัตถุดิบนำเข้า ต้นทุนอาจเพิ่มขึ้นจากราคาสินค้าในตลาดโลก และยังต้องรับผลจากอัตราแลกเปลี่ยนอีกชั้นหนึ่ง ขณะที่ธุรกิจที่มีต้นทุนขนส่งสูงก็อาจได้รับผลกระทบต่อเนื่อง

เมื่อธุรกิจต้องจ่ายต้นทุนมากขึ้น สิ่งที่ต้องจับตาคือการส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาสินค้า หากผู้ประกอบการเลือกขึ้นราคา ผู้บริโภคก็ต้องจ่ายมากขึ้น แต่หากเลือกแบกรับต้นทุนเอง กำไรของธุรกิจก็อาจลดลง ซึ่งทั้งสองทางล้วนไม่ใช่ผลบวกต่อเศรษฐกิจโดยรวม

เงินเฟ้ออาจกลับมาเป็นโจทย์ หากราคาพลังงานสูงนาน

แรงกดดันจากพลังงานยังเชื่อมโยงไปถึงเงินเฟ้อโดยตรง ธนาคารแห่งประเทศไทยเคยระบุว่าราคาพลังงานเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อเงินเฟ้อ และราคาน้ำมันที่สูงขึ้นสามารถส่งผ่านไปยังต้นทุนสินค้าและบริการได้

ขณะเดียวกัน สถานการณ์รอบล่าสุดมีความเสี่ยงเพิ่มเติมจากภูมิรัฐศาสตร์ โดย Brent ขึ้นเหนือระดับ 100 ดอลลาร์อีกครั้ง ท่ามกลางความกังวลเรื่องอุปทานจากตะวันออกกลางและมาตรการด้านการส่งออกน้ำมันของจีน ซึ่งทำให้ตลาดต้องจับตาว่าราคาพลังงานจะอยู่ในระดับสูงเพียงชั่วคราวหรือยืดเยื้อ

หากราคาน้ำมันปรับขึ้นเพียงช่วงสั้น ๆ ผลกระทบต่อเศรษฐกิจอาจจำกัดอยู่ในวงแคบ แต่หากราคาสูงต่อเนื่อง ต้นทุนจะมีเวลาส่งผ่านเข้าสู่ระบบมากขึ้น ทั้งค่าขนส่ง ราคาสินค้า ต้นทุนการผลิต และค่าครองชีพ

แต่เงินบาทอ่อนก็มีด้านบวก

อย่างไรก็ตาม เงินบาทอ่อนไม่ได้สร้างผลกระทบด้านลบทั้งหมด เพราะผู้ส่งออกไทยที่มีรายได้เป็นเงินดอลลาร์สามารถได้รับประโยชน์เมื่อแปลงรายได้กลับมาเป็นเงินบาท ขณะที่ภาคท่องเที่ยวก็อาจได้แรงหนุนบางส่วนจากรายได้ต่างประเทศ

ธปท. ระบุว่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงอาจเป็นประโยชน์ต่อภาคส่งออก หากการเคลื่อนไหวเป็นไปอย่างมีเสถียรภาพ แต่ในอีกด้านหนึ่ง เงินบาทที่อ่อนลงก็เพิ่มต้นทุนสินค้านำเข้า โดยเฉพาะพลังงาน ซึ่งเป็นจุดที่ไทยต้องจับตาเป็นพิเศษ ดังนั้น ผลกระทบของเงินบาทอ่อนจึงไม่ได้มีคำตอบด้านเดียว แต่ขึ้นอยู่กับโครงสร้างเศรษฐกิจและระยะเวลาที่เงินบาทเคลื่อนไหวในระดับนั้น

โจทย์ใหญ่คือ ‘ต้นทุน’ จะลากยาวแค่ไหน

สิ่งที่ต้องจับตาต่อจากนี้จึงไม่ใช่เพียงว่า Brent จะอยู่เหนือ 100 ดอลลาร์หรือไม่ หรือเงินบาทจะอยู่ที่ระดับใด แต่คือ ราคาพลังงานสูงและเงินบาทอ่อนจะอยู่นานแค่ไหน เพราะหากน้ำมันลดลงเร็ว แรงกดดันด้านต้นทุนก็อาจคลี่คลายตาม แต่หากราคาน้ำมันยืนสูงพร้อมกับเงินบาทที่ยังอ่อน ค่าใช้จ่ายด้านพลังงานและสินค้านำเข้าของไทยก็มีโอกาสถูกกดดันต่อเนื่อง

ท้ายที่สุด ‘2 เด้ง’ ของไทยในรอบนี้จึงไม่ใช่เพียงเรื่องราคาน้ำมันแพงขึ้นกับเงินบาทอ่อนลง แต่คือโจทย์ว่า เศรษฐกิจไทยจะรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้นานแค่ไหน โดยไม่ผลักภาระกลับไปยังธุรกิจและประชาชนจนกระทบกำลังซื้อและการเติบโตของเศรษฐกิจ

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/economic-business-thai-oil-baht&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0YR1aAQA5gdQ9Gnxg7WzlG