• Tue. May 12th, 2026

ธปท.ผวา ‘กันชนเศรษฐกิจ ’วูบ ‘เฟทโก้’ เตือนรับมือ ‘พายุหลายมิติ’ ส่งออก-ท่องเที่ยวแผ่ว

ธปท.ผวา-‘กันชนเศรษฐกิจ-’วูบ-‘เฟทโก้’-เตือนรับมือ-‘พายุหลายมิติ’-ส่งออก-ท่องเที่ยวแผ่วธปท.ผวา ‘กันชนเศรษฐกิจ ’วูบ ‘เฟทโก้’ เตือนรับมือ ‘พายุหลายมิติ’ ส่งออก-ท่องเที่ยวแผ่ว

ธปท.ผวา ‘กันชนเศรษฐกิจ ’วูบ ‘เฟทโก้’ เตือนรับมือ ‘พายุหลายมิติ’ ส่งออก-ท่องเที่ยวแผ่ว

สงครามตะวันออกกลาง ที่เริ่มมาตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ.2569 กำลังเข้าสู่เดือนที่ 3 สร้างความบอบช้ำให้กับหลายประเทศที่เจอปัญหาราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้น ซึ่งจะมีผลต่อราคาน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติ ที่ส่งผลต่อเนื่องถึงราคาสินค้าและอัตราเงินเฟ้อ

นางสาวชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายองค์กรสัมพันธ์ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในเวทีสัมมนาในงาน Money EXPO 2026 ภายใต้หัวข้อ “เศรษฐกิจไทยปีม้า พร้อมตั้งรับ ปรับตัวไว” ว่า เศรษฐกิจไทยเผชิญความท้าทายและความไม่แน่นอนต่อเนื่อง

โดยตั้งแต่ปีที่ผ่านมาทั้งโลกเผชิญนโยบายกำแพงภาษีของประธานาธิบดีทรัมป์ ที่กระทบประเทศคู่ค้าที่เกินดุลสหรัฐ จนมาถึงเดือน ก.พ.2569 เศรษฐกิจต้องสะดุดลงจากสงครามอิหร่านและสหรัฐทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนไปสิ้นเชิง

สงครามครั้งนี้สร้างความผันผวนที่แตกต่างจากภาษีการค้า เพราะมีความไม่แน่นอนสูงส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาน้ำมันและค่าเงินบาท ความผันผวนนี้ทำให้ภาคธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจขนาดเล็กวางแผนต้นทุนและตั้งราคาได้ลำบาก

ทั้งนี้ ส่งผลให้หลายเครื่องยนต์เศรษฐกิจไทยสะดุดทั้งภาคการท่องเที่ยวที่เผชิญปัญหานักท่องเที่ยวจองตั๋วเครื่องบินลดลง และต้นทุนสูงขึ้น การบริโภคในประเทศเริ่มแผ่วลงเนื่องจากสินค้ามีราคาแพงขึ้นทำให้ประชาชนระวังใช้จ่ายสินค้าไม่จำเป็น เหลือเพียงการส่งออกที่พอเป็น

เครื่องยนต์เดียวที่ยังคงพอไปได้ แต่จำกัดอยู่เฉพาะเซกเตอร์เทคโนโลยี ซึ่งคิดเป็น 25-30% ของการส่งออกไทย

จากปัญหาต่างๆนำมาสู่ปัญหาเงินเฟ้อกลายเป็นประเด็นสำคัญที่ ธปท.ต้องจับตามองใกล้ชิด โดยหากดูเงินเฟ้อเดือน เม.ย.2569 กระโดดขึ้นมาที่ 2.9% จากติดลบ จากราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นสูงถึง 30%

“แบงก์ชาติไม่มีเครื่องมือนโยบายโดยตรงในการควบคุมราคาพลังงานหรือสงคราม แต่ต้องเฝ้าระวังการส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ตัวอย่างเช่น ราคาถุงพลาสติกที่แพงขึ้น 40% ซึ่งสะท้อนว่าต้นทุนพลังงานได้เริ่มซึมลึกเข้าไปในทุกส่วนของราคาสินค้าแล้ว เมื่อรายได้ประชาชนเพิ่มไม่ทันรายจ่าย ปัญหาจะลุกลามไปสู่เรื่องหนี้อย่างเลี่ยงไม่ได้”

เบาะรองรับแรงกระแทก ศก.บางลง

สิ่งที่น่าห่วงของเศรษฐกิจไทยอยู่ที่เผชิญวิกฤติใหญ่ถึง 4 ครั้ง ช่วง 6 ปีที่ผ่านมาตั้งแต่โควิด-19 สงครามรัสเซีย-ยูเครน จนถึงความขัดแย้งและสงครามในปัจจุบัน ซึ่งแต่ละวิกฤติเปรียบเสมือนการ “ตอกตะปู” ซ้ำลงมาในขณะที่เศรษฐกิจไทยยังฟื้นตัวไม่เต็มที่

ทุกครั้งที่เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวและกำลังกลับมายืนได้จะเกิดแรงกระแทกใหม่เข้ามาซ้ำทำให้เศรษฐกิจไม่ฟื้นได้เต็มที่เปรียบเหมือนระบบรองรับแรงกระแทกหรือ “เบาะรองรับ”ของเศรษฐกิจค่อย ๆ บางลงเพราะยังไม่ทันเติมกลับให้แข็งแรงก็ต้องเผชิญแรงกระแทกรอบใหม่

“แม้โควิด-19 จะดูรุนแรงกว่าในแง่ของรายได้ที่หายไปทั้งหมดจากการปิดเมือง แต่สถานการณ์ปัจจุบันคือการเจ็บซึมที่ยาวนานหรือได้รับผลกระทบต่อเนื่องเป็นเวลานาน ไม่ใช่การล้มลงอย่างรวดเร็วเพียงครั้งเดียว แต่เป็นการถูกกดทับสะสมเรื่อย ๆ จนทำให้การฟื้นตัวเป็นไปได้ยากขึ้น”

ดังนั้น มองว่าการแก้ปัญหาในปัจจุบันไม่สามารถมองเฉพาะผลกระทบจากสงครามรอบล่าสุดได้เพียงอย่างเดียว แต่จำเป็นต้องแก้ปัญหาที่สะสมมาตั้งแต่ก่อนหน้า โดยเฉพาะปัญหาเชิงโครงสร้างและปัญหาหนี้ครัวเรือน

ซึ่งเป็นจุดที่มองว่าต้องเร่งแก้ไขอย่างจริงจัง เพราะเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่จะช่วยเสริมความแข็งแรงให้กับ “เบาะรองรับ” ของเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป

สำหรับ แนวทางการปรับตัวคือประชาชนทำตัวให้ “เบาที่สุด” ผ่านการบริหารจัดการหนี้และรายจ่ายอย่างรอบคอบ ทั้งตรวจสอบประวัติหนี้ บริหารรายจ่ายเป็นลำดับแรก ในยุคที่รายรับคงที่แต่รายจ่ายเพิ่มขึ้น ประชาชนต้องให้ความสำคัญกับการบริหารรายจ่ายก่อนการคิดเรื่องออมหรือลงทุน

อย่างไรก็ตาม จากปัญหาที่เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญในปัจจุบันในเชิงนโยบาย แบงก์ชาติได้ลดนโยบายดอกเบี้ยมาอยู่ที่ระดับต่ำที่ 1% เพื่อช่วยบรรเทาภาระของประชาชน พร้อมทั้งมีมาตรการเฉพาะจุด

เช่น 1.โครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” SME Credit Boost ที่ช่วยชดเชยความเสียหายให้เจ้าหนี้เพื่อให้กล้าปล่อยสินเชื่อแก่เอสเอ็มอีมากขึ้น หรือมาตรการเพิ่มความยืดหยุ่นของหลักประกันฯลฯ

“เฟทโก้” เตือนไทยรับมือ “พายุหลายมิติ” 

ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) เปิดเผยว่า ภาพรวมเศรษฐกิจโลกในช่วงที่ผ่านมา แม้จะได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งในต่างประเทศ

แต่ดัชนีตลาดหุ้นสำคัญกลับไปทำจุดสูงสุดใหม่ (All-time High) ได้ในเวลาอันรวดเร็วอย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่ากังวลกว่า คือ “เฟสที่ 2” ของผลกระทบ คือ “ราคาน้ำมันและปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบ”

นอกจากน้ำมันแล้ว ภาคการผลิตโลกอาจเผชิญวิกฤตเนื่องจากภูมิภาคตะวันออกกลางเป็นแหล่งผลิตวัตถุดิบสำคัญถึง 20% ของโลก ทั้งพลาสติก ปุ๋ย และส่วนประกอบสำหรับผลิตชิป ซึ่งหากโรงกลั่นถูกทำลายจะกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานทันที

ในส่วนของผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย มองว่าภาคการส่งออกกลายเป็นจุดที่น่าสนใจในเวลานี้ โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ที่ได้รับอานิสงส์จากกระแส “AI Boom” ทั่วโลก ส่งผลให้ตัวเลขการส่งออกไปสหรัฐฯ เติบโตสูงถึง 40% แม้จะมีความขัดแย้งทางการค้าและกำแพงภาษีก็ตาม

“เรากำลังอยู่ในภาคส่งออกที่ดีเป็นพิเศษเราได้ประโยชน์จากการที่เขาทะเลาะกัน และภาคส่งออกของไทย ถือว่ายัง เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ ขณะที่คนบอกว่าเมืองไทยหมดแรงแล้ว ไม่มีเครื่องยนต์ แต่ส่วนตัวเห็นว่าส่งออกไทยยังพอไปได้”

จับตาดุลการค้ากระทบค่าเงิน

แต่หลังจากนี้เศรษฐกิจไทยยังมีความน่ากังวล อยู่ที่ “ดุลการค้า” เนื่องจากยอดการนำเข้าเติบโตสูงถึง 35.7% ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการนำเข้าสินค้าทุนและวัตถุดิบเพื่อผลิตส่งออก และยอดการนำเข้าสูงกว่าภาคการส่งออกที่เติบโต 19% จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อค่าเงินบาท

“ปัจจัยสำคัญที่จะซ้ำเติมสถานการณ์นี้ คือ ราคาน้ำมัน ที่พุ่งสูงขึ้น ซึ่งในปัจจุบันตัวเลขการนำเข้ายังไม่รวมผลกระทบจากราคาน้ำมันใหม่ หากราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นจะยิ่งทำให้ไทยต้องใช้เงินตราต่างประเทศเพิ่มขึ้นเพื่อซื้อน้ำมันราคาแพง ส่งผลให้ดุลการค้าในไตรมาสที่ 2 มีแนวโน้มติดลบเป็นพิเศษและกดดันให้ ค่าเงินบาทอ่อนค่าลง”

อย่างไรก็ตาม ในมุมมองเชิงกลยุทธ์เพื่อประคองเศรษฐกิจ การที่ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงไปอยู่ในระดับ 33-34 บาทต่อดอลลาร์ มองว่า เป็นเรื่องที่จะส่งผลดี เนื่องจากจะช่วยสนับสนุนทั้งภาคการส่งออก ภาคการท่องเที่ยว และภาคเกษตรกรรม ให้สามารถขับเคลื่อนต่อไปได้ในภาวะที่เศรษฐกิจในประเทศเริ่มฝืดเคือง

ดังนั้น เห็นด้วยกับการที่ ธปท. ตัดสินใจปรับลดอัตราดอกเบี้ยอย่างรวดเร็วในช่วงที่ผ่านมา เพราะมีเป้าหมายเพื่อให้เกิดผลต่อเนื่องในการทำให้ ค่าเงินอ่อนตัวลง เพื่อช่วยเข็นเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจที่กำลังเริ่มนิ่งให้กลับมาเดินหน้าได้อีกครั้ง โดยเฉพาะการส่งออก

“ท่องเที่ยว-บริโภค” ส่งสัญญาณทรุด

ขณะที่ ส่งออกยังไปได้ดี แต่เครื่องยนต์ตัวที่สองอย่าง “การท่องเที่ยว” เริ่มส่งสัญญาณลบในเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา เนื่องจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูง สายการบินต่าง ๆ เริ่มประสบภาวะขาดทุน มีการปิดสายการบินบางแห่ง

รวมถึงมีการลดจำนวนเที่ยวบินลงเพื่อบริหารจัดการต้นทุน บางสายการบินจำเป็นต้องปรับราคาตั๋วเครื่องบินเพิ่มขึ้นเกือบ 50-70%

เมื่อราคาค่าโดยสารแพงขึ้นอย่างมาก นักท่องเที่ยวจึงเริ่มตัดสินใจชะลอการเดินทางออกไปก่อน เพราะมองว่าการท่องเที่ยวในช่วงนี้มีค่าใช้จ่ายที่สูงเกินไปและไม่คุ้มค่า มองว่า ส่งผลกระทบให้โมเมนตัมของภาคการท่องเที่ยวไทยเริ่มส่งสัญญาณแย่ลงตั้งแต่ช่วงหลังสงกรานต์หรือเดือนเม.ย. เป็นต้นมา ขณะเดียวกันการบริโภคในประเทศก็อ่อนตัวลงอย่างเห็นได้ชัด

“สถานการณ์สายการบิน เป็นหนึ่งปัจจัยที่น่ากังวล ส่งผลกระทบต่อสมดุลของเศรษฐกิจไทยในภาคบริการและการท่องเที่ยวโดยตรง และยุคเข้ายากหมากแพงกำลังจะมา จากราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นจาก 30 ไป 50 บาท ทุกคนมีปัญหาเรื่องการใช้จ่าย เริ่มกินข้าวที่บ้าน ไม่ไปเที่ยว ไม่กล้าเดินทางข้ามจังหวัด ทั้งหมดคือเรื่องของการบริโภคและการท่องเที่ยวที่แย่ลง”

อยู่กับโลกไม่แน่นอนอีก 2 ปีครึ่ง

ในสภาวะที่เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญกับความผันผวนอย่างหนัก ทั้งจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์และสงครามการค้าที่กลับมาปะทุอีกครั้ง และการเปลี่ยนแปลงขั้วอำนาจโลก ซึ่งคาดว่าสถานการณ์ความไม่แน่นอนนี้จะดำเนินต่อไปอย่างน้อยอีก 2 ปีครึ่ง

ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ประธานาธิบดีทรัมป์ ยังคงมีบทบาทสำคัญในการสร้างแรงกระเพื่อมผ่านนโยบายและการสื่อสารทางโซเชียลมีเดีย

ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเรื่องเดียวแต่เป็นความขัดแย้งแบบ “หลายมิติ” และ “หลายช่วง” ประกอบด้วย สงครามการค้าโดยการกลับมาของมาตรา 301 และการกดดันทางการค้าระหว่างจีนกับยุโรป , สงครามเทคโนโลยี จากการแข่งขันด้าน AI และเซมิคอนดักเตอร์ (ชิป

รวมถึงการกีดกันการเข้าถึงเทคโนโลยีสำคัญ , สงครามการเงิน ความพยายามลดบทบาทเงินดอลลาร์ในการซื้อขายน้ำมันและการเปลี่ยนไปใช้สกุลเงินอื่น และสงครามภูมิรัฐศาสตร์ความตึงเครียดในอิหร่าน คิวบา เวเนซุเอลา และ กรีนแลนด์

นอกจากนี้ ท่ามกลางการเผชิญหน้าระหว่างมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ และจีน มีความพยายามที่จะสร้าง “ระเบียบโลกใหม่” โดยกลุ่มประเทศขนาดกลางและขนาดเล็ก รวมถึงอาเซียน ที่พยายามจะรวมตัวกันเพื่อลดการพึ่งพามหาอำนาจและหลีกเลี่ยงผลกระทบจากสงคราม มีการเดินเกมทางการทูตอย่างหนักเพื่อสร้างพลังร่วมกันของกลุ่มคนที่ไม่ต้องการเข้าสู่ความขัดแย้ง

ยุทธศาสตร์รอดตาย รับมือสงครามหลายมิติ

สำหรับ โจทย์ใหญ่ของประเทศไทยในปีนี้มองว่าไม่ใช่เพียงการไล่กวดตัวเลขการเติบโตจีดีพีไทยให้ได้ตามเป้าหมาย 3-5% แต่คือการประคองตัวให้ “รอดตาย” และได้รับผลกระทบน้อยที่สุดจากวิกฤตที่เกิดขึ้น

สำหรับ สถานการณ์การเมืองในประเทศขณะนี้ มองว่า การเมืองในประเทศยังมีเสถียรภาพ ภารกิจหลักของรัฐบาลและภาคธุรกิจในขณะนี้คือการทำให้ประเทศผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากไปให้ได้ โดยไม่จำเป็นต้องฝืนสัญญาเรื่องตัวเลขการเติบโตที่สูงเกินจริง แต่ควรให้ความสำคัญกับนโยบายที่ช่วยลดผลกระทบต่อประชาชนและเตรียมความพร้อมสำหรับการแข่งขันในอนาคต

นอกจากนี้ ภายใต้พรรคร่วมรัฐบาลเองเริ่มมีการแข่งขันด้านนโยบายที่เข้มข้นขึ้น เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งในระยะถัดไป ซึ่งจะนำไปสู่การเสนอทางออกใหม่ๆ ให้กับปัญหาเศรษฐกิจ

ในช่วงเดือน มิ.ย.นี้ คาดรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะมีการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและตลาดทุนชุดใหม่ รวมถึงประเด็นเรื่องมาตรการภาษีและการสนับสนุนบีโอไอซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปี

แนะปรับโครงสร้างจากพยุงราคาสู่ความยั่งยืน

สำหรับประเด็นการใช้เงินกู้ 4 แสนล้านบาทเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจเสนอแนะว่ารัฐบาลมุ่งเน้นไปที่การ “ปรับโครงสร้าง” มากกว่าการนำเงินไปอุดหนุนราคาน้ำมันเพียงอย่างเดียวซึ่งอาจกลายเป็นหนี้สูญเปล่า โดยมีแนวคิดการนำเงินส่วนหนึ่งมาสนับสนุนโครงการ “โซลาร์เซลล์คนละครึ่ง” เพื่อช่วยภาคครัวเรือนและอุตสาหกรรมลดต้นทุนพลังงานในระยะยาว และลดการพึ่งพานำเข้าพลังงานจากต่างประเทศ

นอกจากนี้ ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งเตรียมความพร้อมใน 5 ด้านหลักเพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนในอนาคต ได้แก่ อาหาร, ยา, พลังงาน, การขนส่งในภูมิภาค และความปลอดภัย 

ทั้งนี้ หากไทยดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีขั้นสูงได้สำเร็จ คาดว่าภายใน 3 ปีข้างหน้า เศรษฐกิจไทยจะมีโอกาสขยับจากการเติบโตที่ระดับ 2% ขึ้นไปสู่ระดับ 4-5% ได้อีกครั้ง

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/1233454&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1P0ZCALZVVItDpuAm5K5Kc