• Fri. May 15th, 2026

ทิศทางเศรษฐกิจเกษตรไตรมาสแรกปี 69 โต 2.4% กระทรวงเกษตรฯ กางแผนรับมือภัยแล้ง-ต้นทุนพุ่ง

ทิศทางเศรษฐกิจเกษตรไตรมาสแรกปี-69-โต-2.4%-กระทรวงเกษตรฯ-กางแผนรับมือภัยแล้ง-ต้นทุนพุ่งทิศทางเศรษฐกิจเกษตรไตรมาสแรกปี 69 โต 2.4% กระทรวงเกษตรฯ กางแผนรับมือภัยแล้ง-ต้นทุนพุ่ง

กระทรวงเกษตรฯ เผย GDP เกษตร ไตรมาส 1 ปี 2569 ขยายตัว 2.4% อานิสงส์น้ำและอากาศดี พร้อมกางแผนเฝ้าระวังเอลนีโญ ต้นทุนพลังงาน-ปุ๋ย ในช่วงครึ่งปีหลัง

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงภาวะเศรษฐกิจการเกษตรไตรมาส 1 ปี 2569 (เดือนมกราคม – มีนาคม 2569) ว่า ขยายตัวร้อยละ 2.4 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2568 เนื่องจากฝนที่ตกอย่างต่อเนื่องตลอดปี 2568 ส่งผลให้ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำและแหล่งน้ำธรรมชาติเพียงพอสำหรับการเพาะปลูกและการเจริญเติบโตของพืช  ประกอบกับสภาพอากาศโดยทั่วไปเอื้ออำนวยให้พืชและสัตว์เจริญเติบโตได้ดี อย่างไรก็ตาม แม้ว่าในช่วงเดือนมีนาคม 2569 จะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ที่ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น แต่จากมาตรการตรึงราคาน้ำมันเชื้อเพลิงภายในประเทศในช่วงครึ่งแรกของเดือนมีนาคม 2569 ประกอบกับปัจจัยการผลิตทางการเกษตรบางส่วน อาทิ ปุ๋ยเคมี และสารกำจัดศัตรูพืช ยังเป็นสต็อกเดิม จึงไม่ส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตในไตรมาสนี้มากนัก โดย สาขาพืช สาขาปศุสัตว์ และสาขาป่าไม้ ยังขยายตัว 

“สำหรับแนวโน้มภาวะเศรษฐกิจการเกษตรทั้งปี 2569 คาดว่าจะขยายตัวอยู่ในช่วงร้อยละ 0.5 – 1.5 เมื่อเทียบกับปี 2568 เนื่องจากปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางอยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างดี รวมถึงการบริหารจัดการน้ำ การเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติ การควบคุมและเฝ้าระวังโรคระบาดในพืช สัตว์ และประมงอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนการส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมในการทำการเกษตร และการยกระดับสินค้าเกษตรให้มีคุณภาพและได้มาตรฐาน อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามปัจจัยเสี่ยงที่อาจส่งผลต่อภาคเกษตร ได้แก่ ความแปรปรวนของสภาพอากาศ โดยเฉพาะการเข้าสู่ภาวะเอลนีโญในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ซึ่งอาจทำให้เกิดภาวะฝนทิ้งช่วงและความแห้งแล้ง รวมถึงราคาน้ำมันและปุ๋ยเคมี มาตรการทางการค้าที่เข้มงวดของประเทศคู่ค้าสำคัญ ความผันผวนของค่าเงินบาท และแนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวด้วย” นายสุริยะ กล่าว 

กางแผนอุ้มเกษตรกร งัดมาตรการด่วนลดต้นทุน

นายสุริยะ กล่าวด้วยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์กำหนดแนวทางขับเคลื่อนทั้งมาตรการระยะเร่งด่วน และการพัฒนาภาคเกษตรอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ โดยในระยะเร่งด่วน ให้ความสำคัญกับการดูแลปัจจัยพื้นฐานที่กระทบต่อต้นทุนและการผลิตของเกษตรกร อาทิ การบริหารจัดการและกระจายน้ำมันดีเซลและน้ำมัน B20 ผ่านระบบสหกรณ์ การส่งเสริมการใช้ปุ๋ยเคมีร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์ตามค่าวิเคราะห์ดิน การใช้ปุ๋ยชีวภาพและเทคโนโลยีเกษตรแม่นยำ รวมถึงการยกระดับการบริหารจัดการน้ำ การปฏิบัติการฝนหลวง และการเตรียมความพร้อมเครื่องสูบน้ำในพื้นที่เสี่ยงภัยแล้ง เพื่อบรรเทาผลกระทบจากต้นทุนการผลิตและรองรับความเสี่ยงด้านสภาพอากาศ ขณะที่การพัฒนาภาคเกษตร ในระยะต่อเนื่องนั้น มุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน และยกระดับศักยภาพการแข่งขันของภาคเกษตรไทย โดยส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีเกษตรแม่นยำและนวัตกรรมให้เหมาะสมกับศักยภาพของพื้นที่และความต้องการของเกษตรกร พร้อมทั้ง Reskill และ Upskill ให้กับเกษตรกร ตลอดจนสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับเครื่องจักรกลทางการเกษตร เพื่อเสริมความเข้มแข็งอย่างยั่งยืน

เจาะลึก 5 สาขาเกษตร พืช-ปศุสัตว์โต ประมงหดตัว

ด้านนายพีรพันธ์ คอทอง เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กล่าวถึงรายละเอียดในแต่ละสาขา พบว่า สาขาพืช ในไตรมาส 1 ซึ่งเป็นสาขาการผลิตหลักที่สนับสนุนการเติบโตของภาคเกษตร ขยายตัวร้อยละ 3.7 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2568 เนื่องจากปริมาณน้ำต้นทุนมีเพียงพอต่อการเพาะปลูก และสภาพอากาศโดยทั่วไปเอื้ออำนวย ส่งผลให้เกษตรกรสามารถเพาะปลูกได้อย่างต่อเนื่อง โดยพืชสำคัญที่มีผลผลิตเพิ่มขึ้น ได้แก่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ อ้อยโรงงาน ยางพารา สับปะรดปัตตาเวีย ปาล์มน้ำมัน รวมถึงไม้ผลสำคัญ ได้แก่ ทุเรียน มังคุด และเงาะ โดยเฉพาะผลผลิตนอกฤดูในพื้นที่ภาคใต้ที่เพิ่มขึ้นจากการดูแลจัดการสวนของเกษตรกร ประกอบกับการได้พักต้นและสะสมอาหารในช่วงที่ปีก่อนหน้า ขณะที่พืชที่มีผลผลิตลดลง ได้แก่ ข้าวนาปีและข้าวนาปรัง จากปัจจัยด้านราคาในช่วงฤดูที่ผ่านมาที่ไม่จูงใจ ทำให้เกษตรกรบางส่วนปรับเปลี่ยนพื้นที่ไปปลูกพืชชนิดอื่นที่ให้ผลตอบแทนดีกว่า เช่น อ้อยโรงงาน และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ รวมถึงบางพื้นที่มีการระบายน้ำท่วมขังล่าช้า ทำให้ไม่สามารถเพาะปลูกข้าวนาปรังได้ตามรอบเวลาปกติ ส่วนมันสำปะหลังได้รับผลกระทบจากราคาที่ลดลงและการระบาดของโรคใบด่างในแหล่งเพาะปลูกหลัก ขณะที่ลำไยในภาคตะวันออก มีการออกดอกติดผลลดลงจากการปรับลดการใช้สารกระตุ้นการออกดอกและบำรุงต้นลดลง เนื่องจากมีราคาสูง

ด้านราคาสินค้าพืชที่เกษตรกรขายได้ในไตรมาสนี้มีทิศทางแตกต่างกัน โดยมันสำปะหลังและลำไย ราคาเพิ่มขึ้น จากปริมาณผลผลิตที่ลดลง แต่ความต้องการรับซื้อยังมีต่อเนื่อง ขณะที่ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ อ้อยโรงงาน สับปะรดปัตตาเวียโรงงาน ยางพารา ปาล์มน้ำมัน และทุเรียน ราคาลดลงตามปริมาณผลผลิตที่ออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้น การแข่งขันในตลาดโลกสูงขึ้น และความต้องการของประเทศคู่ค้าที่ชะลอตัว

สาขาปศุสัตว์ ไตรมาส 1 ขยายตัวร้อยละ 0.4 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2568 โดยปริมาณผลผลิตสินค้า ปศุสัตว์สำคัญส่วนใหญ่ค่อนข้างทรงตัวถึงเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ขณะที่เกษตรกรยังเผชิญต้นทุนการเลี้ยงที่อยู่ในระดับสูง โดยไก่เนื้อ มีการขยายการผลิตเพื่อรองรับความต้องการบริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศ ไข่ไก่ เพิ่มขึ้นจากจำนวนแม่ไก่ยืนกรงที่มีจำนวนมาก ประกอบกับสภาพอากาศช่วงปลายปี 2568 ถึงต้นปี 2569 เอื้อต่อการให้ผลผลิต ส่วนน้ำนมดิบเพิ่มขึ้นจากสภาพอากาศที่เหมาะสม ขณะที่สุกรมีผลผลิตทรงตัว เนื่องจากเกษตรกรยังคงรักษาระดับการผลิตและควบคุมจำนวนแม่พันธุ์ให้อยู่ในระดับเหมาะสม เพื่อให้ปริมาณผลผลิตสอดคล้องกับความต้องการบริโภคและต้นทุนการผลิต

ด้านราคาปศุสัตว์ พบว่า ไก่เนื้อ ราคาเพิ่มขึ้น จากต้นทุนการผลิตทั้งวัตถุดิบอาหารสัตว์และการขนส่งที่อยู่ในระดับสูง ประกอบกับความต้องการของตลาดยังมีต่อเนื่อง ขณะที่สุกร ไข่ไก่คละ และน้ำนมดิบ ราคาลดลง จากปริมาณผลผลิตที่ออกสู่ตลาดต่อเนื่อง 

สาขาประมง ไตรมาส 1 หดตัวร้อยละ 1.3 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2568 เนื่องจากต้นทุนการผลิตหลัก  ทั้งค่าอาหารสัตว์น้ำและค่าพลังงานยังอยู่ในระดับสูง ประกอบกับความต้องการของตลาดชะลอตัว ส่งผลให้ผลผลิตประมงทะเล โดยเฉพาะกุ้งขาวแวนนาไมและสัตว์น้ำที่นำขึ้นท่าเทียบเรือลดลง โดยเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งบางส่วนปรับลดพื้นที่การเลี้ยง พักบ่อชั่วคราว หรือปรับลดอัตราการปล่อยลูกกุ้ง เนื่องจากต้นทุนสูงและสภาพอากาศแปรปรวนกระทบต่อคุณภาพน้ำ ส่วนผู้ประกอบการประมงทะเลลดจำนวนรอบการออกเรือจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่เป็นต้นทุนสำคัญอยู่ในระดับสูง อย่างไรก็ตาม ผลผลิตปลานิลและปลาดุกเพิ่มขึ้นจากปริมาณน้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติที่มีเพียงพอและการบริหารจัดการฟาร์มที่ดี ด้านราคาสินค้าประมง พบว่า ปลานิล ราคาเพิ่มขึ้นตามความต้องการบริโภคภายในประเทศที่มากขึ้น ขณะที่กุ้งขาวแวนนาไม ราคาลดลงจากโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์กุ้งที่ชะลอการรับซื้อตามคำสั่งซื้อจากต่างประเทศที่ลดลง และปลาดุก ราคาลดลงจากปริมาณผลผลิตที่มากกว่าความต้องการของตลาด

สาขาบริการทางการเกษตร ไตรมาส 1 หดตัวร้อยละ 0.6 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2568 เนื่องจากพืชสำคัญ ได้แก่ ข้าวนาปรังและมันสำปะหลัง มีราคาลดลงในปีที่ผ่านมา ทำให้เกษตรกรบางส่วนชะลอ ลด หรืองดทำการเพาะปลูก ส่งผลให้กิจกรรมการจ้างบริการเตรียมดินและเก็บเกี่ยวลดลง โดยเฉพาะข้าวนาปรังและมันสำปะหลัง สาขาป่าไม้ ไตรมาส 1 ขยายตัวร้อยละ 0.5 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2568 จากไม้ยูคาลิปตัสที่เพิ่มขึ้นตามความต้องการใช้ผลิตเยื่อกระดาษภายในประเทศ รวมถึงการส่งออกไม้สับไปยังตลาดญี่ปุ่นและอินโดนีเซีย เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมเยื่อกระดาษและเป็นเชื้อเพลิงในโรงไฟฟ้าชีวมวล ส่วนไม้ยางพารา และถ่านไม้ มีการผลิตลดลง

อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/governmentpolicy/2932953&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1a_6E1ORs9LjHRFRmN59SS