• Wed. Sep 16th, 2026

ชี้โจทย์ใหญ่ กฎหมายแข่งขันไทย “ดูแลเศรษฐกิจดิจิทัลระยะยาว”

ชี้โจทย์ใหญ่-กฎหมายแข่งขันไทย-“ดูแลเศรษฐกิจดิจิทัลระยะยาว”ชี้โจทย์ใหญ่ กฎหมายแข่งขันไทย “ดูแลเศรษฐกิจดิจิทัลระยะยาว”

ชี้โจทย์ใหญ่ กฎหมายแข่งขันไทย “ดูแลเศรษฐกิจดิจิทัลระยะยาว”

ผศ.ดร.ธีทัต ชวิศจินดา อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA) ศึกษาวิจัยด้านกฎหมายการแข่งขันทางการค้าและกฎหมายเศรษฐกิจดิจิทัล แสดงความเห็นกรณีที่มีมาตรการของคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) ให้แพลตฟอร์มดิจิทัลบางรายระงับการขึ้นค่าธรรมเนียม (GP) ไว้ชั่วคราวว่า ประเด็นนี้ไม่ได้จบลงแค่เรื่องราคาค่าบริการแพงหรือไม่ แต่มันคือโจทย์ใหญ่ในการออกแบบกฎหมายกำกับดูแลเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทยในระยะยาว

ผศ.ดร.ธีทัต อธิบายว่า หากแกะปมข้อถกเถียงเรื่องค่า GP จะพบว่าปัญหามีความซับซ้อน 3 ชั้น เริ่มจากชั้นแรก PRICE (ราคา) โดยหลักแล้วกฎหมายการแข่งขันทางการค้าไม่ใช่กฎหมายควบคุมราคา การที่ GP เพิ่มขึ้น 5% หรือ 10% บอกเราได้เพียงว่า “ราคาสูงขึ้น” แต่ยังไม่ได้ตอบว่าราคานั้นแพงเกินไปหรือไม่เป็นธรรมในทางกฎหมายการแข่งขัน การที่ราคาแพงจึงไม่ได้แปลว่าผิดกฎหมายโดยอัตโนมัติ และราคาถูกก็ไม่ได้แปลว่าดีเสมอไป การจะบอกว่าผิดหรือไม่ต้องย้อนไปดูมูลค่าทางเศรษฐกิจของสิ่งที่ได้รับ

คำถามที่ควรถามต่อคือ การขึ้น GP ทำให้ส่วนเกินทางเศรษฐกิจระหว่างแพลตฟอร์ม ร้านค้า และผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร แพลตฟอร์มได้รับส่วนเกินเพิ่มขึ้นเพราะสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นจริง หรือเพราะมีอำนาจตลาดและคู่ค้ามีทางเลือกน้อยลง

นอกจากนี้ ยังต้องติดตามผลต่อไปอีกว่า ร้านค้าสามารถรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นไว้เอง หรือส่งผ่านต้นทุนนั้นไปยังผู้บริโภคในรูปของราคาสินค้าที่สูงขึ้น คุณภาพหรือทางเลือกที่ลดลง รวมถึงการทำให้ผู้ประกอบการบางกลุ่ม โดยเฉพาะรายเล็ก แข่งขันต่อไปได้ยากขึ้นหรือไม่

คำถามไม่ควรหยุดอยู่แค่ว่า GP ขึ้นกี่เปอร์เซ็นต์ แต่ควรถามต่อว่า อำนาจในตลาดมาจากไหน ใครสามารถดึงส่วนเกินจากใครได้มากขึ้น และสุดท้ายผู้บริโภครับผลอย่างไร”

ชั้นที่สอง POWER (อำนาจตลาด) ต้องพิจารณาว่า เมื่อแพลตฟอร์มขึ้นค่า GP ร้านค้ามีทางเลือกที่จะย้ายไปที่อื่นได้จริงหรือไม่ ตลาดแพลตฟอร์มดิจิทัลอาจมีลักษณะเฉพาะ เช่น ผลจากเครือข่าย (network effects) ระบบนิเวศของแพลตฟอร์ม ข้อมูล คะแนนและรีวิว ระบบชำระเงินหรือบริการอื่นที่เชื่อมโยงกัน ซึ่งอาจทำให้ต้นทุนในการเปลี่ยนแพลตฟอร์ม (switching costs) สูงขึ้น

การที่คู่ค้ามีทางเลือกน้อย หรือแม้แต่การที่ผู้ประกอบการมีอำนาจตลาด ไม่ได้หมายความโดยอัตโนมัติว่าเป็นการใช้อำนาจเหนือตลาดโดยมิชอบ แต่เป็นจุดที่กฎหมายต้องวิเคราะห์ต่อไปว่า อำนาจตลาดดังกล่าวถูกใช้อย่างไร และส่งผลต่อการแข่งขัน คู่ค้า และผู้บริโภคอย่างไร

และชั้นที่สาม GOVERNANCE (การกำกับดูแล) คือการตอบให้ได้ว่า เมื่อพบความเสี่ยงต่อการแข่งขันแล้ว รัฐควรเข้าแทรกแซงเมื่อใด ด้วยเครื่องมืออะไร และบนข้อเท็จจริงหรือหลักฐานระดับใด

สำหรับการที่ กขค. ใช้อำนาจตามมาตรา 60 สั่งระงับการขึ้นค่า GP ไว้ชั่วคราว ผศ.ดร.ธีทัต มองว่า เครื่องมือคุ้มครองชั่วคราว (Interim Measure) จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับตลาดดิจิทัลที่เปลี่ยนผ่านเร็ว เพราะหากต้องรอจนกระบวนการตรวจสอบและวินิจฉัยเสร็จสิ้น ความเสียหายต่อการแข่งขันบางอย่างอาจเกิดขึ้นไปแล้วและแก้ไขภายหลังได้ยาก เข้าตำรา “ทางกฎหมายอาจชนะคดี แต่ทางตลาดแพ้ไปแล้ว”

ยิ่งรัฐเข้าแทรกแซงพฤติกรรมของเอกชนก่อนที่จะมีคำวินิจฉัยสุดท้ายมากเท่าใด ก็ยิ่งมีหน้าที่ในการให้เหตุผล (Reason-Giving) ที่ชัดเจนและโปร่งใสมากเท่านั้น หากพิจารณาแนวทางในกฎหมายการแข่งขันของต่างประเทศ เช่น สหภาพยุโรป การใช้มาตรการชั่วคราวจะต้องพิจารณาทั้งมูลเบื้องต้นว่าอาจมีการฝ่าฝืนกฎหมาย (Prima Facie Infringement) ความเร่งด่วนและความเสี่ยงต่อความเสียหายที่ยากจะเยียวยา รวมถึงมาตรการที่ใช้ต้องได้สัดส่วน

ผศ.ดร.ธีทัต ยังได้เปรียบเทียบรูปแบบการกำกับดูแลระหว่าง Ex Post (การบังคับใช้กฎหมายหลังเกิดพฤติกรรม) ซึ่งเป็นระบบคลาสสิกที่รอให้เกิดการกระทำแล้วค่อยเข้าไปตรวจสอบ แต่มักประสบปัญหามาช้าเกินไปในตลาดดิจิทัล กับ Ex Ante (การกำกับดูแลล่วงหน้า) ที่กำหนดหน้าที่และข้อห้ามไว้ล่วงหน้าสำหรับผู้ประกอบการที่มีอำนาจเชิงโครงสร้าง เช่น โมเดล Digital Markets Act (DMA) ของสหภาพยุโรป หรือ DMCC Act 2024 ของสหราชอาณาจักร

การกำกับแบบ Ex Ante ก็มีต้นทุนสูง หากออกกฎหมายกว้างหรือละเอียดเกินไป อาจกลายเป็นการทำลายนวัตกรรม หรือเกิดภาวะ “หนีเสือปะ Regulator”

โจทย์ของไทยไม่ใช่การตั้งคำถามว่าจะลอกกฎหมายจากประเทศไหนมาใช้ แต่คือการศึกษาหา Regulatory Trigger หรือจุดชนวนทางกฎหมายว่า เงื่อนไขประเภทใด ไม่ว่าจะเป็นขนาดบริษัท จำนวนผู้ใช้ การเป็นตัวกลาง หรืออุปสรรคในการเข้าสู่ตลาด ที่ควรเป็นตัวกระตุ้นให้กฎหมายไทยเปลี่ยนจากการบังคับใช้เป็นรายกรณี ไปสู่การกำกับล่วงหน้า เพื่อไม่ให้การกำกับดูแลของไทยตกอยู่ในภาวะ Too little, too late (กำกับน้อยเกินไปและช้าเกินไป) หรือพลิกกลับกลายเป็น Too much, too soon (แทรกแซงมากเกินไปและเร็วเกินไป) จนส่งผลเสียต่อระบบเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ” ผศ.ดร.ธีทัต กล่าว

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/identifying-major-challenge-thai-competition-law-overseeing-digital-economy-long-term&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw38FXRH9n7Kgix7S94pTntO