• Sat. Oct 17th, 2026

คลังจับมือธนาคารโลก อัด 200 ล้านดอลลาร์ ดันไทยสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

คลังจับมือธนาคารโลก-อัด-200-ล้านดอลลาร์-ดันไทยสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำคลังจับมือธนาคารโลก อัด 200 ล้านดอลลาร์ ดันไทยสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ร่วมกับนาย Ajay Banga ประธานกลุ่มธนาคารโลก แลกเปลี่ยนมุมมองการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ภายใต้หัวข้อ “Low Carbon Cities and Energy Security – Building System at Scale, Mobilizing Private Capital, Creating Jobs” ในการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยมุ่งใช้กลไกทางการเงินและตลาดเป็นเครื่องมือระดมทุนจากภาคเอกชน สนับสนุนการลงทุนสีเขียว และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

รัฐบาลให้ความสำคัญกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้สอดคล้องกับพันธกรณีภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) และความตกลงปารีส รวมถึงเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ โดยเน้นความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และธนาคารโลก เพื่อเร่งระดมเงินทุนและขยายการลงทุนด้านสิ่งแวดล้อม

ดึงเงิน 200 ล้านดอลลาร์ หนุนพลังงานสะอาด

กระทรวงการคลังสนับสนุนโครงการเมืองคาร์บอนต่ำและการพัฒนาตลาดคาร์บอน (Low Carbon Cities and Carbon Market Development: LCC) เพื่อพัฒนากลไกซื้อขายคาร์บอนเครดิตให้มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และสอดคล้องกับมาตรฐานสากล

โครงการ LCC ได้รับการสนับสนุนจากธนาคารโลกผ่านวงเงินกู้ 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ให้แก่ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM Thailand) โดยมีกระทรวงการคลังค้ำประกัน เพื่อสนับสนุนบริษัทจัดการพลังงาน (Energy Service Companies: ESCOs) ลงทุนด้านพลังงานสะอาดและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในทรัพย์สินภาครัฐ

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

การดำเนินโครงการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมความพร้อมให้ภาครัฐและเอกชนปรับตัวเข้าสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ รองรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและเทคโนโลยี ตลอดจนมาตรฐานการซื้อขายคาร์บอนเครดิตในระดับสากล

ขณะเดียวกัน ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) จะสนับสนุนการรวบรวมและตรวจสอบข้อมูลการลดก๊าซเรือนกระจก ตลอดจนสร้างมูลค่าจากคาร์บอนเครดิตที่มีคุณภาพ เพื่อเชื่อมโยงผู้ซื้อและผู้ขายทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงสนับสนุนการกำหนดราคาที่สะท้อนมาตรฐานสากล

เปิด 3 ความร่วมมือ เร่งสร้างตลาดคาร์บอนเครดิต

ภายในงานมีการแสดงความก้าวหน้าของ 3 ความร่วมมือสำคัญที่เชื่อมโยงการเตรียมความพร้อมภาคธุรกิจ การพัฒนาตลาดคาร์บอนเครดิต และการลงทุนในอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ

1. หนุน SMEs ปรับตัวสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

ธนาคารกรุงไทยร่วมกับกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ศึกษากลไกทางการเงินและตลาดคาร์บอน เพื่อสนับสนุนภาคธุรกิจ โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SMEs ให้สามารถปรับตัวรับเทคโนโลยีและมาตรฐานใหม่ได้ ควบคู่กับการคำนึงถึงผลกระทบต่อแรงงานและภาคอุตสาหกรรม เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านเกิดขึ้นอย่างเป็นธรรม

2. เชื่อมผู้ซื้อ–ผู้ขาย เปิดทางซื้อขายคาร์บอนเครดิต

ความร่วมมือด้านการพัฒนาตลาดคาร์บอนเครดิตภายใต้โครงการ LCC กำหนดบทบาทให้ธนาคารกรุงไทยสนับสนุนการรวบรวมคาร์บอนเครดิตและเชื่อมโยงกับผู้ซื้อ ขณะที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยพัฒนากลไกการประมูลและค้นหาราคาอย่างโปร่งใส

คลังจับมือธนาคารโลก อัด 200 ล้านดอลลาร์ ดันไทยสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

นอกจากนี้ Grab, ACEIS Electric and Power Co., Ltd., DriverAI และบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) แสดงความสนใจเป็นผู้ซื้อคาร์บอนเครดิตหลักในอนาคต เพื่อสนับสนุนความต้องการซื้อในตลาดและต่อยอดการลงทุนด้านพลังงานสะอาด

อย่างไรก็ตาม คาร์บอนเครดิตที่จะนำมาจำหน่ายต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบและทวนสอบตามมาตรฐาน รวมถึงได้รับการออกเครดิตก่อน จึงจะสามารถนำเข้าสู่ตลาดได้ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและเพิ่มโอกาสในการเชื่อมโยงกับตลาดคาร์บอนในระดับสากล

3. ปตท.จับมือกรุงไทยพัฒนาเงินทุนสีเขียว I-SPARK

บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ธนาคารกรุงไทย และกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ร่วมพัฒนากลไกระดมทุนแบบผสมผสาน (Blended Finance) สำหรับแพลตฟอร์มอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ I-SPARK ในพื้นที่มาบตาพุด–ระยอง เพื่อดึงเงินทุนภาคเอกชนมาสนับสนุนพลังงานคาร์บอนต่ำ โครงสร้างพื้นฐานที่ใช้ร่วมกัน และอุตสาหกรรมเฉพาะทางด้านชีวภาพและเศรษฐกิจหมุนเวียน

พร้อมศึกษาความเป็นไปได้ในการเชื่อมโยงโครงการ I-SPARK กับโครงการ LCC เพื่อเพิ่มโอกาสใช้กลไกคาร์บอนเครดิตเป็นเครื่องมือสนับสนุนการลงทุนในภาคอุตสาหกรรม

ใช้กลไกการเงินสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่

การขับเคลื่อนโครงการเหล่านี้สะท้อนแนวทางการใช้กลไกทางการเงินเป็นเครื่องมือสนับสนุนการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ โดยภาครัฐและสถาบันการเงินระหว่างประเทศมีบทบาทช่วยลดข้อจำกัดของตลาดและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินที่จำเป็น ขณะที่ภาคเอกชนและตลาดทุนจะเข้ามามีบทบาทมากขึ้น เมื่อโครงการมีมาตรฐาน ข้อมูลน่าเชื่อถือ และสามารถประเมินความเสี่ยงกับผลตอบแทนได้อย่างชัดเจน

การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำจึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่ยังเป็นโอกาสสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ ทั้งจากการลดต้นทุนพลังงาน การสร้างงาน และการพัฒนาธุรกิจใหม่ ตลอดจนการดึงดูดเงินทุนเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ทั้งนี้ การเชื่อมโยงเงินทุน เทคโนโลยี และตลาดคาร์บอนเครดิตเข้าด้วยกัน จะเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย รองรับมาตรฐานเศรษฐกิจโลก และวางรากฐานการเติบโตที่เข้มแข็งและยั่งยืนในระยะยาว

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/671682&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3rJAowaByuYtkNzzaoNP15