
ทิศทางนโยบายการเงินของประเทศไทย กลายเป็นที่จับตามองของทุกภาคส่วนอีกครั้ง เมื่อคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ทั้ง 7 ราย มีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.00% นับเป็นการส่งสัญญาณชัดเจนถึงมุมมองเชิงบวกต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ แม้ว่าภาพรวมปัจจุบันยังคงเผชิญความท้าทายอยู่ก็ตาม
เหตุผลสำคัญประการแรก ที่ทำให้กนง.ตัดสินใจตรึงดอกเบี้ยไว้ระดับเดิม คือ ความเชื่อมั่นต่อการเติบโต โดยมีการปรับประมาณการตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ปีนี้ขึ้นมาอยู่ที่ 2.3% ถือว่าเป็นตัวเลขคาดการณ์ที่ค่อนข้างสูงและมีทัศนคติเชิงบวกมากกว่าสำนักวิเคราะห์เศรษฐกิจอื่น ๆ แรงขับเคลื่อนสำคัญทำให้เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวได้ดีกว่าที่เคยประเมินไว้ มาจาก 3 ปัจจัยหลัก ปัจจัยแรก คือ วัฏจักรเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่กำลังอยู่ในช่วงขาขึ้นอย่างรุนแรงและต่อเนื่อง
วัฏจักรของเทคโนโลยีและ AI จะส่งผลบวกต่อโครงสร้างการค้าโลกอีกอย่างน้อย 1-2 ปี และประเทศไทยได้รับอานิสงส์นี้โดยตรง ผ่านมูลค่าการส่งออกสินค้ากลุ่มเทคโนโลยีที่ขยายตัวสูง
ปัจจัยถัดมา คือ ผลกระทบจากสถานการณ์สงคราม และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์น้อยกว่าคาด เนื่องจากภาค เอกชนรายใหญ่ของไทย มีความสามารถในการปรับตัวและรับมือกับสถานการณ์วิกฤตได้ดี มีการกระจายความเสี่ยงด้วยการเพิ่มแหล่งนำเข้าวัตถุดิบและปรับเปลี่ยนเส้นทางการขนส่งสินค้าใหม่
ส่งผลให้ความกังวลเรื่องการขาดแคลนวัตถุดิบสำคัญ เช่น แนฟทา ฮีเลียม และปุ๋ย เริ่มคลี่คลายลง รวมถึงมีการปรับลดสมมติฐานราคาน้ำมันดิบดูไบลงมาอยู่ที่ 90 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จากเดิม 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ปัจจัยสุดท้ายคือมาตรการกระตุ้นและการช่วยเหลือจากภาครัฐ ที่เข้ามาช่วยพยุงและขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจ โดย กนง.ประเมินว่า หากไม่มีแรงส่งจากมาตรการเหล่านี้ตัวเลข GDP ของไทยอาจเติบโตต่ำกว่านี้มาก ส่วนของอัตราเงินเฟ้อทั่วไป กนง.คาดการณ์ว่าจะอยู่ที่ 2.8% ปรับลดลงเล็กน้อยจากเดิม
แม้ว่าเงินเฟ้อมีการปรับตัวขึ้นชั่วคราวช่วงไตรมาส 2 จากปัจจัยด้านอุปทานและต้นทุนพลังงาน แต่ระยะปานกลาง เงินเฟ้อคาดการณ์ยังอยู่ในกรอบเป้าหมายและมีแนวโน้มลดลงตามราคาพลังงานโลก สิ่งที่น่าสนใจคือ ประเทศไทยไม่ได้รับผลกระทบจากปัญหาเงินเฟ้อในภาคบริการเหมือนกับในหลายประเทศ เนื่องจากอัตราการเติบโตของค่าจ้างแรงงานในประเทศยังไม่ได้ปรับตัวสูงขึ้น แม้จะเป็นผลดีต่อเงินเฟ้อ แต่อีกมุมหนึ่งสะท้อนให้เห็นถึงรายได้ของแรงงานไทย ที่ยังฟื้นตัวอย่างล่าช้าและไม่เต็มที่มากนัก
สำหรับเสถียรภาพทางด้านต่างประเทศ ค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงประมาณ 5.7% ตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา กนง. มองว่าเป็นผลมาจากการแข็งค่าของสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐและทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ หากเปรียบเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาค ถือว่าเงินบาทไทยไม่ได้อ่อนค่ารุนแรงจนน่ากังวลแต่อย่างใด ขณะที่ดุลบัญชีเดินสะพัดปีนี้ แม้คาดว่าจะอยู่ระดับสมดุล หรืออาจติดลบชั่วคราวจากการเร่งนำเข้าน้ำมัน เพื่อชดเชย และสำรองไว้ใช้ในประเทศ แต่เชื่อมั่นว่าจะกลับมาเกินดุลได้อีกครั้งช่วงปีหน้า
ภายใต้ภาพรวมเป็นบวก กนง.ยังแสดงความกังวลต่อ “จุดเปราะบาง” ในระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) รวมถึงกลุ่มครัวเรือนที่มีรายได้น้อย ต่างจากธุรกิจขนาดใหญ่ที่ปรับตัวได้ดี ครัวเรือนกลุ่มเปราะบางยังถูกกดดันจากค่าครองชีพสูง ขณะที่รายได้ยังชะลอตัว ส่งผลให้กำลังซื้อในประเทศ ยังอ่อนแอและฟื้นตัวอย่างจำกัด สถาบันการเงิน จึงยังคงต้องเพิ่มความระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อ เนื่องจากหนี้เสีย (NPL) ของ SMEs มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
มติการคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.00% จึงเป็นการดำเนินนโยบายการเงินที่ผ่อนคลาย เพื่อมุ่งหวังให้ต้นทุนทางการเงินที่ไม่สูงจนเกินไป ช่วยประคองการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในภาพรวม ควบคู่กับการรักษาเสถียรภาพด้านราคา และพร้อมจะปรับเปลี่ยนนโยบายหากมีปัจจัยเสี่ยงใหม่เข้ามา สิ่งที่ท้าทาย คือ การประสานนโยบายการคลังในการช่วยเหลือระยะสั้นร่วมกับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันระยะยาว ช่วยให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้อย่างมั่นคง
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/column/841603&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0snMECoMgqCVSB19atzgS8

