• Tue. Oct 27th, 2026

เปิดโจทย์ใหญ่อนาคตเอเชีย….สร้างภูมิคุ้มกันเศรษฐกิจยั่งยืน

เปิดโจทย์ใหญ่อนาคตเอเชีย….สร้างภูมิคุ้มกันเศรษฐกิจยั่งยืนเปิดโจทย์ใหญ่อนาคตเอเชีย….สร้างภูมิคุ้มกันเศรษฐกิจยั่งยืน

ชัดเจนว่าขณะนี้โลกกำลังเผชิญกับความซับซ้อนและความไม่แน่นอนมากมาย ทั้งจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ภัยคุกคามต่อการดำรงชีวิตจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ผลิตภาพการผลิตที่การเติบโตชะลอลง และการเข้าสู่สังคมสูงวัยของหลายประเทศในเอเชีย

ท่ามกลางบริบทดังกล่าว เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2569 มูลนิธินโยบายสาธารณะ เพื่อสังคมและธรรมาภิบาล(PPGG) ได้จัดเวทีภาคประชาสังคมระดับภูมิภาคในหัวข้อ “ส่งเสริมความทั่วถึงความสามารถในการรับมือ(Resilience) และการพัฒนาที่ยั่งยืน” ซึ่งเป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นอย่างเป็นทางการควบคู่กับการประชุมประจำปี IMF-World Bank  โดยเวทีนี้มุ่งหาคำตอบในสามประเด็น

หนึ่ง รูปแบบการเติบโตที่นำความสำเร็จทางเศรษฐกิจมาสู่เอเชียถึงปัจจุบัน ยังจะสามารถขับเคลื่อนภูมิภาคนี้ได้ต่อไปในอนาคตหรือไม่ หรือเอเชียต้องเปลี่ยนจุดเน้นจากการเติบโตไปสู่การเสริมความสามารถในการรับมือ เพื่อสร้างอนาคตที่ยั่งยืน

สอง เราจะใช้เทคโนโลยีและการมีส่วนร่วมของประชาชนได้อย่างไรที่จะเปลี่ยนความท้าทาย จากความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อมและสังคมสูงวัย ให้เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจเพื่อการ พัฒนาที่ยั่งยืน

สาม ความท้าทายที่รออยู่ซับซ้อนเกินกว่าที่ภาครัฐและกลไกตลาดจะรับมือหรือไม่ และภาคประชาสังคมในฐานะเสาหลักที่สามของสังคม ควรต้องมีบทบาทมากขึ้นหรือไม่ในฐานะ หุ้นส่วนการพัฒนาประเทศ โดยร่วมมือกับคนรุ่นใหม่ทำงานเคียงข้างภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อรับมือกับความท้าทาย

นี่คือคำถามที่เป็นโจทย์สำคัญขณะนี้ ซึ่งในที่ประชุมมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในประเด็นเหล่านี้อย่างกว้างขวางจากวิทยากรรับเชิญ 22 คน ทั้งจากประเทศไทยและต่างประเทศ มีผู้เข้าร่วมสัมนา 151 คน และสาระสำคัญจากการหารือในแต่ละประเด็นสรุปได้ดังนี้

ดร.ณรงค์ชัย อัครเศรณี ผู้กล่าวปาฐกถาพิเศษ มองว่าภาคประชาสังคมต้องมีบทบาทมากขึ้นในการพัฒนาประเทศ ชี้ว่า ความสามารถของรัฐที่จะรับมือกับความท้าทายใหม่กำลังมีข้อจำกัดมากขึ้น ทั้งจากแรงกดดันทางการคลัง แนวโน้มการใช้อำนาจแบบอำนาจนิยม และความน่าสนใจของการทำงานในภาครัฐที่ลดลงในสายตาของคนรุ่นใหม่ที่มีความสามารถ ภาคประชาสังคมจึงต้องช่วยเติมเต็มช่องว่างนี้ เพิ่มความร่วมมือกับภาครัฐและภาคเอกชน รวมทั้งดึงคนรุ่นใหม่ให้เข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น

ในประเด็นความสามารถในการรับมือและการเติบโตของเอเชีย การหารือให้ข้อสรุป ว่าภูมิภาคเอเชียต้องมีการเติบโตในรูปแบบใหม่ เพราะปัญหาความท้าทายที่เผชิญอยู่เป็น ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ฝังรากลึกและจะไม่ไปไหน ขณะเดียวกันประเทศในเอเชียจำเป็นต้อง ปรับตัวต่อการแข่งขันระหว่างประเทศมหาอำนาจ ทำให้จำเป็นที่ประเทศในเอเชียต้องปฏิรูปเศรษฐกิจด้านอุปทาน เพื่อลดความเสี่ยงทั้งต่อการเติบโตและเสถียรภาพทางการเงิน ประเทศที่มีความเข้มแข็งเชิงสถาบันและมีทิศทางทางการเมืองชัดเจน มีแนวโน้มที่จะรับมือได้ดีกว่า  ซึ่งในประเทศไทยเราก็เริ่มเห็นการปรับตัวในลักษณะนี้บ้างแล้วในนโยบายอุตสาหกรรม โดยมีภาคประชาสังคมเข้ามาร่วม

ในระยะยาว ความเสี่ยงต่อภูมิภาคเอเชียมีห้าเรื่อง ได้แก่  การเติบโตของผลิตภาพการผลิตที่อ่อนแอ การเข้าสู่สังคมสูงวัย การแบ่งแยกเป็นขั้วทางการเมืองและเศรษฐกิจ แรงกดดันด้านภูมิอากาศและพลังงาน และขีดความสามารถทางการคลังในการรองรับ วิกฤตที่มีจำกัด ภาครัฐและภาคเอกชนจึงต้องร่วมกันปฏิรูปเพื่อรับมือ ความเสี่ยงเหล่านี้ในอดีต เอเชียได้พิสูจน์แล้วว่าสามารถรับแรงกระแทกจากวิกฤตได้ แต่บททดสอบวันนี้คือ เอเชียจะปฏิรูปได้หรือไม่โดยไม่ต้องรอให้วิกฤตเกิดขึ้นก่อน

การหารือเรื่องบทบาทภาคประชาสังคมและเยาวชน ในฐานะหุ้นส่วนขับเคลื่อนการเติบโต และความก้าวหน้าทางสังคมเป็นไปอย่างคึกคัก โดยมีข้อสรุปร่วมกันว่าบทบาทและความ สำเร็จจากความร่วมมือต้องเริ่มจากฐานรากจากล่างสู่บน ผ่านการร่วมมือกับหน่วยงานรัฐอย่างเฉพาะเจาะจง ตัวอย่างหนึ่งคือบทบาทภาคเยาวชน ที่ร่วมมือกับกรุงเทพมหานคร พัฒนาโครงการต่างๆ ที่ต้องอาศัยช่วงเวลาเรียนรู้ ก่อนที่จะสร้างความก้าวหน้าได้ อีกตัวอย่างหนึ่งคือการทำงานร่วมกับโรงเรียนทั่วประเทศ โดยนำความเชี่ยวชาญมาใช้และ ให้คำแนะนำเพื่อช่วยให้เยาวชนมีบทบาทในการออกแบบ และนำนโยบายไปปฏิบัติ โดยเฉพาะนโยบายที่ส่งผลต่อชีวิตของพวกเขาและอนาคตของสังคม

ผู้เข้าร่วมหารือยังได้รับฟังประสบการณ์จากฟิลิปปินส์ เกี่ยวกับความพยายามยกระดับ ธรรมาภิบาลในหน่วยงานภาครัฐ รวมถึงกองทัพ ซึ่งบทเรียนสำคัญคือการทำงานจากล่าง ขึ้นบนเช่นกัน เริ่มทีละหน่วยงานทีละองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและทีละโรงพยาบาล แนวทางนี้แม้จะดูช้าไป แต่ได้ผล

ข้อคิดสำคัญคือองค์กรภาคประชาสังคมและเยาวชน ต้องเข้าใจวิธีการทำงานของหน่วยงาน รัฐแต่ละแห่งและสร้างความไว้วางใจระหว่างกันจึงจะร่วมมือกันได้อย่างมีประสิทธิผล

สำหรับประเด็นการปกป้องสิ่งแวดล้อมด้วยนวัตกรรมเทคโนโลยี และแนวทางแบบองค์รวม การหารือชี้ว่าการผสานเทคโนโลยีเข้ากับแนวทางที่ชุมชนเป็นผู้นำ สามารถช่วยให้ภาคประชา สังคมและภาคีในพื้นที่ติดตามดูแลปกป้อง และฟื้นฟูระบบนิเวศที่สำคัญได้อย่างมีประสิทธิผล ตัวอย่างที่นำเสนอ ได้แก่ การใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเซนเซอร์อินเทอร์เน็ต (IoT) ที่มีต้นทุนต่ำ โดยชาวบ้านและพระสงฆ์ในภาคเหนือของไทยเพื่อคาดการณ์และตรวจจับ ไฟป่า เป็นความพยายามที่ผสานการติดตามค่าฝุ่น PM2.5 แบบเรียลไทม์ ระบบสปริงเกลอร์ อัตโนมัติ การทำแนวกันไฟ และวิธีเพาะปลูกทางเลือก เพื่อปกป้องพื้นที่ธรรมชาติในท้องถิ่น

อีกตัวอย่างหนึ่งคือรูปแบบความร่วมมือของหลายภาคส่วนเพื่อแก้ปัญหาการตัดไม้ทำลายป่า ในจังหวัดน่าน โดยเชื่อมโยงเงินทุนจากภาคธุรกิจ หน่วยงานรัฐและความต้องการด้าน สุขภาพของคนในพื้นที่ เพื่อฟื้นฟูป่าต้นน้ำควบคู่กับการยกระดับความเป็นอยู่ของชุมชน นอกจากนี้มีการหารือถึงโครงการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการทำนาอย่างยั่งยืน เพื่อเสริม ความมั่นคงของระบบอาหาร รักษาความหลากหลายทางชีวภาพ และลดการ ปล่อยคาร์บอน รวมถึงการศึกษาต้นเหตุ (origin investigations) เพื่อประกอบการจัดทำ แผนจัดการภัยพิบัติในชนบท

ส่วนประเด็นบทบาทนำของเมืองใหญ่ ผู้เข้าร่วมได้รับฟังว่าเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพมหานคร สามารถเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมสีเขียว โดยให้ความสำคัญกับโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้อต่อการมีส่วนร่วมของประชาชนและนวัตกรรมทางวัฒนธรรม

ตัวอย่างเหล่านี้พิสูจน์ว่า การปกป้องสิ่งแวดล้อมต้องก้าวข้ามการทำงานแบบแยกส่วน ระหว่างสถาบันและภาคส่วนต่างๆ การผสานความไว้วางใจ ในระดับฐานรากกับ เทคโนโลยีจะช่วยให้ชุมชนท้องถิ่นมีศักยภาพที่จะดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมด้วยตนเอง

สำหรับประเด็นสังคมสูงวัยและเศรษฐกิจอายุยืน การหารือชี้ว่า แม้การสูงวัยของประชากรไทยจะเป็นความท้าทาย  แต่บางส่วนสามารถเปลี่ยนเป็นโอกาสในการเติบโตของเศรษฐกิจได้ และรับฟังว่าเมื่อกำลังแรงงานลดลง ผลิตภาพแรงงานจำเป็นต้องเพิ่มขึ้นร้อยละ 4 ต่อปี เพื่อให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) เติบโตได้ร้อยละ 3 ขณะที่ค่าใช้จ่าย ในการรักษาโรคเบาหวานและโรคไตที่เพิ่มขึ้นกำลังเป็นภัยคุกคามสำคัญต่อฐานะการคลัง

ความมั่นคงหลังเกษียณเป็นอีกประเด็นที่น่ากังวล เนื่องจากระบบประกันสังคมของ ประเทศมีข้อจำกัด จึงมีข้อเสนอให้คนไทยปรับการออมจากการฝากเงินไปสู่การลงทุน มากขึ้น รวมถึงการใช้เครื่องมือใหม่อย่าง TISA ด้านสุขภาพ ข้อเสนอจัดตั้งความร่วมมือ เพื่อการมีอายุยืนอย่างมีสุขภาพดีของประเทศไทย (Thailand Healthy Longevity Partnership) อาจช่วยเชื่อมภาครัฐ ภาคธุรกิจ โรงพยาบาล และภาคประชาสังคมเข้าด้วยกัน โดยมุ่งเน้นการป้องกันโรคและเวชศาสตร์วิถีชีวิต นอกจากนี้ เทคโนโลยีในการดูแล ผู้สูงอายุอาจช่วยให้ไทยรับมือกับความท้าทายของสังคมสูงวัย พร้อมสร้างโอกาสใหม่และ แหล่งรายได้เพิ่มเติม

โดยรวมแล้ว เวทีนี้หารือนี้ประสบความสำเร็จอย่างมากในการนำผู้กำหนดนโยบาย ผู้นำภาคธุรกิจ ผู้บริหารองค์กรภาคประชาสังคม ผู้นำเยาวชน และประชาชนมาร่วม แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นสำคัญที่ประเทศไทยและภูมิภาคกำลังเผชิญ

เขียนให้คิด

ดร.บัณฑิต นิจถาวร

ประธานมูลนิธินโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล

เพิ่มเพื่อน

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/1096175/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw010R8Qz_SvWUCQp932nHCT