กรณีขยะพิษในจังหวัดปราจีนบุรี กำลังสะท้อนโจทย์สำคัญของเศรษฐกิจอุตสาหกรรมไทยว่า การเติบโตของภาคการผลิตควรมีต้นทุนต่อสังคมมากเพียงใด เมื่อการจัดการกากอุตสาหกรรมที่ไม่ถูกต้องอาจสร้างผลกระทบต่อแหล่งน้ำ ชุมชน และกิจกรรมทางเศรษฐกิจในพื้นที่ ขณะที่ภาระในการตรวจสอบ บำบัด และฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมอาจยืดเยื้อกว่าความเสียหายที่ปรากฏในช่วงแรก คำถามสำคัญจึงไม่ได้อยู่เพียงว่าใครเป็นผู้กระทำผิด แต่ยังรวมถึงระบบเศรษฐกิจและกฎหมายจะทำให้ผู้ก่อมลพิษรับผิดชอบต้นทุนที่เกิดขึ้นได้อย่างไร
เมื่อกำไรของธุรกิจอาจกลายเป็นต้นทุนของสังคม
ในทางเศรษฐศาสตร์ การจัดการกากอุตสาหกรรมเป็นต้นทุนที่ผู้ประกอบการต้องคำนึงถึงตั้งแต่กระบวนการผลิต การขนส่ง ไปจนถึงการบำบัดและกำจัดอย่างถูกต้องตามกฎหมาย แต่หากธุรกิจบางรายหลีกเลี่ยงค่าใช้จ่ายเหล่านี้ ต้นทุนที่ประหยัดได้อาจไม่ได้หายไปจากระบบเศรษฐกิจ หากกลับกลายเป็นภาระที่ชุมชน ภาครัฐ และประชาชนต้องร่วมรับผิดชอบในภายหลัง
กรณีขยะพิษในปราจีนบุรีจึงเป็นตัวอย่างที่ทำให้เห็นความสำคัญของแนวคิด ‘ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย’ (Polluter Pays Principle) ซึ่งมุ่งให้ผู้ที่ก่อความเสียหายรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการป้องกัน ควบคุม และฟื้นฟูผลกระทบ แทนที่จะปล่อยให้ภาระดังกล่าวตกอยู่กับสังคมโดยรวม
อย่างไรก็ตาม การประเมินต้นทุนทางเศรษฐกิจของกรณีนี้ จำเป็นต้องอาศัยข้อมูลมากกว่าค่าปรับหรือค่าใช้จ่ายในการกำจัดกากของเสีย เพราะยังต้องพิจารณาค่าตรวจสอบคุณภาพน้ำและดิน ค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟูพื้นที่ ตลอดจนความเสียหายต่อรายได้ของผู้ที่อาจได้รับผลกระทบ หากมีหลักฐานยืนยันความเชื่อมโยงกับการปนเปื้อน
สำหรับชุมชนที่พึ่งพาเกษตรกรรมหรือแหล่งน้ำในพื้นที่ ความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมอาจเพิ่มต้นทุนในการประกอบอาชีพ ขณะที่ความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของทรัพยากรธรรมชาติอาจกระทบความเชื่อมั่นต่อสินค้าและกิจกรรมทางเศรษฐกิจในท้องถิ่นด้วย ทั้งนี้ ต้องมีการตรวจสอบและประเมินความเสียหายเป็นรายกรณี จึงจะสามารถระบุมูลค่าผลกระทบได้อย่างเหมาะสม
ค่าปรับต้องไม่ถูกกว่าต้นทุนการทำผิด
อีกประเด็นที่น่าจับตา คือ แรงจูงใจทางเศรษฐกิจของผู้ประกอบการ หากต้นทุนการจัดการกากอุตสาหกรรมอย่างถูกต้องสูงกว่าความเสี่ยงจากบทลงโทษ การบังคับใช้กฎหมายที่ไม่เข้มแข็งเพียงพออาจทำให้การฝ่าฝืนกลายเป็นทางเลือกที่สร้างความได้เปรียบด้านต้นทุนแก่ธุรกิจบางราย
ผลที่ตามมาไม่เพียงกระทบสิ่งแวดล้อม แต่ยังอาจทำให้ผู้ประกอบการที่ปฏิบัติตามกฎหมายต้องแข่งขันกับคู่แข่งที่ไม่รับภาระต้นทุนในระดับเดียวกัน สถานการณ์เช่นนี้จึงเป็นปัญหาของการแข่งขันทางเศรษฐกิจด้วย เพราะผู้ประกอบการที่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมอาจเสียเปรียบด้านราคา ทั้งที่มีต้นทุนดำเนินงานสูงกว่าเพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐาน
การแก้ปัญหาจึงไม่ควรจำกัดอยู่ที่การเพิ่มค่าปรับเท่านั้น แต่ต้องครอบคลุมการติดตามเส้นทางกากอุตสาหกรรมตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง การตรวจสอบผู้รับกำจัดของเสีย การบังคับใช้กฎหมายอย่างต่อเนื่อง และการทำให้ผู้ประกอบการมีความรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง
นอกจากนี้ การมีระบบหลักประกันทางการเงินหรือกลไกชดเชยความเสียหายที่เหมาะสม ยังอาจช่วยลดความเสี่ยงที่ภาครัฐจะต้องใช้งบประมาณสาธารณะเข้ามารับภาระแทนผู้ก่อมลพิษในกรณีที่การฟื้นฟูต้องใช้เงินจำนวนมากหรือดำเนินการเป็นเวลานาน
ขยะจากเทคโนโลยีสะอาด ความท้าทายทางเศรษฐกิจรอบใหม่
ปัญหากากอุตสาหกรรมยังเชื่อมโยงกับการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยี โดยเฉพาะแผงโซลาร์เซลล์ แบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ทยอยหมดอายุการใช้งานในอนาคต หากประเทศไทยสามารถพัฒนาระบบรวบรวม คัดแยก และรีไซเคิลวัสดุเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็อาจเปลี่ยนภาระการจัดการของเสียให้เป็นโอกาสทางธุรกิจและการสร้างมูลค่าเพิ่มจากทรัพยากรที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้
ในทางกลับกัน หากโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการจัดการของเสียไม่เติบโตทันปริมาณขยะ ความเสี่ยงจากการจัดการที่ไม่ได้มาตรฐานก็อาจเพิ่มขึ้น พร้อมสร้างต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมและการกำกับดูแลในระยะยาว
โจทย์สำคัญจึงอยู่ที่การออกแบบระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ที่ทำให้การรีไซเคิลมีความคุ้มค่าทางธุรกิจ ควบคู่กับมาตรฐานสิ่งแวดล้อมที่ตรวจสอบได้ ไม่ใช่ส่งเสริมการลงทุนโดยพิจารณาเพียงปริมาณของเสียที่นำกลับมาใช้ประโยชน์ แต่ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของกระบวนการทั้งหมดด้วย
รัฐต้องทำให้การเติบโตทางอุตสาหกรรมไม่ผลักภาระให้ประชาชน
ประเด็นเหล่านี้สอดคล้องกับทิศทางนโยบายที่กระทรวงอุตสาหกรรมกำลังผลักดัน ทั้งการยกระดับบทลงโทษสำหรับการจัดการกากอุตสาหกรรมผิดกฎหมาย การพัฒนานิคมอุตสาหกรรมรีไซเคิล และการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการปรับตัวสู่การผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2569 นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยในรายการ ‘คุยกับ ครม. อนุทิน’ ว่า กระทรวงกำลังดำเนินการแก้ไขพระราชบัญญัติโรงงานและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับกากอุตสาหกรรม โดยหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมาย รวมถึงการติดตามเส้นทางการเงินและการยึดทรัพย์ผู้กระทำผิด พร้อมผลักดันให้ค่าปรับเพิ่มขึ้นถึงระดับหลักสิบล้านบาท เพื่อให้บทลงโทษมีน้ำหนักเพียงพอที่จะยับยั้งการกระทำผิด
รมว.อุตฯ ยังกล่าวถึงการเตรียมรองรับขยะจากเทคโนโลยีสะอาด โดยผลักดันแนวคิดนิคมอุตสาหกรรมรีไซเคิลที่รวบรวมโรงงานจัดการของเสียไว้ในพื้นที่ควบคุม มีระบบบำบัดน้ำเสียและการติดตามตรวจสอบ เพื่อป้องกันไม่ให้กากอุตสาหกรรมและขยะอิเล็กทรอนิกส์หลุดออกไปสร้างผลกระทบต่อชุมชน
ในด้านการยกระดับเศรษฐกิจฐานราก กระทรวงยังผลักดันแนวคิดการนำ AI มาเพิ่มมูลค่าผลผลิตทางการเกษตร ตั้งแต่การจัดการน้ำและดิน การแปรรูป ไปจนถึงการตลาด พร้อมเตรียมประสานงานจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปมูลค่าสูงใน 4 ภาค เพื่อเชื่อมโยงภาคเกษตรเข้ากับอุตสาหกรรมและเพิ่มรายได้ให้ผู้ผลิต
ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับการประคอง SME และการปรับตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย โดยใช้แนวทางที่เปิดรับเทคโนโลยีหลายรูปแบบ ทั้งรถยนต์เครื่องยนต์สันดาป ไฮบริด รถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ และเทคโนโลยีอื่นในอนาคต ควบคู่กับการสนับสนุนผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยให้สามารถปรับตัวต่อมาตรฐานสิ่งแวดล้อมและการแข่งขันในตลาดโลก
ทิศทางดังกล่าวสะท้อนว่าการพัฒนาอุตสาหกรรมไม่ได้มีเพียงเป้าหมายด้านการลงทุน การผลิต หรือการส่งออก แต่ต้องคำนึงถึงต้นทุนสิ่งแวดล้อม ความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ และผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประชาชนควบคู่กันด้วย
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/economic-business-thai-waste-industry-environment&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw09LbvOFisGwZLiIxrK1Uo8

