วันที่ 13 ตุลาคม 2569 ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์ภายหลังเข้าร่วมการประชุม IMF-World Bank Group 2026 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยระบุว่า การประชุมในช่วง 2 วันที่ผ่านมาได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้นำเศรษฐกิจ การเงิน และการคลังทั่วโลก สะท้อนถึงความเชื่อมั่นต่อประเทศไทยในฐานะเจ้าภาพการประชุมระดับนานาชาติ
ดร.เอกนิติ เปิดเผยว่า มีผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมการประชุมจากต่างประเทศแล้วเกือบ 20,000 คน ซึ่งเป็นจำนวนสูงสุดนับตั้งแต่มีการจัดประชุม IMF–World Bank ตามข้อมูลที่ได้รับ พร้อมระบุว่าทั้งประธานธนาคารโลกและกรรมการผู้จัดการ IMF ได้กล่าวชื่นชมรัฐบาลและประชาชนไทยในการเป็นเจ้าภาพ รวมถึงมาตรฐานการบริหารจัดการที่สร้างความประทับใจแก่ผู้เข้าร่วมงาน
นอกจากนี้ การจัดงานยังนำเอกลักษณ์และผลิตภัณฑ์จากชุมชนไทยมาจัดแสดงภายในสถานที่ประชุม โดยเฉพาะผ้าไทยและงานหัตถกรรมที่ได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมงานต่างชาติ ซึ่งนอกจากช่วยเผยแพร่วัฒนธรรมไทยแล้ว ยังเป็นโอกาสประชาสัมพันธ์สินค้าและศักยภาพของผู้ประกอบการไทยสู่ตลาดโลก
ไทยเป็น Trusted Connector เชื่อมเศรษฐกิจโลก
ดร.เอกนิติ กล่าวว่า นอกจากความสำเร็จด้านการจัดงานแล้ว อีกบทบาทสำคัญคือการนำข้อเสนอและแนวทางนโยบายของประเทศไทยเข้าสู่เวทีเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะการประชุมหัวข้อ ‘Building Resilience in a Fragmented World’ ซึ่งรัฐบาลไทยเป็นผู้จัด และมีผู้บริหารระดับสูงของ IMF ธนาคารโลก รวมถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังฟินแลนด์เข้าร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น
ประเทศไทยได้นำเสนอแนวคิด Trusted Connector หรือการเป็นประเทศที่ทำหน้าที่เชื่อมโยงเศรษฐกิจและความร่วมมือระหว่างประเทศ ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่เผชิญความขัดแย้งทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ สงครามการค้า และความขัดแย้งทางทหาร โดยเห็นว่าประเทศไทยมีโอกาสใช้ความน่าเชื่อถือและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเป็นจุดแข็งในการเชื่อมโยงการค้าและการลงทุน
ขณะเดียวกัน ไทยยังนำเสนอแนวทางใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อยกระดับการจ้างงานและคุณภาพชีวิต ผ่านเวที Small AI, Big Jobs ซึ่งจัดโดยธนาคารโลก โดยนำโครงการของไทย ได้แก่ ไทยช่วยไทย พลัส และ นกกระซิบ ไปนำเสนอเป็นตัวอย่างการประยุกต์ใช้ AI เพื่อช่วยเหลือประชาชนและกลุ่มเปราะบาง ท่ามกลางวิกฤตพลังงานและความท้าทายทางเศรษฐกิจ ซึ่ง ดร.เอกนิติ ระบุว่าได้รับความสนใจจากหลายประเทศที่ต้องการนำแนวทางดังกล่าวไปปรับใช้
เสนอ Bangkok Blueprint เชื่อมโลกปราบสแกมเมอร์
ดร.เอกนิติ เปิดเผยว่า ประเทศไทยเตรียมนำเสนอแนวทาง Bangkok Blueprint ในวันที่ 14 ตุลาคม 2569 โดยผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยจะเป็นผู้นำเสนอ เพื่อผลักดันความร่วมมือด้านโครงสร้างพื้นฐานการเงินดิจิทัลและการป้องกันอาชญากรรมทางการเงินระหว่างประเทศ
แนวทางดังกล่าวต่อยอดจากประสบการณ์ของไทยในการปราบปรามสแกมเมอร์และบัญชีม้า ผ่านการเชื่อมโยงข้อมูลและการทำงานระหว่างหน่วยงานภายในประเทศ หรือ Connect the Dots ทั้งสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) สำนักงาน ก.ล.ต. ธนาคารแห่งประเทศไทย และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการติดตามและป้องกันการหลอกลวงประชาชน
สำหรับความร่วมมือระหว่างประเทศ ไทยต้องการขยายการเชื่อมโยงดังกล่าวไปสู่หน่วยงานกำกับดูแลต่างประเทศ โดยอาศัยโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ระบบการชำระเงิน และมาตรฐานกำกับดูแลร่วมกัน โดยเฉพาะการปิดช่องโหว่ที่มิจฉาชีพใช้สินทรัพย์ดิจิทัลในการเคลื่อนย้ายเงิน รวมถึงการกำหนดกติกาการรายงานข้อมูลต่อหน่วยงานกำกับดูแล เพื่อยกระดับความปลอดภัยของระบบการเงินดิจิทัลทั่วโลก
มั่นใจเศรษฐกิจไทยโตได้มากกว่า IMF คาด 2.1%
เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามถึงการปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยของ IMF ดร.เอกนิติ กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน และยังมีศักยภาพเติบโตได้มากกว่าตัวเลขคาดการณ์ หากรัฐบาลเดินหน้านโยบายเศรษฐกิจที่ให้การลงทุนเป็นเครื่องยนต์หลัก หรือ Investment-led Growth อย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับศักยภาพการผลิตและความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
ดร.เอกนิติ ระบุว่า การลงทุนจากต่างประเทศไม่ควรเป็นเพียงการนำเงินทุนเข้ามาสร้างโรงงานหรือขยายธุรกิจ แต่ต้องเชื่อมโยงกับการพัฒนาทักษะแรงงานไทย เพื่อให้ประชาชนมีความสามารถสูงขึ้นและได้รับรายได้ที่ดีขึ้น พร้อมผลักดันให้ผู้ประกอบการ SMEs เข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทานของนักลงทุนต่างชาติ เช่นเดียวกับความสำเร็จที่ไทยเคยสร้างไว้ในอุตสาหกรรมยานยนต์
สำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมายในระยะต่อไป ได้แก่ ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ AI เกษตรสมัยใหม่ การผลิตอาหาร และบริการทางการแพทย์ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่ประเทศไทยมีพื้นฐานและจุดแข็งอยู่แล้ว โดยรัฐบาลต้องการใช้การลงทุนระลอกใหม่เป็นโอกาสยกระดับผลิตภาพและสร้างรายได้ให้กับคนไทย ไม่ใช่เพียงเพิ่มมูลค่าการลงทุนในระบบเศรษฐกิจ
ตั้งเป้า GDP ไทยโต 3% พลัส
เมื่อถูกถามว่าเศรษฐกิจไทยมีโอกาสขยายตัวสูงกว่าประมาณการ IMF ที่ 2.1% หรือไม่ ดร.เอกนิติ ยืนยันว่ามีความมั่นใจ หากรัฐบาลสามารถดำเนินนโยบายเศรษฐกิจในทิศทางดังกล่าวได้อย่างต่อเนื่อง เศรษฐกิจไทยจะมีโอกาสกลับมาเติบโตอย่างแข็งแกร่งอีกครั้ง
ทั้งนี้ รัฐบาลและภาคเอกชนได้ร่วมกันกำหนดเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจไว้ที่ ไม่ต่ำกว่า 3% หรือ “3% Plus” โดยมุ่งขับเคลื่อนผ่านการลงทุน การยกระดับทักษะแรงงาน และการเชื่อมโยง SMEs เข้ากับห่วงโซ่อุปทานโลก
อย่างไรก็ตาม เมื่อผู้สื่อข่าวถามย้ำว่าเป้าหมายดังกล่าวจะเกิดขึ้นภายในปี 2569 หรือไม่ ดร.เอกนิติ ไม่ได้ยืนยันกรอบเวลาที่ชัดเจน โดยตอบเพียงว่า “ก็พยายามทำให้เร็วที่สุดครับ” จึงถือเป็นเป้าหมายการยกระดับศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจที่รัฐบาลและเอกชนต้องการผลักดัน มากกว่าการยืนยันว่า GDP ปีนี้จะขยายตัวถึง 3%
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/671345&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3G4GD1BrhI2h4MAUkSkdpk

