
นายกวินทร์ เอี่ยมสกุลรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อัลไล รีท แมเนจเมนท์ จำกัด กล่าวในงาน Thailand Economic Outlook 2027 : New Horizon Beyond the Trap ในหัวข้อ “Panel Discussion | New Driving Force for Thailand’s Second Take off” จัดโดยกรุงเทพธุรกิจ ว่า เศรษฐกิจไทยเหมือนรถที่วิ่งไปเรื่อยๆ และหากไม่มีการเปลี่ยนแปลง สภาวะจะยิ่งแย่ลงเรื่อยๆ
โดยเศรษฐกิจไทยมี GDP เติบโตต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยมานานกว่า 10 ปี ขณะที่จำนวนวัยทำงานลดลง และภาคการท่องเที่ยวเริ่มโตจนเกือบเต็มกำลังความสามารถ หรือ Over Capacity ซึ่งทางออกหรือความท้าทายถัดไปคือการเพิ่ม Productivity หรือผลผลิตต่อคนทำงาน และการเพิ่ม Value ในภาคอสังหาริมทรัพย์
“เสนอว่าเราต้องเร่งนำเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น AI, เครื่องจักร และ Automation เข้ามาใช้ในภาคส่วนที่มีฐานเดิมดีอยู่แล้ว ทั้งภาคอุตสาหกรรม เกษตรกรรม ท่องเที่ยว และกลุ่มธุรกิจ SME เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการสเกลธุรกิจได้ดีขึ้น”
หนี้ครัวเรือนเป็นอาการ ต้องแก้ที่ Productivity
นายกวินทร์ กล่าวว่า ปัจจุบันเรื่องหนี้ครัวเรือนเป็นเพียง “อาการ” หรือ Symptom ที่เกิดจากการที่เศรษฐกิจเติบโตช้ากว่าดอกเบี้ย การแก้ปัญหาที่ต้นเหตุคือต้องเร่งทำให้เศรษฐกิจและรายได้เติบโตเร็วขึ้นผ่านการสร้าง Productivity เพื่อให้รายได้เติบโตทันกับภาระหนี้ โดยประเทศไทยยังเป็นประเทศที่น่าอยู่ น่าท่องเที่ยว และน่าลงทุนในระยะกลางถึงระยะยาว แต่นักลงทุนต่างชาติยังต้องการความชัดเจนเรื่องนโยบาย กฎระเบียบ หรือ Regulations และยุทธศาสตร์การเติบโตในระยะยาว
ทั้งนี้ รูปแบบการลงทุนได้เปลี่ยนไปแล้ว จากเดิมที่เน้นซื้อเพื่อขายทำกำไร หรือ Capital Gain มาเป็นการลงทุนผ่านกองทุนอสังหาริมทรัพย์ หรือ REITs ซึ่งช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้ผู้พัฒนาโครงการ และสร้างกระแสเงินสดหรือเงินปันผลสม่ำเสมอให้กับนักลงทุน เช่น ผู้เกษียณอายุ หรือบริษัทประกัน ในอัตราตอบแทนที่สูงกว่าการฝากธนาคาร
สินทรัพย์ที่เน้นลงทุนส่วนใหญ่เป็นประเภท Community Mall, Retail และโครงการ Mixed-use ในทำเลชุมชนที่ตอบโจทย์การใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน หรือ Everyday Spending ขณะเดียวกัน พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปสู่ Experience Economy ซื้อของผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น แต่ออกมาศูนย์การค้าเพื่อแสวงหาประสบการณ์ใหม่ๆ หรือ Offline Experience เช่น คลินิก Wellness, ศูนย์กีฬา, อาหารและเครื่องดื่มแบรนด์ใหม่
ดังนั้น สิ่งที่เร่งด่วนที่สุดคือการเพิ่ม Productivity ในทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อให้คนทำงานสร้าง Value ได้มากขึ้น และชดเชยจำนวนประชากรวัยทำงานที่ลดลงอย่างยั่งยืน
ปัญหาใหญ่เศรษฐกิจไทยอยู่ที่ “คนขับเคลื่อน”
ผศ.ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า อสังหาริมทรัพย์เป็นอุตสาหกรรมสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แต่หลายปีที่ผ่านมาเผชิญปัจจัยรุมเร้า ทั้งกำลังซื้อที่อ่อนแอ พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป และปัญหาหนี้สิน
ดังนั้น เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันกำลังเคลื่อนตัวไปเรื่อยๆ โดยไม่มีการเหยียบคันเร่งที่รุนแรง เหมือน “รถยนต์” และประชากรเหมือน “คนขับรถ” โดยชี้ว่าปัญหาใหญ่ที่สุดไม่ได้อยู่ที่ตัวเครื่องจักรหรือรถยนต์ แต่อยู่ที่ตัวคนขับ หากเอารถสปอร์ตอย่างปอร์เช่มาให้คนที่ขับไม่เก่งหรือมีอายุมากขับ รถก็ไม่สามารถวิ่งได้เต็มศักยภาพ
“อยากเสนอเรื่องข้อมูลโครงสร้างประชากรไทย ว่า ปัจจุบัน 1 ใน 4 ของประชากรเป็นผู้สูงอายุ และในอีก 15 ปีข้างหน้า จะเพิ่มขึ้นเป็น 1 ใน 3 คนขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยยังมีภาระหนี้ครัวเรือนติดตัว รวมถึงมีปัญหาด้านระดับการศึกษา ซึ่งอัตราการเกิดของเด็กใหม่ลดลงอย่างน่ากังวล แต่ยังไม่เห็นนโยบายภาครัฐที่เข้ามาแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจัง เมื่อเทียบกับประเทศอย่างสิงคโปร์ที่มีนโยบายแจกเงิน แจกบ้าน และสนับสนุนการศึกษาเมื่อมีบุตร”
ปัญหานี้ส่งผลกระทบยาวนาน แก้ไขยาก และจะส่งผลเสียต่อฐานภาษีในอนาคต รวมถึงทำให้นโยบายการเมืองถูกเบี่ยงเบนไปเอาใจกลุ่มผู้สูงอายุเพื่อผลประโยชน์ทางการเลือกตั้ง
แก้หนี้ต้องเพิ่มรายได้ พร้อมสร้าง Supply Chain ไทย
ผศ.ดร.เกษรา กล่าวว่า ในประเด็นเรื่องหนี้ครัวเรือน การประนอมหนี้หรือการลดหนี้ เช่น คลินิกแก้หนี้ เป็นเพียงการแก้ปัญหาชั่วคราว สิ่งสำคัญกว่าคือการทำให้รายได้เพิ่มขึ้นมาทวีคูณให้ทันกับหนี้ เรื่องนี้อยากเสนอแนะเชิงนโยบายด้านพลังงานสะอาดว่า ปัจจุบันรัฐบาลส่งเสริมให้คนซื้อติดตั้งโซลาร์เซลล์ แต่ฝั่ง Supply Chain ผู้ประกอบการยังต้องทำ LC สั่งซื้ออุปกรณ์จากต่างประเทศเป็นหลัก ทำให้เงินหมุนเวียนออกนอกประเทศ และอยากให้รัฐบาลส่งเสริม Supply Chain โซลาร์เซลล์ภายในประเทศไทย เพื่อให้เกิดการหมุนเวียนเงินในระบบเศรษฐกิจไทยมากขึ้น
สำหรับเสนา ดีเวลลอปเม้นท์ ท่ามกลางปัญหากำลังซื้ออ่อนแอและยอดปฏิเสธสินเชื่อ หรือ Reject Rate ที่สูง ได้ด้เปลี่ยนนิยามธุรกิจจากการเป็น “คนขายบ้าน” มาเป็น “ผู้ให้บริการด้านที่อยู่อาศัย” (Housing Service Provider) เพื่อตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ที่ไม่ต้องการผูกพันกับภาระการกู้เงิน 30 ปี โดยมองว่าที่อยู่อาศัยต้องช่วยลด “ต้นทุนในการใช้ชีวิต” (Cost of Living) เช่น การติดโซลาร์เซลล์ช่วยลดค่าไฟ การมี EV Charger และการจัด Shuttle Bus พร้อมระบบ GPS เชื่อมต่อสถานีรถไฟฟ้า
พร้อมพัฒนาโมเดลทางเลือกการอยู่อาศัย 4 รูปแบบ หรือ 4 Business Models ได้แก่
- ซื้อขาดปกติ (Standard Sale) สำหรับลูกค้าที่มีความพร้อม
- เช่าออม (Rent to Own) ค่าเช่าจะถูกนำไปสะสมเป็นเงินต้น หรือ Equity Credit ช่วยลดวงเงินที่ต้องกู้แบงก์เมื่อพร้อมซื้อ
- ลองอยู่ก่อน (Next Model) สำหรับคนที่ต้องการทดลองอยู่อาศัยในทำเลนั้นๆ ก่อนตัดสินใจ
- เช่าปกติ (R-Next) สัญญาเช่าระยะสั้น เช่น 6 เดือน ยืดหยุ่นเหมือนหอพัก
นอกจากนี้ สิ่งที่เร่งด่วนที่สุดเฉพาะหน้าคือการรับมือและป้องกัน “ปัญหาน้ำท่วม” เพราะหากเกิดวิกฤตน้ำท่วม แผนงานและแผนการพัฒนาเศรษฐกิจทั้งหมดที่เตรียมไว้จะเสียหายและหายไปทันที
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/670977&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw05NDdXwOhUHmakkph8MPc9

