นับเป็นบททดสอบสำคัญ ที่สร้างแรงกระแทกต่อระบบเศรษฐกิจไทยอีกครั้ง โดยเฉพาะพื้นที่กรุงเทพมหานคร ปริมณฑลและจังหวัดใกล้เคียง แม้ว่าภาพรวมเวลานี้ยังไม่สามารถประเมินมูลค่าความเสียหายเป็นตัวเลข ที่เบ็ดเสร็จเด็ดขาดได้ เนื่องจากวิกฤตยังไม่ยุติ แต่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกมาส่งสัญญาณเตือนถึงร่องรอยผลกระทบ ที่เริ่มปรากฏชัดเจนขึ้นบางภาคส่วน

หากเจาะลึกถึงภาคเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบมากสุดขณะนี้ หนีไม่พ้น “ภาคบริการ” อันประกอบด้วยธุรกิจขนส่งสินค้าการกระจายสินค้า ตลอดจนร้านค้าปลีกและค้าส่งทั่วประเทศ 

รวมถึงพื้นที่โครงการก่อสร้างต่าง ๆ ที่ต้องหยุดชะงักชั่วคราว ส่วนของภาคการท่องเที่ยว ยังได้รับผลกระทบในวงจำกัด และภาคการผลิตหรือโรงงานอุตสาหกรรม ยังไม่พบความเสียหายใหญ่

อย่างไรก็ตามความยืดเยื้อของสถานการณ์น้ำท่วม อาจเพิ่มความเสี่ยงทำให้ตัวเลขความเสียหายต่อ GDP ขยับสูงกว่ากรอบประเมินเบื้องต้น ที่เคยคาดการณ์ไว้ประมาณ 0.03-0.1% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประเทศ

นอกจากความเสียหายทางธุรกิจแล้ว ปัญหาที่ตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ คือ “ภาระหนี้สินครัวเรือน” ที่มีแนวโน้มขยับตัวสูงขึ้นช่วงน้ำท่วม ประชาชนจำเป็นต้องบริโภคและกักตุนสินค้ามากขึ้น และเมื่อสถานการณ์คลี่คลายเข้าสู่ช่วงน้ำลดภาระค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมบ้านเรือนและที่อยู่อาศัย จะกลายเป็นอีกหนึ่งโจทย์ใหญ่ที่สร้างแรงกดดันต่อประชาชน

เรื่องนี้ธปท.จึงต้องเร่งประสานมือกับสถาบันการเงินรวม 16 แห่ง ทั้งธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ เพื่อผลักดันมาตรการช่วยเหลือเยียวยาอย่างเร่งด่วน ไม่ว่าจะเป็นการพักชำระหนี้ ลดเงินค่างวด ขยายเวลาชำระ รวมถึงการเติมสภาพคล่องผ่านสินเชื่อฉุกเฉินและสิน เชื่อ SMEs

ทว่า..ท่ามกลางมรสุมอุทกภัย ที่กำลังท้าทายเสถียรภาพภายในประเทศ มีวาระสำคัญระดับนานาชาติที่ประเทศไทยต้องเป็นเจ้าภาพ

นั่นคือการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการ IMF และ World Bank Group 2026 ที่มีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12-18 ต.ค. 69 หลายฝ่ายย่อมมีความกังวลว่า วิกฤตน้ำท่วมจะลุกลามกระทบภาพลักษณ์ หรือสร้างอุปสรรคต่อการเดินทางของผู้เข้าร่วมประชุมจากทั่วโลกหรือไม่

อย่างไรก็ตามธปท.ยืนยันความพร้อมและจัดทำแผนฉุกเฉินรองรับ โดยประเมินร่วมกันแล้วว่าพื้นที่กรุงเทพ ชั้นในโดยเฉพาะจุดจัดประชุมและรัศมีโดยรอบระยะ 5 กิโลเมตร หากมีการบริหารจัดการน้ำเหนือและควบคุมปริมาณฝนได้ดีจะไม่ส่งผลกระทบต่อการจัดงานมหกรรมระดับโลกครั้งนี้อย่างแน่นอน

นี่จึงเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงศักยภาพการบริหารจัดการวิกฤตของไทย ที่ต้องประคับประคองเศรษฐกิจภายใน เพื่อให้ผ่านพ้นช่วงเวลานี้ไปให้ได้พร้อม ๆ กับการสร้างความเชื่อมั่นในเวทีสากลโลก..!!