• Thu. Oct 1st, 2026

“ปกรณ์” ชูปฏิรูปรัฐ เปลี่ยนจาก “ผู้ควบคุม” สู่ “ผู้อำนวยความสะดวก”

“ปกรณ์”-ชูปฏิรูปรัฐ-เปลี่ยนจาก-“ผู้ควบคุม”-สู่-“ผู้อำนวยความสะดวก”“ปกรณ์” ชูปฏิรูปรัฐ เปลี่ยนจาก “ผู้ควบคุม” สู่ “ผู้อำนวยความสะดวก”

นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวในงานเสวนาหัวข้อ “ประเทศไทยในโลกที่ไม่เหมือนเดิม : เปลี่ยนอย่างไรให้ไปต่อ” ในหัวข้อ “ปฏิรูปภาครัฐ ปลดล็อกประเทศไทยให้ไปต่อ” โดยระบุว่า การจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 จำเป็นต้องเริ่มจากการทำให้ทุกภาคส่วนเห็นภาพเดียวกันก่อนว่า ประเทศไทยและโลกกำลังอยู่ในสถานการณ์ใด และต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง

สภาพัฒน์
นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี

นายปกรณ์กล่าวว่า การจัดทำแผนของภาครัฐเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก เพราะต้องรับฟังความคิดเห็นจากทั่วประเทศและจากคนทุกกลุ่ม จึงต้องอาศัยข้อมูลและมองการเปลี่ยนแปลงของโลกในมุมของพัฒนาการที่ผ่านมา เพื่อประเมินว่าโลกกำลังเปลี่ยนไปอย่างไร และแนวโน้มในอนาคตจะเป็นอย่างไร

ที่ผ่านมาโลกเปลี่ยนแปลงค่อนข้างช้า ทำให้การดำเนินนโยบายต่างๆ อาจไม่ได้ให้ความสำคัญกับปัจจัยภายนอกมากนัก แต่ปัจจุบันระยะเวลาของการเปลี่ยนแปลงสั้นลงเรื่อยๆ ขณะที่คนไทยยังมีความเข้าใจเกี่ยวกับความเปลี่ยนแปลงของโลกภายนอกไม่มากนัก

หนึ่งในตัวอย่างคือ องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD ซึ่งจัดตั้งมาตั้งแต่ปี 1961 แต่จากผลสำรวจล่าสุดพบว่า คนไทยจำนวนมากยังไม่รู้จัก OECD และไม่ทราบว่าองค์กรดังกล่าวทำหน้าที่อะไร สะท้อนว่าไทยยังมี exposure หรือความเข้าใจต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกภายนอกค่อนข้างน้อย

8 ความท้าทายที่ไทยต้องรับมือ

นายปกรณ์กล่าวว่า ความท้าทายที่ทั่วโลกกำลังเผชิญและไทยต้องนำมาพิจารณาในการจัดทำแผน ได้แก่

1. Technology advancement เทคโนโลยีที่ก้าวหน้าและทำให้พฤติกรรมของคนเปลี่ยนไป
2. Behavioral change การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของประชาชน ซึ่งส่งผลต่อทั้งเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และวัฒนธรรม
3. Climate change การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
4. Natural disaster ภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นบ่อยและรุนแรงขึ้น
5. Geopolitics ความขัดแย้งและการเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งส่งผลต่อเศรษฐกิจโลก
6. Geo-economic การเปลี่ยนแปลงด้านเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกับภูมิรัฐศาสตร์
7. Aged society สังคมสูงวัย ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญสำหรับประเทศไทย
8. ความไม่เท่าเทียม ซึ่งเป็นผลกระทบที่ตามมาจากการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ

โดยเฉพาะเรื่อง Behavioral change หรือ การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม นายปกรณ์มองว่าเป็นประเด็นที่ยังถูกพูดถึงน้อย โดยเฉพาะในมิติทางสังคม ขณะที่การพูดถึงการเปลี่ยนแปลงส่วนใหญ่ยังเน้นไปที่เศรษฐกิจ ดังนั้น แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 จะต้องสร้างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจกับสังคมให้ได้

เปลี่ยนบทบาทรัฐ จาก “Controller” เป็น “Facilitator”

สำหรับการปฏิรูปภาครัฐ นายปกรณ์กล่าวว่า สิ่งสำคัญคือการปรับโครงสร้างของรัฐ เพราะที่ผ่านมาไทยเป็นรัฐที่มีบทบาทควบคุมมาตั้งแต่เดิม โดยมีกฎหมายที่กำหนดเรื่องการอนุมัติและอนุญาตในหลายด้าน

แต่เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไป ระบบดังกล่าวอาจไม่สอดคล้องกับบริบทปัจจุบัน รัฐบาลจึงต้องการเปลี่ยนบทบาทจาก Controller หรือผู้ควบคุม เป็น Facilitator หรือผู้อำนวยความสะดวก เพื่อให้ทุกภาคส่วนสามารถดำเนินกิจกรรมต่างๆ ได้ง่ายขึ้น

เป้าหมายสำคัญคือการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน หรือ Enhance competitiveness ให้กับประเทศไทยในทุกระดับ

ขณะเดียวกัน การปรับโครงสร้างภาครัฐไม่ใช่เพียงการลดขนาด หรือ Downsizing แต่ต้องเป็น Rightsizing คือมีขนาดและโครงสร้างที่เหมาะสม เพื่อให้เกิด Value for money และทำให้ภาครัฐมีประสิทธิภาพมากขึ้นโดยใช้งบประมาณอย่างเหมาะสม

ปัจจุบันงบประมาณประมาณ 70–73% เป็นงบประจำ หากสามารถลดสัดส่วนดังกล่าวได้ด้วยการนำเทคโนโลยีหรือวิธีการใหม่ๆ มาใช้ในการบริหารราชการและให้บริการประชาชน ก็จะสามารถนำงบประมาณบางส่วนไปใช้ในด้านอื่นที่จำเป็นได้มากขึ้น

รื้อกระบวนการทำงาน ใช้ Digital Government

นายปกรณ์กล่าวต่อว่า การปรับโครงสร้างต้องเดินควบคู่กับ Work redesign และ Work process redesign โดยนำ Digital Government และ Open Government เข้ามาใช้

การเปิดเผยข้อมูลจะช่วยป้องกันการทุจริต ขณะที่ Digital Service จะช่วยให้การให้บริการประชาชนรวดเร็ว ตรงไปตรงมา มีประสิทธิภาพ และโปร่งใสมากขึ้น ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการปฏิรูปภาครัฐให้สามารถปรับตัวตามเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป

ส่วนบุคลากรภาครัฐต้องมีทั้ง Skill set และ Mindset ที่เหมาะสม และเมื่อปรับโครงสร้างเป็น Rightsizing แล้ว จะนำไปสู่การปรับระบบสวัสดิการ วิธีการจ้าง และค่าตอบแทนให้มีความเป็น Market-oriented มากขึ้น

กฎหมายไทยต้องทันโลก

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือการปรับปรุงกฎหมาย นายปกรณ์กล่าวว่า ระบบกฎหมายไทยเปลี่ยนแปลงค่อนข้างช้า และยังไม่ทันสมัยเมื่อเทียบกับการเปลี่ยนแปลงของโลก

ในต่างประเทศ ระบบกฎหมายพัฒนาจาก Control system ไปสู่ Deregulation, Better regulation และ Better regulation for better life โดยมีเป้าหมายไปถึงเรื่อง Well-being ของประชาชน

ขณะที่กฎหมายไทย เมื่อออกมาในช่วงเวลาหนึ่งอาจทันสมัยกับสถานการณ์ในขณะนั้น แต่เมื่อเวลาผ่านไปและโลกเปลี่ยนเร็วขึ้น กฎหมายก็อาจไม่ทันสมัย การใช้เพียงการตีความกฎหมายจึงอาจไม่เพียงพอ และจำเป็นต้องแก้ไขกฎหมายให้สอดคล้องกับสถานการณ์

นายปกรณ์ยกตัวอย่างว่า “นางฟ้าอยู่ในหลักการ ซาตานอยู่ในรายละเอียด” โดย พ.ร.บ. อาจมีหลักการที่ดี แต่รายละเอียดจำนวนมากจะอยู่ในกฎกระทรวง ซึ่งกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขต่างๆ

ดังนั้น นโยบายรัฐบาลด้านกฎหมายที่สำคัญคือการ Review กฎหมายลำดับรองประมาณ 7,600 ฉบับ เพื่อปรับให้ทันสมัย รวมถึงนำ Digital Technology มาใช้ในการให้บริการประชาชน

นายปกรณ์มองว่า ตัวชี้วัดสำคัญของการเพิ่มประสิทธิภาพราชการในอนาคต คือ Work process redesign และการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการให้บริการ โดยมีเป้าหมายทั้ง Effectiveness, Efficiency และ Efficacy หรือการทำงานให้เกิดผล มีประสิทธิภาพ และตรงเป้าหมาย

ขณะเดียวกัน การออกกฎหมายไม่ควรเกิดจากการต้องการมีกฎหมายเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีการคิดวิเคราะห์และทำ Regulatory Impact Assessment (RIA) เพื่อประเมินผลกระทบอย่างต่อเนื่อง ให้กฎหมายมีความทันสมัยและมีเหตุผลรองรับสำหรับทุกภาคส่วน

OECD กับการยกระดับมาตรฐานประเทศไทย

นายปกรณ์กล่าวว่า Stakeholder participation หรือการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เป็นหนึ่งในข้อกำหนดสำคัญของการเป็นสมาชิก OECD

เหตุผลที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการเข้าเป็นสมาชิก OECD ไม่ใช่เพียงเรื่องการเป็นสมาชิกองค์กรระหว่างประเทศ แต่เป็นการใช้มาตรฐานของ OECD เป็นกรอบในการปรับโครงสร้างประเทศ

ปัจจุบันไทยต้องปฏิบัติตาม Legal instruments ประมาณ 250 รายการ และรัฐบาลได้พัฒนาระบบ AI แบบ Agentic AI ชื่อ TH2OECD เพื่อช่วยประเมินข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับการดำเนินการตามเกณฑ์ดังกล่าว

นายปกรณ์อธิบายว่า หากไทยสามารถยกระดับมาตรฐานให้สอดคล้องกับ OECD ได้ ทั้งโครงสร้าง ระบบภาษี ระบบการคลัง ระบบสวัสดิการสังคม และระบบการค้าจะเข้าสู่มาตรฐานที่ได้รับการยอมรับในกลุ่มประเทศสมาชิก 38 ประเทศ

สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือการสร้าง Trust ระหว่างไทยกับประเทศสมาชิก เพราะต่างฝ่ายต่างมั่นใจว่าอยู่ภายใต้มาตรฐานในระดับใกล้เคียงกัน ซึ่งจะช่วยให้การค้าระหว่างประเทศทำได้ง่ายขึ้น

นี่เป็นเหตุผลที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการผลักดันไทยเข้าเป็นสมาชิก OECD เพราะเป้าหมายสำคัญคือการปรับโครงสร้างประเทศให้มีมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล

“Rule of Law” ต้องเกิดขึ้นจริง ไม่ใช่แค่ในตัวบท

นายปกรณ์ยังเน้นย้ำว่า Rule of Law หรือหลักนิติธรรม เป็นเรื่องสำคัญที่สุด โดยเฉพาะในระบบการค้าและการลงทุน เพราะไม่มีใครต้องการนำเงินมาลงทุนในประเทศที่หลักนิติธรรมไม่เข้มแข็ง

ดังนั้น สิ่งที่สำคัญไม่ใช่เพียงการมีหลักนิติธรรมอยู่ในตัวบท หรือ Rule of Law in letter แต่ต้องเป็น Rule of Law in practice คือสามารถเกิดขึ้นและบังคับใช้ได้จริง

ต้องบาลานซ์เศรษฐกิจกับสังคม

ช่วงท้าย นายปกรณ์ฝากประเด็นสำคัญว่า การพัฒนาประเทศต้องสร้างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจกับสังคม โดยยึดหลัก การพัฒนาอย่างยั่งยืน

หากมองแบบ People Centric จะต้องให้ความสำคัญกับ Well-being ของประชาชน และมองทุกเรื่องอย่างเป็นองค์รวม หรือ Holistically ซึ่งจะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ดีและช่วยสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ หรือ Trust

ทั้ง Trust ระหว่างประชาชนกับประชาชน, ประชาชนกับภาคธุรกิจ, ธุรกิจกับธุรกิจ, ธุรกิจกับภาครัฐ รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับรัฐ

นายปกรณ์ย้ำว่า การพัฒนาประเทศจึงต้องรักษาสมดุล ไม่มุ่งเน้นเรื่องใดเรื่องหนึ่งมากเกินไป และมีหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืนเป็นศูนย์กลาง

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/284434&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2SBtfQqGI1zdBYYltc921w