เมื่อวันที่ 26 ก.ย.69 ศ.ดร.สุชาติ ธาดาธำรงเวช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และอดีตรมว.คลัง กล่าวถึงความเคลื่อนไหวของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ (Yield) ว่า 1.การพุ่งขึ้นของอัตราผลตอบแทน(Yield) พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ขึ้นถึง 5.188% ซึ่งเป็นจุดสูงสุดใหม่นับตั้งแต่ปี 2007 เป็นสัญญาณที่โลกควรจับตามองอย่างยิ่ง ในทางการเงิน ราคาพันธบัตรกับผลตอบแทนเคลื่อนไหวสวนทางกัน เมื่อราคาพันธบัตรลดลง Yield จะสูงขึ้น การที่ Yield ระยะยาวของสหรัฐฯเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จึงสะท้อนว่า นักลงทุนและประเทศต่างๆ เริ่มไม่มั่นใจว่ารัฐบาลสหรัฐฯ จะรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจได้หรือไม่ จึงมีการขายพันธบัตรสหรัฐฯ ออกมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ราคาพันธบัตรลดลง ผลตอบ แทนจึงสูงขึ้น
2.เมื่อวันที่ 23 ก.ย.69 อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี พุ่งขึ้นสู่ระดับสูงที่สุดนับตั้งแต่ปีค.ศ.2007 และข้ามระดับ 5% ขณะที่นักลง ทุนในตลาดเริ่มตั้งคำถามว่า Yield อาจขึ้นไปถึง 6% ได้หรือไม่ ตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯมีขนาดประมาณ 29 ล้านล้านดอลลาร์ ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงของ Yield ในตลาดนี้ย่อมส่งผลต่อระบบการเงินทั่วโลก ไม่ใช่เฉพาะสหรัฐฯเท่านั้น

3.ปัญหาใหญ่ของสหรัฐฯ คือ ฐานะการคลังของประเทศ ซึ่งขาดดุลงบประมาณมากอย่างต่อเนื่อง หนี้เพิ่มขึ้นเร็ว และภาระดอกเบี้ยสูงขึ้นเรื่อยๆ การขาดดุลมาก → ต้องออกพันธบัตรเพิ่ม → หนี้เพิ่ม → Yield สูงขึ้น → ภาระดอกเบี้ยเพิ่ม→ ขาดดุลมากขึ้นอีก วงจรนี้จะกลายเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง หากรัฐบาลสหรัฐฯ ไม่สามารถควบคุมรายจ่ายและหนี้ได้
4.พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ เป็นเสาหลักของระบบการเงินโลกมานาน ธนาคารกลาง กองทุน และสถาบันการเงินทั่วโลกถือพันธบัตรสหรัฐฯเป็นสินทรัพย์สำรอง ขณะที่เงินดอลลาร์เป็นเงินสำรองหลักของโลก โดยสิ่งที่ค้ำจุนสถานะดังกล่าว ก็คือ “ความเชื่อมั่น”
5.หากวันหนึ่ง ประเทศและนักลงทุน ไม่มั่นใจในวินัยการคลังของสหรัฐฯ รัฐบาลสหรัฐฯก็ต้องให้ Yield สูงขึ้นไปเรื่อยๆ ต้นทุนดอกเบี้ยจะกระจายไปทั้งระบบ ตั้งแต่สินเชื่อบ้าน สินเชื่อธุรกิจ ไปจนถึงต้นทุนการลงทุน
6.ประวัติศาสตร์แสดงให้เห็นว่า ไม่มีมหาอำนาจใดเป็นผู้นำโลกตลอดไป อังกฤษเคยเป็นศูนย์กลางการเงินของโลก เงินปอนด์เคยมีบทบาทที่เงินดอลลาร์มีอยู่ในปัจจุบัน ก่อนที่อำนาจทางเศรษฐกิจจะค่อยๆ เคลื่อนไปยังสหรัฐฯ
7.ตนจึงมองว่า การพุ่งขึ้นของ Yield ของพันธบัตร 10 ปี ของรัฐบาลสหรัฐฯ อาจไม่ได้เป็นเพียงความผันผวนของตลาด แต่อาจเป็นสัญญาณเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงอำนาจเศรษฐกิจโลก หากรัฐบาลสหรัฐฯ ยังไม่จริงจัง ที่จะควบคุมหนี้, การขาดดุลการคลัง และภาระดอกเบี้ยที่มากขึ้น จุดจบของการเป็นผู้นำเศรษฐกิจโลกก็อาจมาเร็วกว่าที่หลายคนคิด
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6224134/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3HQGl8cyBkexgqW2O6rfrW

