แม้ไม่มีบิ๊กดีล ไม่มีชัยชนะครั้งประวัติศาสตร์ แต่การขยายเวลาพักรบทางการค้าออกไปอีก 2 เดือน ทำให้สิ่งสำคัญที่ ‘สี จิ้นผิง’ อาจได้กลับจากทรัมป์คือ ‘เวลาอันล้ำค่า’ ทั้งเวลาแก้วิกฤติในบ้าน ลดการพึ่งพาสหรัฐ และเสริมภูมิคุ้มกันเศรษฐกิจจีน ก่อนศึกมหาอำนาจจะกลับมาร้อนแรงขึ้นอีกครั้ง
แม้ไม่มีบิ๊กดีล ไม่มีชัยชนะครั้งประวัติศาสตร์ แต่การขยายเวลาพักรบทางการค้าออกไปอีก 2 เดือน ทำให้สิ่งสำคัญที่ ‘สี จิ้นผิง’ อาจได้กลับจากทรัมป์คือ ‘เวลาอันล้ำค่า’ ทั้งเวลาแก้วิกฤติในบ้าน ลดการพึ่งพาสหรัฐ และเสริมภูมิคุ้มกันเศรษฐกิจจีน ก่อนศึกมหาอำนาจจะกลับมาร้อนแรงขึ้นอีกครั้ง
สำหรับจีนและประธานาธิบดี “สี จิ้นผิง” ผลลัพธ์สำคัญที่สุดจากการประชุมสุดยอดกับประธานาธิบดี “โดนัลด์ ทรัมป์” ที่กรุงวอชิงตัน อาจไม่ใช่ข้อตกลงการค้าครั้งใหญ่ แต่เป็นสิ่งที่เรียบง่ายกว่านั้น นั่นคือ “เวลา”
“เวลา” ที่จีนจะใช้รับมือกับวิกฤติอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งกัดกินความมั่งคั่งของประชาชนหลายสิบล้านครัวเรือน “เวลา” ที่จะจัดการปัญหาการเงินของรัฐบาลท้องถิ่น หลังรายได้จากการขายสิทธิการใช้ที่ดินทรุดตัว และ “เวลา” ที่จะลดการพึ่งพาสหรัฐและประเทศอุตสาหกรรมอื่นๆ เพิ่มอีก
ที่สำคัญ จีนยังต้องการสภาพแวดล้อมระหว่างประเทศที่มีเสถียรภาพ ก่อนการประชุมสมัชชาใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีนในปีหน้า ซึ่งจะมีการจัดวางผู้นำระดับสูงและกำหนดทิศทางนโยบายสำคัญของประเทศ
สถานการณ์เช่นนี้ แตกต่างจากช่วงแรกที่ทรัมป์กลับเข้าสู่ทำเนียบขาวอย่างมาก เพราะในเวลานั้น สหรัฐเปิดฉากกดดันจีนอย่างหนัก ทั้งการขึ้นภาษีนำเข้าจากจีนสูงถึง 145% ในช่วงหนึ่ง และเพิ่มข้อจำกัดด้านการค้าเทคโนโลยี
แต่ความขัดแย้งไม่ได้ดำเนินไปในทิศทางที่ปักกิ่งหวั่นเกรง
คีธ แบรดเชอร์ แห่งเดอะนิวยอร์กไทมส์ประจำกรุงปักกิ่งและเป็นผู้เขียนหนังสือ “The Race for Rare Earths” ชี้ว่า จีนกำลังแสดงให้เห็นว่าตัวเองมี “อาวุธทางเศรษฐกิจ” เช่นกัน โดยเฉพาะการครอง “ห่วงโซ่อุปทานแร่หายากและแม่เหล็ก” ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญต่ออุตสาหกรรมรถยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และอาวุธ
หลังจีน “จำกัดการส่งออกแร่หายาก” ไปยังสหรัฐ วอชิงตันก็ผ่อนมาตรการบางส่วน ภาษีลดลงจากระดับสูงสุด ข้อจำกัดการส่งออกบางอย่างถูกผ่อนคลาย และทั้งสองฝ่ายหันมาเจรจาข้อตกลงพักรบทางการค้าชั่วคราวหลายรอบ
การแข่งขันระหว่างสองมหาอำนาจยังไม่หายไป โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตอย่าง AI และหุ่นยนต์ แต่แรงปะทะได้ลดลงจากช่วงแรก ขณะที่จีนพิสูจน์ให้เห็นว่าสามารถสร้างต้นทุนทางเศรษฐกิจให้สหรัฐได้เช่นกัน
ช่วงเวลาที่ความตึงเครียดลดลง ยังเปิดโอกาสให้ปักกิ่งเดินหน้าสร้างเศรษฐกิจที่พึ่งพาตัวเองมากขึ้น จีนใช้เวลาหลายปีลดการนำเข้าเทคโนโลยีสำคัญ พร้อมสร้างฐานการผลิตภายในประเทศ จนกลายเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ในหลายอุตสาหกรรม ตั้งแต่แบตเตอรี่ แผงโซลาร์เซลล์ อุปกรณ์โทรคมนาคม ไปจนถึงรถยนต์ไฟฟ้า
ในด้านพลังงาน การลงทุนมหาศาลใน EV พลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์ และโครงข่ายไฟฟ้า ยังช่วยลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลจากต่างประเทศ ทำให้เศรษฐกิจจีนรับมือกับความผันผวนของราคาน้ำมันและความเสี่ยงด้านอุปทานได้ดีขึ้น
ขณะเดียวกัน ภาคส่งออกของจีนยังคงแข็งแกร่ง โดยจีนขยายตลาดไปยังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ลาตินอเมริกา และภูมิภาคอื่นๆ ช่วยลดการพึ่งพาตลาดสหรัฐโดยตรง ขณะที่เกินดุลการค้าของจีนในปีนี้มีแนวโน้มแตะหรือสูงกว่าสถิติราว 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ในปีก่อน
ล่าสุด สหรัฐและจีนตกลงขยายเวลาพักรบทางการค้าออกไปถึงวันที่ 10 มกราคม ทำให้ทั้งสองฝ่ายมีเวลาเจรจาต่อไปโดยยังไม่กลับเข้าสู่วงจรการขึ้นภาษีตอบโต้เต็มรูปแบบ
สำหรับสี ช่วงเวลานี้มีความสำคัญเป็นพิเศษ เพราะจีนยังเผชิญโจทย์หนักภายในประเทศ โดยเฉพาะ “วิกฤติอสังหาริมทรัพย์” ราคาบ้านที่ลดลงกระทบความมั่งคั่งของครัวเรือน ขณะที่รัฐบาลท้องถิ่นสูญเสียรายได้จากที่ดิน ส่งผลให้ผู้บริโภคลดการใช้จ่ายและเศรษฐกิจต้องพึ่งพาการส่งออกมากขึ้น
ดังนั้น หากการพบกับทรัมป์สามารถช่วยประคองความสัมพันธ์จีน-สหรัฐไม่ให้กลับไปเผชิญหน้ารุนแรงอีกครั้ง ปักกิ่งก็จะมีพื้นที่มากขึ้นในการจัดการปัญหาเหล่านี้
ท้ายที่สุด “ชัยชนะ” ที่สำคัญสำหรับสี อาจไม่ใช่การได้ข้อตกลงครั้งประวัติศาสตร์จากวอชิงตัน
แต่อาจเป็นเพียงการเดินออกจากโต๊ะเจรจาโดยไม่มีภาษีรอบใหม่ ไม่มีการเผชิญหน้าครั้งใหญ่ และได้ “เวลา” เพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อย
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1253679&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw22vcWCP_pF11b3siIA_3vy

