จับตา “ซูเปอร์เอลนีโญ” สัญญาณเตือนภัยที่อาจรุนแรงขึ้นเป็นลำดับ ประเทศไทยต้องเตรียมรับมือทั้งความแปรปรวนของฝน ภัยแล้ง อุณหภูมิสูง และผลกระทบต่อภาคเกษตร แหล่งน้ำ ระบบนิเวศทางทะเล และเศรษฐกิจ โดยไทม์ไลน์แบ่งสถานการณ์ออกเป็น 4 ระยะ ตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นของปรากฏการณ์ไปจนถึงระยะที่ผลกระทบสะสมรุนแรงที่สุด
ปรากฏการณ์เอลนีโญเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อสภาพอากาศในประเทศไทย โดยเฉพาะรูปแบบฝนและอุณหภูมิ ซึ่งความกังวลไม่ได้อยู่เพียงช่วงที่อากาศร้อนหรือฝนทิ้งช่วงเท่านั้น แต่คือการที่ผลกระทบอาจค่อย ๆ สะสมต่อเนื่อง หากไม่มีการบริหารจัดการและเตรียมความพร้อมตั้งแต่ระยะแรก
ข้อมูลในภาพสรุปไทม์ไลน์สถานการณ์เป็น 4 ระยะ จากจุดเริ่มต้นไปสู่จุดสูงสุดของความรุนแรง ดังนี้
ระยะที่ 1 มิถุนายน–กรกฎาคม 69 ช่วงเริ่มต้นของปรากฏการณ์ ในระยะแรก สภาพอากาศโดยรวมยังอาจอยู่ในเกณฑ์ใกล้เคียงปกติ แต่เริ่มมีสัญญาณความแปรปรวนมากขึ้น โดยบางช่วงอาจเกิดอากาศร้อนหรือฝนตกไม่สม่ำเสมอ เกษตรกรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงต้องเริ่มติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นในระยะต่อไป
ระยะที่ 2 สิงหาคม–ตุลาคม 69 ความรุนแรงระดับ 2 เข้าสู่ช่วงที่ฝนเริ่มทิ้งช่วงและมีปริมาณน้อยกว่าปกติ ขณะเดียวกันอุณหภูมิน้ำทะเลในบางพื้นที่มีแนวโน้มสูงขึ้น และสภาพอากาศแปรปรวนมากขึ้น ผลกระทบเริ่มชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะความเสี่ยงต่อภาคการเกษตรจากปริมาณน้ำที่ลดลง รวมถึงโอกาสเกิดสภาพอากาศร้อนและภัยแล้งในบางพื้นที่ หากฝนไม่ตกตามฤดูกาล ปริมาณน้ำต้นทุนสำหรับการเกษตรและการอุปโภคบริโภคจะเริ่มมีความสำคัญมากขึ้น
ระยะที่ 3 พฤศจิกายน 69–มกราคม 70 เข้าสู่ “ซูเปอร์เอลนีโญ” จุดสูงสุดของปรากฏการณ์ ระยะนี้ถือเป็นช่วงที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ เนื่องจากข้อมูลในภาพระบุว่าเป็นช่วงเข้าสู่ “ซูเปอร์เอลนีโญ” โดยอุณหภูมิของประเทศไทยมีแนวโน้มสูงกว่าปกติ ขณะที่ปริมาณฝนอาจลดลงมากขึ้น ผลที่ตามมาคือความเสี่ยงต่อ ความแห้งแล้ง การขาดแคลนน้ำ และผลผลิตทางการเกษตร ขณะเดียวกันสภาพอากาศที่ร้อนและแห้งยังอาจเพิ่มแรงกดดันต่อระบบนิเวศและภาคเศรษฐกิจที่ต้องพึ่งพาทรัพยากรน้ำ
ระยะที่ 4 กุมภาพันธ์–พฤษภาคม 70 ความรุนแรงเริ่มผ่อนลง แต่ผลกระทบสะสมรุนแรงที่สุด แม้ความรุนแรงของปรากฏการณ์จะเริ่มลดลง แต่ผลกระทบที่สะสมมาตลอดช่วงก่อนหน้านี้อาจยังคงปรากฏชัด โดยเฉพาะปัญหาการขาดแคลนน้ำและความเสียหายต่อภาคเกษตร
อีกประเด็นที่ต้องจับตาคือ ความร้อนจัด โดยภาพเตือนว่าอุณหภูมิความรู้สึกอาจพุ่งสูงถึงประมาณ 50 องศาเซลเซียสในบางสถานการณ์ ส่งผลต่อสุขภาพของประชาชน การใช้พลังงาน และกิจกรรมทางเศรษฐกิจ
นอกจากผลกระทบบนบกแล้ว ระบบนิเวศทางทะเลยังเป็นอีกพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะภาวะน้ำทะเลร้อนจัด ซึ่งอาจกระทบต่อ ปะการัง หญ้าทะเล การทำประมง และระบบนิเวศชายฝั่ง รวมถึงกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรทางทะเล
สาระสำคัญจากไทม์ไลน์ดังกล่าวจึงไม่ได้อยู่ที่การคาดการณ์ว่าอากาศจะร้อนหรือฝนจะน้อยเพียงใดเท่านั้น แต่ต้องมองเป็น ห่วงโซ่ผลกระทบ ตั้งแต่สภาพอากาศ → น้ำ → เกษตรกรรม → ทรัพยากรธรรมชาติ → ระบบนิเวศ → เศรษฐกิจ โดยเฉพาะภาคเกษตรจำเป็นต้องวางแผนเรื่องน้ำตั้งแต่เนิ่น ๆ ทั้งการสำรองน้ำ การปรับแผนการเพาะปลูก และการเลือกชนิดพืชให้เหมาะสมกับปริมาณน้ำที่มีอยู่ ขณะที่ภาครัฐต้องเตรียมมาตรการบริหารจัดการน้ำและช่วยเหลือพื้นที่เสี่ยงอย่างเป็นระบบ
บทเรียนสำคัญของ “ซูเปอร์เอลนีโญ” คือ วิกฤติอาจไม่ได้เกิดขึ้นในวันเดียว แต่ค่อย ๆ สะสมความรุนแรง หากรอให้ผลกระทบเกิดขึ้นแล้วจึงแก้ไข อาจสายเกินไป ดังนั้นการเตรียมพร้อมและบริหารจัดการตั้งแต่วันนี้ จึงเป็นหัวใจสำคัญในการลดความเสี่ยงและผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6219361/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1bzlz4XEqNNaK0WrUYY4zr

