ดร.สันติธาร เสถียรไทย ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง เปิดเผยในบทสัมภาษณ์พิเศษ ว่า การขับเคลื่อนประเทศไทยเพื่อเข้าเป็น สมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ถือเป็นวาระระดับประเทศ ซึ่งไม่เพียงช่วยยกระดับมาตรฐานภาคธุรกิจ แต่ยังเป็นโอกาสปฏิรูปกฎกติกาและสภาพแวดล้อมทางธุรกิจของไทย

ทั้งนี้ การเข้า OECD เปรียบเสมือนประเทศไทยกำลังตัดสินใจเรียนต่อหลักสูตรปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจ (MBA) เพื่อพัฒนาทักษะการเป็นผู้นำ การวางแผนกลยุทธ์ และการจัดการองค์กรในระดับสากล โดยไทยจะเริ่มพัฒนาและยกระดับมาตรฐานด้านต่าง ๆ ตั้งแต่ระหว่างกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก ไม่จำเป็นต้องรอจนถึงวันที่ได้รับการรับรอง

ขณะเดียวกัน กติกาภาษีโลกยุคใหม่ภายใต้กรอบ OECD ทำให้ประเทศต่าง ๆ ต้องเปลี่ยนจากการแข่งขันลดภาษี มาเป็นการแข่งขันด้วยคุณภาพและการสร้างมูลค่าเพิ่ม เนื่องจากที่ผ่านมา ประเทศกำลังพัฒนามักเสียเปรียบและถูกกดดันจากทุนข้ามชาติให้ลดหย่อนภาษีลงอย่างต่อเนื่อง

ดร.สันติธารกล่าวว่า กติกาดังกล่าวจะเป็น “หลังพิง” ให้ภาครัฐในการกำหนดนโยบายภาษีตามเกณฑ์สากล ขณะที่ผลการศึกษาทางเศรษฐศาสตร์ระบุว่า การลดภาษีเพียงอย่างเดียวไม่สามารถดึงดูดการลงทุนที่มีคุณภาพได้

“สิ่งที่กลุ่มทุนระดับโลกต้องการอย่างแท้จริง คือ กฎหมายที่โปร่งใส แรงงานที่มีทักษะสูง และโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อม เพื่อร่วมสร้างการเติบโตและพัฒนาห่วงโซ่อุปทานในประเทศระยะยาว” ดร.สันติธาร กล่าว

สำหรับศักยภาพในการดึงดูดเงินลงทุนต่างชาติ ไทยมีจุดแข็งจากการเป็นพื้นที่เชื่อมโยงที่ได้รับความไว้วางใจ หรือ “Trusted Connector” ท่ามกลางความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์โลก เนื่องจากมีห่วงโซ่อุปทานที่เชื่อถือได้ โครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อมโยงได้คล่องตัว และแรงงานฝีมือที่สั่งสมประสบการณ์จากการเป็นฐานการผลิตระดับโลก

ส่วนจุดอ่อนสำคัญที่ต้องเร่งแก้ไข คือ คุณภาพของกฎหมายและกฎระเบียบที่ยุ่งยากซับซ้อน หากไทยปรับปรุงให้ชัดเจนและสอดคล้องกับมาตรฐาน OECD จะช่วยลดต้นทุนแฝงในการประกอบธุรกิจ โดยไม่ต้องพึ่งพามาตรการจูงใจทางภาษีเช่นในอดีต

ในส่วนของผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) การปรับตัวสู่มาตรฐานสากลจะช่วยลดความไม่เป็นธรรมในการแข่งขันกับกลุ่มทุนสีเทา และช่วยรับมือสินค้านำเข้าราคาถูกที่ไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานแรงงานและสิ่งแวดล้อมอย่างเท่าเทียมกัน โดย OECD มีความยืดหยุ่นและคำนึงถึงข้อจำกัดของ SMEs

ผู้ประกอบการรายย่อยยังมีโอกาสเข้าถึงระบบการเงินที่มีคุณภาพและโปร่งใสมากขึ้น ได้รับความคุ้มครองจากการเอารัดเอาเปรียบ และมีเครื่องมือปรับตัวเพื่อเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy)

สำหรับประชาชนทั่วไป การยกระดับสู่มาตรฐาน OECD จะส่งผลเชิงบวกใน 3 ด้าน ได้แก่ 1. ประสิทธิภาพภาครัฐ การติดต่อขอใบอนุญาตต่าง ๆ จะโปร่งใส สะดวก และรวดเร็วขึ้น พร้อมเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัล 2. คุณภาพการศึกษาและทรัพยากรมนุษย์ ผ่านการสนับสนุนการพัฒนาทักษะเดิม (Upskill) และการเรียนรู้ทักษะใหม่ (Reskill) เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงจาก AI

และ 3. โอกาสการมีงานทำและอำนาจต่อรองในการจ้างงาน จากการเข้ามาของบริษัทข้ามชาติชั้นนำในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ซึ่งจะเพิ่มจำนวนนายจ้างที่มีคุณภาพและช่วยกระจายรายได้เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ โดยการเข้าเป็นสมาชิก OECD จะเป็นเครื่องหมายสร้างความเชื่อมั่น หรือ “OECD Stamp” ให้คนไทยและธุรกิจไทยก้าวสู่เวทีโลกได้อย่างยั่งยืน