
*** หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ “ลึก ตรงประเด็น เห็นโอกาส” ฉบับ 4,238 ระหว่างวันที่ 24-26 ก.ย. 2569 โดย…กาแฟขม
*** หนักหนาสาหัสเอาการกับ “เศรษฐกิจไทย” ยามนี้ ไม่รู้ว่า ลุงหนู อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ พี่เอก เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯควบรมว.คลัง จะนำทัพฝ่ากระแสเชี่ยวกรากไปอย่างไร กับปัจจัยภายนอกที่โหมกระหนํ่าเป็นระลอก กลิ่นอายความล่มสลายทางเศรษฐกิจ ที่กำลังโชยมาจากซีกโลกตะวันตก ผสมปนเปกับกลิ่นเขม่าควันปืนในสมรภูมิตะวันออกกลางที่ระอุขึ้นมาอีกระลอก
*** พายุลูกใหญ่จาก “เควิน วอร์ช” ทำเอาตลาดหุ้นทั่วโลกหนาวๆ ร้อนๆ เมื่อขึ้นมานำเป็นผู้ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ก็มีมติเอกฉันท์ ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% ขึ้นมาอยู่ที่กรอบ 3.75-4.00% เป็นการขึ้นครั้งแรก ในรอบกว่า 3 ปี เพื่อกระชากหน้ากากเงินเฟ้อ ที่ฝังรากลึก ทุบเอาเงินทุนทั่วโลกไหลบ่ากลับอเมริกา ลากดึงเงินบาทไทยให้อ่อนค่าลงไปอีก
*** ซํ้าร้าย สถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง ที่เคยคิดว่าจะเบาบาง พอหายใจหายคอ กลับถูกสาดนํ้ามันเข้ากองไฟจน “ระอุขึ้นมาอีกรอบ” ราคานํ้ามันดิบในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนน่ากลัวว่าจะเกิด Oil Shock รอบใหม่ รากหญ้ากระอัก มรสุมซัดคนหาเช้ากินคํ่า ผลกระทบจากดอกเบี้ยโลกและนํ้ามันแพง ไม่ใช่เรื่องไกลตัวของคนเดินดินกินข้าวแกงเลยสักนิด แต่มันคือ “เพชฌฆาตเงียบ” ที่กำลังบดขยี้ประชาชนคนรากหญ้าอย่างแสนสาหัส
*** ค่านํ้ามันพุ่ง-ค่าครองชีพทะยาน เมื่อนํ้ามันแพง ค่าขนส่งจะดันยกแผงสินค้าทุกชนิดให้ขึ้นราคาตาม ตั้งแต่ พริก มะนาว ยัน ข้าวสาร คนหาเช้ากินคํ่า ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายที่สูงลิ่ว สวนทางกับค่าแรงที่ยํ่าอยู่กับที่ หนี้ครัวเรือนบวมโต ดอกเบี้ยที่จ่อเป็นขาขึ้นตามเฟดตามมา จะซํ้าเติมคนมีหนี้ ทั้งหนี้บ้าน หนี้รถ หนี้บัตรเครดิต เงินที่เคยเหลือไปซื้ออาหารต้องเจียดมาจ่ายดอกเบี้ยที่แพงขึ้น จนแทบไม่เหลือเงินประทังชีวิตในแต่ละเดือนภาคธุรกิจกระเจิง
*** SMEs ร้านค้ารายย่อย ที่เปรียบเหมือนเส้นเลือดฝอยของระบบเศรษฐกิจ กำลังเผชิญศึกหนักรอบด้านจนแทบจะถอดใจ ต้นทุนการผลิตพุ่งพรวด ทั้งค่าไฟ (อาจประกาศรอบหน้าแบบตรึงๆ) ค่านํ้ามันขนส่ง และวัตถุดิบพาเหรดกันขึ้นราคา แต่ฝั่งผู้บริโภคไม่มีกำลังซื้อ ทำให้ร้านค้าไม่สามารถผลักภาระไปให้ลูกค้าได้ ต้องยอมเฉือนเนื้อตัวเอง กินทุนเก่าไปวันๆ วิกฤตสภาพคล่อง เงินบาทที่อ่อนค่าทำให้ต้นทุนนำเข้าเครื่องจักร หรือวัตถุดิบพุ่งสูง แถมการเข้าถึงสินเชื่อจากธนาคารก็ยากแสนยาก เพราะความเสี่ยงสูง ธุรกิจจำนวนมากกำลังเดินเข้าสู่ภาวะ “ขาดสภาพคล่อง” และ หลายรายอาจต้องปิดกิจการลงในไม่ช้า
*** รัฐบาลทำอย่างไร ครม. เมื่อวันที่ 22 ก.ย. 69 อนุมัติยื้อเวลา “ไทยช่วยไทยพลัส” ต่ออายุโครงการ ออกไปอีก 2 เดือน (ตุลาคม – พฤศจิกายน 2569) แจกวงเงินสมทบ 1,000 บาท ในเกณฑ์ 60/40 พร้อมเติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ถามว่าดีไหม เจียดเงินมาช่วยในยามข้าวยากหมากแพงแบบนี้ พ่อค้าแม่ขายในตลาดย่อมบอกว่า “ก็ยังดีกว่ามือเปล่า” แต่ต้องบอกว่า วันนี้มันไม่ใช่แค่ฝนตกปรอยๆ ที่จะเอาร่มกระดาษมารับมือ แต่เจอกับพายุทอร์นาโดลูกใหญ่ มาแจกทีละพันต่ออายุทีละเดือน 2 เดือน มันเป็นเพียงแค่ยาพาราเซตามอล ที่ช่วยบรรเทาอาการปวดหัวไข้ขึ้นได้ชั่วคราว
*** คราวนี้พอวงเงินหมด แต่ค่านํ้ามันยังแพงหูฉี่ ภาคธุรกิจที่สายป่านสั้น จะล้มพับไปอีกเท่าไหร่ รัฐบาลจะควักเอาเงินถังไหนมาแจกต่อ ในเมื่อเงินกู้แก้ไขวิกฤตพลังงานก็ร่อยหรอ การต่ออายุมาตรการประชานิยมทีละเดือน 2 เดือนทำให้คิดไปได้ว่า รัฐบาลเองก็ “หมดมุก” และไม่มีแผนรับมือวิกฤตเศรษฐกิจมหภาคในระยะยาว อย่างเป็นชิ้นเป็นอัน ปล่อยให้โครงสร้างต้นทุนและค่าครองชีพของประชาชนและผู้ประกอบการพังทลาย เพียงหวังแค่กระสุนเงินพันบาท จะช่วยยื้อลมหายใจคนรากหญ้าไปได้อีกเฮือก เอาไงดี…ประเทศไทย
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/columnist/than-society/669608&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3DFbTWCwhuQnAf7U6Y_FyO

