ทีมข่าว SEE TRUE ลงพื้นที่จริง เหตุป่วนใต้ 131 จุดใน 8 วัน ข้ามแดนถามอดีตแกนนำบีอาร์เอ็น ผ่าอำนาจรัฐ ทำลายเศรษฐกิจ เป้าหมายปกครองตนเอง
จากกรณีขบวนการปฏิวัติแห่งชาติมลายู หรือ บีอาร์เอ็น ได้ก่อเหตุรุนแรงทั่ว 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และ 4 อำเภอของสงขลา ช่วง 22-29 สิงหาคม 2569 มากถึง 92 เหตุการณ์ จำนวน 131 จุด ในระยะเวลาเพียง 8 วัน ซึ่งมีการวางระเบิดมากถึง 75 ลูก
ทีมข่าว SEE TRUE ไทยรัฐทีวี ได้ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด โดยเหตุการณ์ใหญ่ คือการวางระเบิดวางเพลิง อบต. 8 แห่ง เทศบาล 2 แห่ง วางระเบิดและวางเพลิงร้านเซเว่นอีเลฟเว่น 2 แห่ง วางเพลิงโรงงานแปรรูป อบไม้ยางพารา 1 แห่ง และวางระเบิดห้างโกลบอลเฮ้าส์ ปัตตานี
ที่ปัตตานี มี อบต.และเทศบาลถูกวางระเบิดและเผามากที่สุด 5 แห่ง ปัตตานี 4 แห่ง และยาลา 2 แห่ง มีร้านเซเว่นอีเลฟเว่น ในปัตตานี ถูกวางระเบิดและวางเพลิง 2 แห่ง โรงงานแปรรูปไม้ยางพาราในปัตตานี ถูกลอบวางเพลิง 1 แห่ง และห้างฯ โกลบอลเฮ้าส์ ถูกวางระเบิด 5 ลูก ระเบิดทำงาน 4 ลูก เก็บกู้ได้ 1 ลูก
ทีมข่าว SEE TRUE ไทยรัฐทีวี ได้เดินทางข้ามแดน เพื่อพูดคุยกับ อุซตาซฮรน อิสเหาะ อดีตแกนนำอาวุโสขบวนการบีอาร์เอ็น ซึ่งเคยเป็นกัสหรือผู้ว่าราชการจังหวัดของบีอาร์เอ็น เขตจังหวัดนราธิวาส
เมื่อถามถึงการก่อเหตุร้อยกว่าจุดว่าเป็นฝีมือใคร เขาไม่ตอบตรงๆ เพราะมีกฎ “ทำไม่รับ ไม่ทำไม่ปฏิเสธ” จึงต้องถามอ้อมๆ อีกหลายคำถาม จนได้คำตอบว่า เป็นการลงมือของบีอาร์เอ็น โดยแผนการมีอยู่แล้ว และใช้เวลาสั่งการเพียง 2 วัน
“ผมตอบตรงๆ ไม่ได้เรื่องนี้ เพราะว่าเป็นสิทธิ์ของบีอาร์เอ็น ตั้งแต่แรกแล้ว ตั้งแต่ไหนตั้งแต่ไรแล้ว ตั้งแต่เริ่มมีบีอาร์เอ็น เราจะไม่ยอมรับและจะไม่ปฏิเสธ ตอนนี้ก็เป็นเช่นนั้นเหมือนกัน” อุซตาซฮรน ตอบเลี่ยงๆ
อย่างไรก็ดี เขาเปิดเผยว่า ในเรื่องปฏิบัติการใหญ่เป็นการรับคำสั่งจากเบื้องบน โดยบีอาร์เอ็น ไม่ได้มีความแตกแยกระหว่างการเมืองและทหาร แต่สิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้ ต่างคนต่างทำหน้าที่ของตัวเอง การเมืองก็ทำงานของการเมือง ฝ่ายทหารก็ทำงานของฝ่ายทหาร เพราะว่ากระบวนการพูดคุยสันติภาพ ยังไม่มีข้อตกลงใดๆ
ส่วนที่ก่อเหตุใหญ่ร้อยกว่าจุด เพราะมีการเลื่อนการเจรจา หลังเกิดเหตุยิงทหารพรานเสียชีวิต 5 นาย ที่บ้านบูเก๊ะซามี
“ทำไมเหตุการณ์จึงเกิดขึ้นในช่วงนี้เพราะเป็นการเลื่อนโต๊ะพูดคุย ทำไมเขาถึงเลื่อนต้องการพูดคุย เพราะเกิดการยิงทหารพราน 5 ศพ ผมจะถามว่า เป้าหมายของการให้มีกองกำลัง อส. หรือทหารพรานเพื่ออะไร ถ้า อส. เจอกลุ่มพวกนี้เขายิงไหม แล้วผิดอะไรล่ะถ้าขบวนการจะยิงกลุ่มติดอาวุธของฝ่ายรัฐ เพราะต่างคนต่างมีอาวุธ มันเป็นคู่ต่อสู้กันและมันผิดอะไร เพราะนั่นเป็นหน้าที่ของแต่ละฝ่ายอยู่แล้ว”
เมื่อถามถึงการวางเพลิงเทศบาล และ อบต. อุซตาซฮรน บอกว่า บีอาร์เอ็นไม่ได้ต้องการการกระจายอำนาจแบบนี้ และคนในเทศบาลหรือ อบต. บางคน อาจจะแสดงออกถึงการปฏิเสธการต่อสู้ของขบวนการ
ส่วนการวางระเบิด วางเพลิงร้านค้า สถานประกอบการต่างๆ ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ แม้เขาไม่ตอบตรงๆ แต่ยอมรับว่า เป็นการทำลายเศรษฐกิจ โดยเฉพาะทุนใหญ่ ซึ่งขบวนการบีอาร์เอ็น ทำมาตลอดอยู่แล้ว
ทีมข่าว SEE TRUE ถามถึงเป้าหมายของขบวนการบีอาร์เอ็น อุซตาซฮรน ตอบชัดเจนว่า ต้องการระบบการปกครองตัวเอง ซึ่งมี 2-3 อย่าง คือ อัตลักษณ์ การเมือง และเขตพื้นที่ โดยเขามองว่า การเจรจากันที่ผ่านมา รัฐบาลต้องการให้อำนาจบีอาร์เอ็นแค่เรื่องเศรษฐกิจ ซึ่งบีอาร์เอ็นไม่ได้ต้องการแค่นั้น แต่ต้องการการปกครองตนเอง ที่มีข้อตกลงมากกว่านั้น และไม่ใช่แบบพัทยา หรือกรุงเทพฯ
“เราจะต้องมีกฎหมายของตัวเอง เราต้องมีกฎหมายชารีอะห์ เราต้องมีเรื่องเศรษฐกิจของตัวเอง ในเรื่องความปลอดภัย เรื่องอัตลักษณ์ ทั้งหมดนี้จะต้องมีอยู่ในระบบการปกครอง” แกนนำอาวุโสขบวนการบีอาร์เอ็น อธิบายถึงการปกครองตนเองที่ต้องการ
ส่วนเหตุการณ์ต่อจากนี้จะเป็นอย่างไรนั้น อุซตาซฮรน บอกว่า ความรุนแรงจะเพิ่มขึ้น ถ้ากระบวนการพูดคุยไม่มีอย่างต่อเนื่อง จนกว่าจะมีข้อตกลงร่วมกันบนโต๊ะเจรจา
ทีมข่าว SEE TRUE สอบถาม พล.ร.ต.สมเกียรติ ผลประยูร อดีตผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธิน จ.นราธิวาส อดีตเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ ศอ.บต. รวมทั้งเคยเป็นคณะพูดคุยเพื่อสันติสุขชายแดนใต้
“ขอปกครองตนเอง ก็ชัดเจน รอบนี้เป็นการสื่อสารที่เมื่อก่อนคนไทยก็จะถามว่า ความหมายของคุณคืออะไร เที่ยวนี้ก็เลยอธิบายชัดเจนเลยว่า มีการปกครองตนเอง คือรวมพื้นที่เป็นพื้นที่หนึ่ง มีรัฐบาลท้องถิ่น มีผู้ปกครองที่คัดมาจากคนในพื้นที่เท่านั้น เป็นผู้บริหารสูงสุด มีรัฐสภาท้องถิ่น มีกฎหมายที่สอดคล้องกับวิถีคือกฎหมายชารีอะห์ กฎหมายอิสลาม อันนั้นคือการสื่อสารออกมาให้มันชัดเจน” พล.ร.ต.สมเกียรติ ให้ความเห็นต่อสิ่งที่เกิดขึ้น
อย่างไรก็ดี อดีตนายทหารที่อยู่ในพื้นที่ยาวนาน บอกว่า ในฐานะที่เคยเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ เคยทำงานในพื้นที่ สิ่งที่นอกเหนือจากรัฐธรรมนูญ คงไม่อาจที่กระทำได้ คงต้องหาวิธีการใดๆ ที่ทำให้กลับมาอยู่ในกรอบรัฐธรรมนูญของไทย
“ที่สำคัญที่สุด ในการที่ต้องการจะปกครองตนเอง นอกเหนือจากอยู่นอกกรอบรัฐธรรมนูญแล้ว คำถามสำคัญคือ ในพื้นที่ไม่ได้มีเฉพาะประชาชนที่นับถือศาสนาอิสลาม แต่มีชาวพุทธ เชื้อสายไทยนับถือพุทธ เชื้อสายจีนนับถือพุทธ ซึ่งก็อยู่มาแต่โบร่ำโบราณ เขาจะอยู่ในสถานะใด”
ติดตามได้ในภารกิจ SEE TRUE ให้คุณเห็นความจริง ติดตามต่อเนื่องตั้งแต่ 7-9 ก.ย.69 ทางรายการไทยรัฐนิวส์โชว์ หลังเวลา 21.00 น.
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/scoop/theissue/2958109&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1uhE2ECWj99oAYvettGTKq

