
ประเทศไทยกำลังเดินหน้าครั้งใหญ่เพื่อเพิ่มการลงทุน หวังยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ โดยมีเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนการลงทุนขึ้นไปแตะ 30% ของ GDP จากปัจจุบันราว 23%
แต่โจทย์สำคัญอาจไม่ได้อยู่ที่จะลงทุนเท่าไหร่ ? หากอยู่ที่ว่า ประเทศไทยมีเงินออมเพียงพอที่จะรองรับการลงทุนเหล่านั้นหรือไม่ ?
เพราะในขณะที่เป้าหมายการลงทุนกำลังขยับขึ้น เงินออมของประเทศกลับลดลงต่อเนื่อง จากอดีตที่เคยอยู่ในระดับ 36% ของ GDP เหลือเพียงประมาณ 25% ในปัจจุบัน ช่องว่างระหว่าง “การลงทุน” กับ “การออม” จึงกลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่ภาครัฐไม่อาจมองข้าม
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า เศรษฐกิจไทยจะลงทุนได้มากแค่ไหน แต่คือไทยจะสร้างเงินออมของคนไทยให้เพียงพอสำหรับการเติบโตครั้งต่อไปได้อย่างไร
นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) ยอมรับว่าปัจจุบันรัฐบาลและหน่วยงานเศรษฐกิจเน้นย้ำเรื่องแผนการลงทุนเพื่อยกระดับขีดความสามารถของประเทศ ซึ่งมีการวางเป้าหมายการลงทุนไว้ที่ประมาณ 30% ของ GDP เพิ่มขึ้นจากปัจจุบันที่อยู่ราว 23%
สอดคล้องกับแนวทางที่ยั่งยืน แต่สิ่งสำคัญที่ยังขาดหายไปคือ แผนยกระดับการออมเงินในประเทศ
ข้อมูลสถิติชี้ว่า เงินออมของประเทศไทยลดลงอย่างต่อเนื่องจากในอดีตที่เคยสูงถึง 36% ปัจจุบันเหลือเพียง 25% ของ GDP เท่านั้น นายไพบูลย์ เตือนว่า หากรัฐบาลลงทุน 30%
แต่ประเทศมีเงินออมเพียง 25% จะส่งผลให้เกิดการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดสูงถึง 5% ซึ่งเกินเกณฑ์ความปลอดภัยทางเศรษฐกิจ ไม่ควรเกิน 3% และมีความเสี่ยงสูงที่จะต้องพึ่งพาเงินทุนระยะสั้นจากต่างประเทศ ซึ่งอาจซ้ำรอยวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 หากต่างชาติเปลี่ยนใจดึงเงินทุนกลับกะทันหัน
ดังนั้น FETCO จึงเสนอให้ภาครัฐกำหนดเป้าหมายและหมุดหมายการออมในประเทศอย่างชัดเจน โดยควรเร่งผลักดันให้เงินออมขยับขึ้นมาอยู่ที่ 28% ของ GDP เพื่อรองรับแผนการลงทุนระลอกใหม่ได้อย่างปลอดภัย
4 มาตรการกู้เงินออมไทยรับลงทุนรอบใหม่
เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการออม 28% ของ GDP และกักเก็บความมั่งคั่งให้อยู่ในระบบเศรษฐกิจไทย FETCO ได้ตกผลึกข้อเสนอเชิงนโยบาย 4 ประเด็นสำคัญ เพื่อเตรียมนำเสนอต่อภาครัฐผ่านคณะอนุกรรมการของ กรอ. ต่อไป
1. การลงทุนต้องเน้นเพิ่มผลิตภาพ (Productivity R&D)
ทุกโครงการลงทุนขนาดใหญ่ เช่น AI หรือ Data Center รัฐบาลต้องวัดผลสัมฤทธิ์เรื่องการเพิ่มผลิตภาพให้ประเทศ เนื่องจากในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา (ปี 2558-2566) ผลิตภาพของประเทศไทยเติบโตเฉลี่ย 0% การลงทุนใหม่ๆ จึงต้องตอบโจทย์การเพิ่มขีดความสามารถที่แท้จริง ไม่ใช่เพียงแค่ตัวเลข GDP
2. กำหนดนโยบายออมระยะยาวให้ตรงเป้า
สนับสนุนมาตรการกองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน TISA ที่เตรียมเสนอ ครม. แต่ต้องการให้ภาครัฐศึกษาเชิงลึกว่ามาตรการเหล่านี้สามารถสร้างปริมาณเม็ดเงินออมระยะยาวที่เสถียรและสูงเพียงพอต่อการรองรับโครงการลงทุนระยะยาวของประเทศจริงหรือไม่
3. ผลักดันกองทุนสำรองเลี้ยงชีพภาคบังคับ (Mandatory Provident Fund)
เสนอให้เปลี่ยนระบบการออม จากแบบสมัครใจ เป็น ภาคบังคับ เพื่อบังคับให้เกิดการออมในกลุ่มแรงงานส่วนใหญ่ของประเทศ ซึ่งจะเป็นแหล่งเงินทุนระยะยาวที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการพัฒนาประเทศ
4. ปรับปรุงกฎหมายดึงดูดและกักเก็บความมั่งคั่งในประเทศ
– ผลักดันพระราชบัญญัติทรัสต์เพื่อธุรกรรมในตลาดทุน พ.ศ. 2550 (พ.ร.บ.กองทรัสต์) และการตั้ง Family Office
เพื่อรองรับการบริหารจัดการสินทรัพย์และมรดกตามหลักสากล ช่วยป้องกันไม่ให้กลุ่มผู้มีฐานะโอนเงินออมออกไปให้สถาบันการเงินในต่างประเทศบริหาร อีกทั้งการสร้างระบบนิเวศนี้จะดึงดูดให้วานิชธนากรต่างชาติเข้ามาตั้งธุรกิจ Family Office ในไทย ซึ่งจะส่งผลดีเชิงจิตวิทยาให้ผู้บริหารกองทุนและนักลงทุนต่างชาติหันมาลงทุนในตลาดหุ้นไทยเพิ่มขึ้นเนื่องจากอยู่ใกล้ชิดข้อมูล
– มาตรการเว้นภาษีเงินโอนกลับประเทศ (Tax Amnesty) กรอบเวลา 2 ปี
เสนอเว้นภาษีสำหรับเงินออมของคนไทยที่ออกไปลงทุนในต่างประเทศ หากนำเงินก้อนดังกล่าวกลับมาลงทุนในตลาดทุนไทยภายในกรอบเวลา 2 ปี เพื่อดึงสภาพคล่องและเงินออมมหาศาลกลับมาขับเคลื่อนประเทศ
แต่เมื่อถามว่า FETCO จะเข้าไปคุยเรื่องเงินออมในประเทศ หลักเกณฑ์ แผนกระตุ้นต่างๆกับทางภาครัฐในช่วงไหน และหากแก้ พ.ร.บ.กองทรัสต์ในไทยสำเร็จ คาดว่าจะดึงเม็ดเงินออมเข้ามาในไทยได้เท่าไหร่นั้น กลับไร้ซึ่งคำตอบ.
หุ้นไทยขาขึ้น หวังเศรษฐกิจมีเสถียรภาพ
ผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน ประจำเดือนกันยายน 2569 พบว่า ความเชื่อมั่นนักลงทุนเฉลี่ยอยู่ที่ 165 จุด ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ร้อนแรงอย่างมาก (Bullish) เนื่องจากมองเห็นทิศทางบวกของเสถียรภาพทางการเมือง รวมถึงมาตรการเชิงรุกของภาครัฐในการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง อาทิ หนี้ครัวเรือน และการปราบปรามธุรกิจสีเทา
ตลอดจนการที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ ปรับปรุงเกณฑ์การซื้อขายเพื่อแก้ปัญหาธุรกรรมที่ไม่เหมาะสมในอดีต ซึ่งช่วยเรียกคืนความเชื่อมั่นกลับมาได้อย่างมีนัยสำคัญ
ปัจจัยบวกหลัก นักลงทุนทุกกลุ่มให้น้ำหนักสูงสุดกับการไหลเข้าของเงินทุน (Fund Flow) ที่คาดว่าจะเข้ามาอย่างต่อเนื่อง และผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนที่เริ่มฟื้นตัว โดยกำไรสุทธิไตรมาสล่าสุดพุ่งทะลุ 400,000 ล้านบาท ซึ่งสูงสุดเมื่อเทียบกับช่วงก่อนโควิด-19
ปัจจัยเสี่ยงสำคัญ ความไม่แน่นอนของสถานการณ์การเมืองในประเทศยังคงเป็นความกังวลอันดับหนึ่งที่อาจสั่นคลอนความเชื่อมั่นได้
กลุ่มอุตสาหกรรมเด่น กลุ่มขนส่งและโลจิสติกส์ (Transportation & Logistics) ได้รับคะแนนความสนใจสูงสุด จากอานิสงส์การเข้าสู่ช่วง High Season ของภาคการท่องเที่ยว ขณะที่กลุ่มสื่อและสิ่งพิมพ์ได้รับความสนใจน้อยที่สุด
ผลตอบแทนตลาดหุ้นไทย แม้ในเดือนสิงหาคมจะมีการปรับฐานชั่วคราวติดลบไป 2% จากแรงขายล็อกกำไร แต่ภาพรวมทั้งปี (YTD) ตลาดหุ้นไทยทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมเป็นอันดับ 5 ของโลก โดยเติบโตถึง 26.6%
“ตลาดหุ้นจะน่าห่วงที่สุด เมื่อกำไรของบริษัทจดทะเบียนเริ่มไม่เติบโต เริ่มนิ่ง หรือเริ่มถดถอย แต่ในวันนี้ทิศทางกำไรของบริษัทจดทะเบียนไทยเริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัวเข้าที่เข้าทางอย่างชัดเจน ซึ่งเป็นเครื่องการันตีว่าตลาดหุ้นไทยยังสามารถไปต่อได้ในระยะยาว”นายไพบูลย์ กล่าว
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/stockholder/748260&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1RK2aZqc95uR_dmnpWZ5no

