เศรษฐกิจไทยในช่วงโค้งสุดท้ายของปีเริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัวดีขึ้นกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ ทว่าเมื่อมองข้ามช็อตไปสู่ปี 2570 ภาพรวมเศรษฐกิจไทยยังคงเต็มไปด้วยความท้าทายรอบด้าน
ล่าสุด ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ได้วิเคราะห์ทิศทางเศรษฐกิจไทยปี 2570 พร้อมชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของ ‘เครื่องยนต์ขับเคลื่อนหลัก’ และปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจในรูปแบบ K-Shaped ที่ทวีความรุนแรงและชัดเจนยิ่งขึ้น ทั้งในระดับแรงงานและระดับภาคธุรกิจ
ดร.ปุณยวัจน์ ศรีสิงห์ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส SCB EIC ได้ให้สัมภาษณ์ในรายการ Morning Wealth ระบุว่า ในช่วงต้นปีที่ผ่านมาท่ามกลางความกังวลเรื่องสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง หลายฝ่ายไม่ได้คาดคิดว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้จะเติบโตได้ถึง 2%
อย่างไรก็ตาม ตลอดช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา ข้อมูลเศรษฐกิจแสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นที่สูงกว่าคาด จากอานิสงส์ของการลงทุนภาคเอกชนและการส่งออกที่เติบโตต่อเนื่อง ช่วยชดเชยผลกระทบจากสถานการณ์ช็อกทางภูมิรัฐศาสตร์ได้ดี ส่งผลให้ SCB EIC ปรับประมาณการการเติบโต GDP ของไทยในปีนี้ขึ้นมาอยู่ที่ 2.2%
สำหรับทิศทางเศรษฐกิจไทยในปี 2570 คาดว่าจะเติบโตต่อเนื่องที่ 2.1% แม้ตัวเลขภาพรวมจะดูทรงตัว แต่เมื่อพิจารณาโครงสร้างภายใน จะพบการสลับขั้วของเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ โดยเครื่องยนต์ที่เคยเติบโตได้ดีอย่าง การบริโภคภาคเอกชน เริ่มส่งสัญญาณชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด สะท้อนจากตัวเลขการบริโภคภาคเอกชนในไตรมาสที่ 2 ที่เติบโตเพียง 1.9% ซึ่งถือเป็นระดับต่ำที่สุดในรอบหลายปี เนื่องจากปัญหาตลาดแรงงานเปราะบาง หนี้สินครัวเรือนในระดับสูง และการฟื้นตัวของรายได้ที่ล่าช้า
ในทางกลับกัน การลงทุนภาคเอกชน จะก้าวขึ้นมาเป็น ‘พระเอกคนใหม่’ ที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจในปี 2570 โดยคาดว่าจะเติบโตได้เกือบ 5% ในปีหน้า หลังจากที่เติบโตได้เกือบ 10% ในปีนี้ ปัจจัยหนุนสำคัญมาจากตัวเลขการขอรับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ที่เริ่มแปรเปลี่ยนจากเงินในกระดาษมาเป็นเม็ดเงินลงทุนจริงในพื้นที่ ซึ่งทำให้เกิดรอบของการลงทุนระลอกใหม่ (Investment Cycle) ควบคู่ไปกับการส่งออกที่ยังสามารถขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ดี ดร.ปุณยวัจน์ ตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า การเติบโตของการลงทุนและการส่งออกดังกล่าวมีข้อจำกัดที่น่ากังวล เนื่องจากมาพร้อมกับ อัตราการนำเข้า ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างมาก โดยข้อมูลล่าสุดชี้ว่ายอดการนำเข้าเติบโตเกือบ 30% การที่มีสัดส่วนสินค้านำเข้าสูง (High Import Content) ส่งผลให้ผลประโยชน์ที่แท้จริง (Net Benefit) ที่จะหมุนเวียนและตกสู่ระบบเศรษฐกิจไทยโดยรวมมีอยู่อย่างจำกัด อีกทั้งผลประโยชน์ดังกล่าวยังกระจุกตัวอยู่เฉพาะกลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีและดิจิทัล เช่น Data Center เป็นหลัก ทำให้ผลกระทบเชิงบวกต่อตลาดแรงงานและการจ้างงานในภาพรวมยังมีอยู่อย่างจำกัดเช่นกัน
ความเหลื่อมล้ำ ‘K-Shaped’ รุนแรงขึ้น ลามสู่ภาคธุรกิจ SME ทรุดหนัก-กลุ่มทุนใหญ่ 1% รุ่งเรือง
ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจในรูปแบบ K-Shaped ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับประเทศไทย แต่ ดร.ปุณยวัจน์ ระบุว่า ปัจจุบันภาพนี้กำลังปรากฏชัดเจนและมีความรุนแรงยิ่งขึ้นในภาคธุรกิจ ทั้งในมิติของประเภทธุรกิจและขนาดของธุรกิจ
- มิติประเภทธุรกิจ (Sector-wise K-Shape): การส่งออกและการลงทุนเติบโตดีกระจุกตัวเฉพาะในกลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยี AI ซึ่งเป็นกลุ่มขาขึ้นของตัว K ในขณะที่กลุ่มธุรกิจอื่น ๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์กลับมีทิศทางการเติบโตที่แยกตัวออกจากกันอย่างชัดเจน หากกระแส AI ยังคงเติบโตต่อไป ประโยชน์ทางเศรษฐกิจก็จะยิ่งกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีเหล่านี้มากขึ้น
- มิติขนาดธุรกิจ (Size-wise K-Shape):
-
- กลุ่มทุนใหญ่แถวหน้า (Top 1%): จากข้อมูลการฟื้นตัวของรายได้เฉลี่ยเปรียบเทียบกับช่วงก่อนโควิด-19 (ปี 2562 = 100) พบว่า กลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ที่เป็น Top 1% แรก (วัดจากรายได้) มีรายได้เติบโตขึ้นจากช่วงก่อนโควิด-19 ถึง 30-40% ถือเป็นกลุ่มเดียวที่สามารถฟื้นตัวได้อย่างโดดเด่นและมีกันชนทางการเงินที่แข็งแกร่ง
- กลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ทั่วไป (Non-Top 1%): มีการเติบโตในลักษณะทรงตัวหรือราบเรียบ (Flat)
- กลุ่มวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs): รายได้เฉลี่ยในปัจจุบันยังคง ต่ำกว่า ระดับก่อนโควิด-19 และยังไม่มีแนวโน้มฟื้นตัวดีขึ้น นอกจากนี้ ปัญหาการเข้าถึงแหล่งเงินทุนยังคงเป็นวิกฤตหนัก โดยยอดสินเชื่อของกลุ่ม SME หดตัวติดลบต่อเนื่องยาวนานถึง 16 ไตรมาส หรือ 4 ปีเต็ม และติดลบมากขึ้นเรื่อย ๆ สวนทางกับธุรกิจขนาดใหญ่ที่เข้าถึงสินเชื่อได้เป็นอย่างดีและมียอดสินเชื่อเติบโตเพิ่มขึ้นถึง 6.6%
นอกจากมิติทางธุรกิจแล้ว ภาคแรงงานของไทยก็สะท้อนปัญหา K-Shaped อย่างรุนแรงเช่นกัน แม้เศรษฐกิจจะเติบโตและการลงทุนจะขยายตัว แต่สถิติการปิดโรงงานยังคงอยู่ในระดับสูง ขณะที่การเปิดโรงงานใหม่ยังคงติดลบ ยิ่งไปกว่านั้น รายได้ที่แท้จริง (Real Income) ของแรงงานไทย (รายได้สุทธิที่รวมโบนัสและค่าล่วงเวลาแล้วหักออกด้วยอัตราเงินเฟ้อ) ในปีนี้ยังคง ต่ำกว่าระดับก่อนโควิด-19 ประมาณ 4-5% ซึ่งสะท้อนว่าผ่านไป 5-6 ปี รายได้ที่แท้จริงของแรงงานส่วนใหญ่ยังไม่ฟื้นตัวเนื่องจากรายได้โตช้าและถูกซ้ำเติมด้วยปัญหาเงินเฟ้อ
จับตาความเสี่ยง ‘2W’ (War & Weather) บนกันชนเศรษฐกิจที่บางลง
เมื่อวิเคราะห์แนวโน้มเศรษฐกิจตั้งแต่ไตรมาสที่ 4 ของปีนี้ลากยาวไปจนถึงปี 2570 SCB EIC เสนอให้ติดตามปัจจัยความเสี่ยงภายนอกประเทศที่สำคัญภายใต้รหัส 2W อันประกอบไปด้วย
- W1: War (สงครามที่มี 2 มิติย่อย)
-
- Trade War (สงครามการค้า) ซึ่งประเทศไทยกำลังเผชิญหน้ากับมาตรการกำแพงภาษี 12.5% ภายใต้มาตรา 301 จากประเด็นการบังคับใช้แรงงาน (Force Labor) อีกทั้งต้องจับตาสถานการณ์สินค้าล้นตลาด (Excess Capacity) จากจีนที่ไหลเข้าสู่ไทย ซึ่งอาจส่งผลให้ไทยถูกปรับเพิ่มกำแพงภาษีสูงขึ้นกว่าเดิมจาก 12.5% เป็น 19% หรืออาจมากกว่านั้นได้ในอนาคตอันใกล้
- Middle East War (สงครามตะวันออกกลาง) จากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่มีความรุนแรงและยืดเยื้อกว่าที่คาดการณ์ ส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกมีโอกาสผันผวนสูงและกลับไปแตะระดับเกือบ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ขณะเดียวกัน ปริมาณน้ำมันสำรอง (Strategic Oil Reserves) ทั่วโลกปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหากสงครามทวีความรุนแรงขึ้น การนำน้ำมันสำรองมาใช้จะทำได้ยาก และจะผลักดันให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
- W2: Weather (สภาพภูมิอากาศแปรปรวน) ความเสี่ยงจากปรากฏการณ์สภาพภูมิอากาศแปรปรวนที่อาจทวีความรุนแรงเข้าสู่ภาวะ ซูเปอร์เอลนีโญ (Super El Niño) ซึ่งจะสร้างความเสียหายอย่างหนักต่อผลผลิตทางการเกษตร ส่งผลให้ราคาสินค้าเกษตรผันผวน และส่งผลให้รายได้ของภาคเกษตรกรไทยในปี 2570 มีความเสี่ยงที่จะหดตัวติดลบ
ดร.ปุณยวัจน์ ย้ำเตือนว่า ความเสี่ยง 2W ทั้งหมดข้างต้นนี้น่ากังวลเป็นพิเศษเนื่องจากมันเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ กันชนเศรษฐกิจภายในประเทศ (Domestic Buffer) อยู่ในภาวะที่น้อยลงและเปราะบางอย่างยิ่ง ทั้งกันชนในมิติทางการคลังและมิติของค่าจ้างแรงงาน ส่งผลให้หากประเทศไทยต้องเผชิญกับช็อกเหล่านี้พร้อมกัน ระบบเศรษฐกิจจะได้รับผลกระทบที่รุนแรงกว่าปกติเนื่องจากขาดเกราะป้องกันที่แข็งแกร่ง
นโยบายการเงินและการคลัง คาด กนง. คงดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% ตลอดปีหน้า
ในแง่ของเครื่องมือเชิงนโยบายเพื่อประคองเศรษฐกิจ ดร.ปุณยวัจน์ ได้จำแนกทิศทางของนโยบายการเงินและการคลังในปีหน้าไว้ดังนี้
- นโยบายการคลัง (Fiscal Policy) ในปีนี้เศรษฐกิจได้รับแรงส่งสำคัญจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภายใต้กรอบวงเงิน พ.ร.ก. 4 แสนล้านบาท โดยเม็ดเงิน 200,000 ล้านบาทแรกได้ถูกใช้ไปกับการกระตุ้นเศรษฐกิจและการใช้จ่ายไปแล้ว ขณะที่เม็ดเงินอีก 200,000 ล้านบาทหลังจะทยอยลงสู่ระบบและกลายเป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญของเศรษฐกิจในระยะถัดไปและต่อเนื่องถึงปี 2570 อย่างไรก็ตาม พื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) ของประเทศเริ่มเผชิญกับข้อจำกัดที่มากขึ้น ส่งผลให้หลังจากหมดมาตรการจากงบก้อนนี้แล้ว ความสามารถในการใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนานใหญ่เพิ่มเติมในอนาคตจะมีอยู่อย่างจำกัดและลดน้อยลงอย่างมาก
- นโยบายการเงินและทิศทางอัตราดอกเบี้ย (Monetary Policy & Interest Rate) สำหรับนโยบายการเงินและการตัดสินใจเรื่องอัตราดอกเบี้ยของ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) นั้น SCB EIC ประเมินว่า กนง. จะตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับเดิมในปัจจุบัน ซึ่งอยู่ที่ระดับ 1% ต่อเนื่องไปจนถึงสิ้นปี 2570 เป็นอย่างน้อย หากไม่มีเหตุการณ์ช็อกที่รุนแรงเกิดขึ้น
โดยมีเหตุผลสนับสนุนสำคัญสองด้าน ได้แก่
-
- เหตุผลที่ไม่ปรับขึ้นดอกเบี้ย: แม้ในช่วงก่อนหน้านี้เงินเฟ้อจะเร่งตัวขึ้นจนทำให้เกิดกระแสเรียกร้องให้ขึ้นดอกเบี้ย แต่ปัจจุบันเงินเฟ้อได้ทยอยปรับลดลงมาอยู่ในกรอบเป้าหมายแล้ว อีกทั้งเป็นเงินเฟ้อที่เกิดจากฝั่งอุปทาน (Supply-side Inflation) เป็นหลัก กนง. จึงไม่มีความจำเป็นต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติม
- เหตุผลที่ไม่ปรับลดดอกเบี้ย: แม้จะพบว่าเศรษฐกิจไทยเติบโตในระดับต่ำกว่าศักยภาพ (โตเพียง 2% ต้น ๆ) รายได้ของแรงงานฟื้นตัวช้า และกลุ่ม SME ประสบภาวะตึงตัวทางการเงินอย่างรุนแรง แต่การลดดอกเบี้ยในขณะนี้อาจยังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมนัก สอดคล้องกับสัญญาณจากทางผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่เน้นย้ำว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายในปัจจุบันที่ 1% มีความเหมาะสมกับสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันเรียบร้อยแล้ว
แม้เศรษฐกิจไทยในปี 2570 จะมีทิศทางการฟื้นตัวที่ดีขึ้นโดยได้รับแรงหนุนหลักจากภาคการลงทุนเอกชนที่เป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนชิ้นใหม่ แต่ความเปราะบางภายในระบบเศรษฐกิจอย่างลึกซึ้ง โดยเฉพาะความเหลื่อมล้ำแบบ K-Shaped ที่ทวีความชัดเจนและข้อจำกัดของกันชนเชิงนโยบาย (Policy Buffer) ที่ลดน้อยลง จะเป็นปัจจัยกำหนดทิศทางความอยู่รอดของภาคธุรกิจ ภาคธุรกิจจึงจำเป็นต้องเร่งปรับตัวและเตรียมความพร้อมรับมือกับความผันผวนจากปัจจัยเสี่ยง “2W” อย่างใกล้ชิดเพื่อการเติบโตที่ยั่งยืน
ภาพ: Anirut Thailand / Shutterstock
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/thai-economy-2w-risks/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3HaniHDJgSDJ3h0OLzqoME

