จีนเตรียมอัดฉีดเงินหลายหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐเข้าสู่ธนาคารและบริษัทประกันภัยของรัฐบาลรวม 8 แห่ง เพื่อช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับระบบการเงินและกระตุ้นเศรษฐกิจที่กำลังชะลอตัว
สำนักข่าวซินหัวของรัฐบาลจีนรายงานเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (6 ก.ย.) ว่า กระทรวงการคลังของจีนเตรียมอัดฉีดเงินจำนวน 3.6 แสนล้านหยวน (ราว 1.76 ล้านล้านบาท) เข้าสู่ธนาคารและบริษัทประกันภัยของรัฐบาลรวม 8 แห่ง เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่กำลังชะลอตัว
รายงานระบุว่า ความเคลื่อนไหวในครั้งนี้ “จะช่วยยกระดับความสามารถในการดำเนินงานอย่างมีเสถียรภาพ, ศักยภาพในการรับมือกับความเสี่ยง ตลอดจนความสามารถในการสนับสนุนภาคเศรษฐกิจที่แท้จริง (Real Economy) ให้ดียิ่งขึ้น”
นี่เป็นความพยายามล่าสุดของรัฐบาลปักกิ่งในการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งมีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองของโลก ท่ามกลางมรสุมปัญหารอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นความตึงเครียดทางการค้ากับชาติตะวันตก ผลกระทบจากสงครามอิหร่าน และการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ
แพ็กเกจเงินทุนดังกล่าวจะช่วยเสริมสร้างสถานะทางการเงินของธนาคารพาณิชย์รายใหญ่ 3 แห่ง และบริษัทประกันภัยอีก 5 แห่ง ซึ่งรวมถึงธนาคาร Industrial and Commercial Bank of China (ICBC), ธนาคาร Agricultural Bank of China และบริษัทประกันภัย China Export & Credit Insurance Corporation
ด้านสำนักข่าวโกลบอลไทมส์ของรัฐบาลจีนระบุว่า มาตรการนี้ “จะช่วยให้ธนาคารและสถาบันการเงินมีทรัพยากรมากขึ้นในการปล่อยสินเชื่อแก่ภาคเศรษฐกิจที่แท้จริง พร้อมทั้งเสริมศักยภาพในการต้านทานแรงกระแทกจากภายนอก ในช่วงเวลาที่การเงินโลกเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน”
ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง เชื่อมาโดยตลอดว่าเสถียรภาพทางการเงินเป็นหัวใจสำคัญต่อความมั่นคงแห่งชาติของจีน
การประกาศมาตรการในช่วงสุดสัปดาห์นี้เกิดขึ้นขณะที่รัฐบาลปักกิ่งกำลังมุ่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อรับมือกับความท้าทายหลายประการ เช่น กำลังแรงงานที่ลดลง วิกฤตภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ยืดเยื้อมานานหลายปี รวมถึงการแข่งขันทางการค้าและเทคโนโลยีกับสหรัฐฯ ที่ยังคงดำเนินอยู่
การเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนชะลอตัวลงอย่างมากในช่วงระหว่างต้นเดือนเมษายนถึงสิ้นเดือนมิถุนายน เนื่องจากอุปสงค์ภายในประเทศที่ซบเซาและผลกระทบของสงครามอิหร่านที่มีต่อราคาน้ำมัน ได้บดบังตัวเลขการส่งออกที่เคยแข็งแกร่งของประเทศ
ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) อย่างเป็นทางการซึ่งเปิดเผยในเดือนกรกฎาคมชี้ว่า เศรษฐกิจจีนในไตรมาสที่สองขยายตัวเพียง 4.3% ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายรายปีของรัฐบาลปักกิ่ง และชะลอตัวลงจากระดับ 5% ในไตรมาสแรก
ก่อนหน้านี้ในเดือนมีนาคม รัฐบาลปักกิ่งได้ปรับลดเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจลงมาอยู่ที่ช่วง 4.5%-5% ซึ่งเป็นเป้าหมายการขยายตัวที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 2534 โดยนักวิเคราะห์บางส่วนมองว่า ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเปิดทางให้รัฐบาลปักกิ่งยอมรับถึงสภาวะความอ่อนแอทางเศรษฐกิจที่มีอยู่ก่อนหน้านี้
ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign
ที่มา : bbc

