ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (31 ส.ค.69) นางปราณี สุทธศรี ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยในเดือนกรกฎาคม 2569 ขยายตัวจากเดือนก่อน จากแรงส่งของวัฏจักรเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ของโลกที่มีต่อเนื่อง ขณะที่ผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลางทยอยคลี่คลายลง ประกอบกับได้รับแรงสนับสนุนจากมาตรการภาครัฐ

ปราณี สุทธศรี ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

ด้านการส่งออกสินค้าขยายตัวต่อเนื่อง โดยเฉพาะหมวดอิเล็กทรอนิกส์ ส่งผลให้กิจกรรมในภาคการผลิตปรับเพิ่มขึ้น โดยมูลค่าการส่งออกสินค้าเดือนกรกฎาคม ขยายตัว 22.3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่การส่งออกสินค้าไม่รวมทองคำเพิ่มขึ้น 2.3% จากเดือนก่อน

อย่างไรก็ดี การส่งออกยังพึ่งพาการนำเข้าในสัดส่วนสูง โดยมูลค่าการนำเข้าสินค้า ขยายตัว 35.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่การนำเข้าสินค้าไม่รวมทองคำลดลง 5.4% จากเดือนก่อน ส่วนการลงทุนภาคเอกชนชะลอลงเล็กน้อย หลังเร่งตัวไปมากในช่วงก่อนหน้า โดยลดลง 0.3% จากเดือนก่อน จากการลงทุนในหมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์เป็นสำคัญ

สำหรับภาคการท่องเที่ยว ทั้งรายรับและจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติขยายตัว โดยจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้น 7.6% จากเดือนก่อน โดยเฉพาะกลุ่มตลาดระยะไกล จากอุปทานการบินที่ทยอยฟื้นตัวหลังสถานการณ์ในตะวันออกกลางคลี่คลายลง ประกอบกับอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้นในช่วงปิดภาคเรียนฤดูร้อน ส่งผลให้กิจกรรมในภาคบริการ โดยเฉพาะสาขาโรงแรมและร้านอาหารขยายตัวตาม

ด้านการบริโภคภาคเอกชน เพิ่มขึ้น 1.2% จากเดือนก่อน ตามการใช้จ่ายในหมวดบริการ โดยเฉพาะร้านอาหาร จากแรงสนับสนุนของมาตรการภาครัฐ รวมถึงการท่องเที่ยวภายในประเทศที่ปรับดีขึ้นในช่วงวันหยุดยาวพิเศษ ขณะที่กิจกรรมในภาคการผลิตและภาคบริการโดยรวมปรับดีขึ้นตามการส่งออกและภาคการท่องเที่ยว

ส่วนการใช้จ่ายภาครัฐขยายตัวตามการเบิกจ่ายของทั้งรัฐบาลกลางและรัฐวิสาหกิจ โดยรายจ่ายประจำของรัฐบาลกลาง ขยายตัว 10.1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน รายจ่ายลงทุนของรัฐบาลกลาง เพิ่มขึ้น 8.0% และรายจ่ายลงทุนของรัฐวิสาหกิจ เพิ่มขึ้น 1.8%

สำหรับเสถียรภาพเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ 1.95% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยลดลงจากเดือนก่อน จากราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศที่ปรับลดลงมาก ตามทิศทางราคาน้ำมันโลกและการลดการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมัน

ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน อยู่ที่ 1.34% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และปรับเพิ่มขึ้นบ้างตามการทยอยส่งผ่านต้นทุนในหมวดอาหารสำเร็จรูปและเครื่องประกอบอาหารเป็นหลัก

ด้านดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุล 1.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยขาดดุลลดลงจากเดือนก่อน ตามดุลการค้าที่ปรับดีขึ้นจากการนำเข้าทองคำและเชื้อเพลิงที่ลดลงเป็นสำคัญ ขณะที่ตลาดแรงงานโดยรวมทรงตัว

ทั้งนี้ ธปท. ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวแต่ยังไม่ทั่วถึง โดยแรงส่งสำคัญมาจากการส่งออกสินค้าและการลงทุนภาคเอกชนที่ได้รับผลบวกจากวัฏจักรอิเล็กทรอนิกส์และ AI ของโลก ขณะที่การบริโภคภาคครัวเรือนยังได้รับแรงสนับสนุนจากมาตรการภาครัฐ ทิศทางเงินเฟ้อที่ลดลง และแนวโน้มรายได้แรงงานที่ปรับดีขึ้นตามการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวและราคาสินค้าเกษตร

สำหรับแนวโน้มระยะข้างหน้า ธปท. ระบุว่า การส่งออกสินค้ากลุ่มเทคโนโลยียังมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง โดยยังต้องติดตาม 5 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่ 1. ความต่อเนื่องของวัฏจักรเทคโนโลยีและ AI ของโลก 2. พัฒนาการของสงครามและนโยบายกีดกันทางการค้าระหว่างประเทศ 3. ผลของมาตรการภาครัฐ 4. การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว และ 5. พัฒนาการของสถานการณ์เอลนีโญ