• Wed. Aug 12th, 2026

รื้อใหญ่ ‘แบงก์ชาติ’ ยุค ‘วิทัย’ ในรอบ 27 ปี เปิด 3 สายงาน ‘นอนแบงก์-คุ้มครองผู้บริโภค-ระบบชำระเงิน’ รับโลกใหม่

รื้อใหญ่-‘แบงก์ชาติ’-ยุค-‘วิทัย’-ในรอบ-27-ปี-เปิด-3-สายงาน-‘นอนแบงก์-คุ้มครองผู้บริโภค-ระบบชำระเงิน’-รับโลกใหม่รื้อใหญ่ ‘แบงก์ชาติ’ ยุค ‘วิทัย’ ในรอบ 27 ปี เปิด 3 สายงาน ‘นอนแบงก์-คุ้มครองผู้บริโภค-ระบบชำระเงิน’ รับโลกใหม่

ตลอด 9 เดือนนับตั้งแต่ “วิทัย รัตนากร” เข้ารับตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) การเปลี่ยนแปลงไม่จำกัดเพียงนโยบายการเงินหรือการกำกับดูแลสถาบันการเงิน

แต่กำลังขยายถึง “บทบาท” ธนาคารกลางต่อระบบเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงการปรับเปลี่ยนภายในรั้วบางขุนพรหมครั้งสำคัญ

จากเดิมบทบาทหลัก ธปท.ถูกวางอยู่บนการดูแลเสถียรภาพด้านราคา เสถียรภาพระบบการเงินและเสถียรภาพสถาบันการเงิน แต่ภายใต้ยุควิทัย ภาพที่เห็นชัดขึ้นเป็นความพยายามทำให้บทบาท ธปท. “ใกล้เศรษฐกิจและประชาชนมากขึ้น”

และหากย้อนตั้งแต่รับตำแหน่งสิ่งที่เกิดขึ้นช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา สะท้อนแนวคิดสำคัญว่าการแก้ปัญหาเศรษฐกิจไทยไม่สามารถแยกจากระบบการเงินได้

ทำให้บทบาทของ ธปท.ยุคนี้เริ่มขยับจากการ “รักษาเสถียรภาพ” อย่างเดียวไปสู่การจัดการ “ต้นตอ” ปัญหาในระบบการเงินมากขึ้น

หนึ่งในภาพชัดเจนสุด คือทั้งการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงมาต่ำสุดระดับ 1% หากไม่นับช่วงเศรษฐกิจได้รับผลกระทบรุนแรงจากโควิด-19 เพื่อต้องลดภาระการเงินประชาชนและภาคธุรกิจ และพยุงเศรษฐกิจภายใต้แรงกดดันจากกำลังซื้อที่อ่อนแอ หนี้ครัวเรือนสูง และภาคธุรกิจ โดยเฉพาะเอสเอ็มอี ยังเผชิญข้อจำกัดการเข้าถึงสินเชื่อ และจากผลกระทบจากสงครามอิหร่าน

ยังรวมถึงการดูแลปัญหา “เงินบาท” แข็งค่าที่ต้นตอส่วนหนึ่งมาจาก “ทองคำ” ผ่านการคุมการซื้อขายทองคำผ่านช่องทางดิจิทัลและการชำระธุรกรรมด้วยเงินบาท รวมถึงการลดค่าธรรมเนียมในระบบธนาคารพาณิชย์ลง เพื่อเป็นมาตรฐานและลดภาระการเงินประชาชนมากขึ้น

อีกโจทย์ใหญ่ที่พยายามเข้าไปแก้ คือปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อของเอสเอ็มอี ภายใต้ ผ่าน SME Boost เพื่อให้ธนาคารสามารถรับความเสี่ยงจากการปล่อยสินเชื่อได้มากขึ้น ขณะที่เอสเอ็มอีก็มีโอกาสเข้าถึงเงินทุนเพื่อประคองและขยายธุรกิจ

หรือบทบาทในการจัดการกับธุรกรรมทางการเงินที่อาจเกี่ยวข้องกับ “ทุนเทา” ทั้งเข้ามาคุมธุรกรรมเงินสดจำนวนมาก นำเงินสดไปแลกเปลี่ยน นำเงินสดฝากเข้าระบบ แลกเงินเป็นสกุลต่างประเทศ ล่าสุดการจับตาใกล้ชิดสำหรับธุรกรรมที่ใช้เงินสดซื้อ “อสังหาฯ” 

  • จับตารื้อโครงสร้าง ธปท.ครั้งใหญ่

จนมาถึงบทบาทล่าสุดภายใต้ “วิทัย” ที่กำลังปรับเปลี่ยนธปท. อย่างมากนับจากนี้ ผ่านการรื้อโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่

แหล่งข่าวจากสถาบันการเงิน กล่าวว่า การรื้อโครงสร้างองค์กร การเพิ่มหน่วยงานภายใต้ผู้ว่าการ ธปท.เป็นการขยับครั้งใหญ่เพื่อดูแลด้านต่าง ๆ ของ ธปท.ใกล้ชิดกับปัญหามากขึ้น

หากย้อนดูโครงสร้างเดิมปัจจุบันของ ธปท.มีรากฐานและโครงสร้างที่ใช้มาตั้งแต่ปี 2542 การปรับโครงสร้าง ธปท.ครั้งนี้มีเหตุผลสำคัญมาจากการเปลี่ยนแปลงภารกิจ โดยเฉพาะงานด้านการกำกับสถาบันการเงิน จากเดิมโจทย์หลักการกำกับเป็นการดูแลให้ธนาคารพาณิชย์แข็งแรง มีเงินกองทุนเพียงพอ มีระบบบริหารความเสี่ยงที่ดี และป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาในลักษณะวิกฤติสถาบันการเงินเหมือนปี 2540

นอกจากธนาคารพาณิชย์แล้วยังมี Non-Bank จำนวนมากมีบทบาทให้บริการการเงินทั้งสินเชื่อรายย่อย บริการชำระเงิน และบริการทางการเงินรูปแบบใหม่ ขณะที่ประชาชนจำนวนมากไม่ได้ใช้บริการธนาคารเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป

ดังนั้นการดูแลเพียง “ความแข็งแรงของธนาคาร” จึงไม่เพียงพอ และโจทย์ใหม่ทำให้ผู้ใช้บริการการเงินได้รับความเป็นธรรม หรือ Customer Protection เป้าหมายการกำกับสถาบันการเงินยุคใหม่ต้องขยายจากการป้องกันความเสี่ยงที่ทำให้สถาบันการเงินล้ม ไปสู่การป้องกันประชาชนไม่ให้ถูกเอาเปรียบจากบริการทางการเงิน

โดยเฉพาะกลุ่ม Non-Bank ซึ่งมีรูปแบบธุรกิจต่างจากธนาคารพาณิชย์ และมีผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่หลากหลายขึ้น

ประเด็นที่ต้องจับตา เช่น การคิดดอกเบี้ย การกำหนดเงื่อนไขสินเชื่อ การเรียกเก็บค่าธรรมเนียม ตลอดจนผลิตภัณฑ์ใหม่อย่าง Buy Now Pay Later (BNPL) ซึ่งกำลังเป็นตัวอย่างสำคัญของการเปลี่ยนแปลงโลกการเงิน เพราะเป็นบริการที่เชื่อมระหว่างการชำระเงินกับสินเชื่อและเข้าถึงผู้บริโภคได้เร็วผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลรวมทั้ง ธปท.กำลังมีบทบาทกำกับ BNPL มากขึ้น และจะมีหลักเกณฑ์ออกมาก่อนสิ้นปี 2569

ทั้งหมดนี้สะท้อน “พื้นที่กำกับดูแล” ของ ธปท.กำลังขยายออกจากธนาคารไปสู่ผู้ให้บริการการเงินรูปแบบใหม่มากขึ้น

  • โครงสร้างใหม่คุม “นอนแบงก์-ระบบชำระเงิน”

สำหรับจุดเปลี่ยนสำคัญสุดเป็นการจัดโครงสร้างใหม่กำหนดให้มีด้านเสถียรภาพระบบชำระเงินและกำกับบริการทางการเงินให้เป็นสายงานสำคัญ 

รวมทั้งภายใต้โครงสร้างนี้จัดตั้งสายงานใหม่ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการคุ้มครองประชาชนและการกำกับธุรกิจสินเชื่อรายย่อย ทั้งสายคุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงินและกำกับธุรกิจสินเชื่อรายย่อย ซึ่งจะรับผิดชอบภารกิจที่เกี่ยวกับการคุ้มครองประชาชน

โดยประกอบด้วย ฝ่ายนโยบายคุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน ฝ่ายกำกับและวิเคราะห์ธุรกิจสินเชื่อรายย่อย ฝ่ายตรวจสอบธุรกิจสินเชื่อรายย่อย

ทั้งนี้การแยกสายงานออกมาชัดเจนเป็นสัญญาณสำคัญว่า Customer Protection กำลังถูกยกระดับจากภารกิจประกอบ ไปเป็นภารกิจหลักของ ธปท.โดยเฉพาะธุรกิจสินเชื่อรายย่อยที่กำลังขยายตัวผ่านช่องทางดิจิทัลและ Non-Bank

อีกสายงานใหม่คือ สายนโยบายและกำกับผู้ให้บริการการชำระเงิน ซึ่งประกอบด้วยฝ่ายนโยบายระบบการชำระเงินและเทคโนโลยีทางการเงิน ฝ่ายกำกับและตรวจสอบผู้ให้บริการการชำระเงิน สายนโยบายและกำกับผู้ให้บริการการชำระเงิน

ขณะที่อีกสายงานใหม่คือ สายนโยบายและกำกับผู้ให้บริการการชำระเงิน ซึ่งประกอบด้วย ฝ่ายนโยบายระบบการชำระเงินและเทคโนโลยีทางการเงิน ฝ่ายกำกับและตรวจสอบผู้ให้บริการการชำระเงิน

เหล่านี้เป็นอีกภารกิจที่จะมีความสำคัญขึ้น เพราะระบบการชำระเงินไทยเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ดิจิทัลเร็ว โดยเมื่อการชำระเงินกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานเศรษฐกิจ ความเสี่ยงจากระบบดังกล่าวจึงไม่จำกัดเพียงความเสี่ยงของผู้ให้บริการ แต่ขยายไปเป็นความเสี่ยงต่อระบบการเงินและเศรษฐกิจรวม

ดังนั้น การยกระดับผู้ดูแลงานด้านนี้ขึ้นมาอยู่ระดับรองผู้ว่าการ จึงสะท้อนว่า ธปท.มองว่า “ระบบชำระเงิน” ไม่ใช่งานสนับสนุนอีกต่อไป แต่เป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของระบบเศรษฐกิจ

นอกจากการกำกับผู้ให้บริการแล้ว ยังมีสายโครงสร้างพื้นฐานและบริการระบบการชำระเงิน ซึ่งประกอบด้วย ฝ่ายกลยุทธ์และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและบริการ ฝ่ายจัดการธนบัตรและบริการระบบการชำระเงิน โรงพิมพ์ธนบัตร

  • นอน-แบงก์” ถูกยกขึ้นเป็นภารกิจหลัก

แหล่งข่าวจากสถาบันการเงิน มองต่อว่า โครงสร้างปัจจุบันของ ธปท.ออกแบบมาตั้งแต่ปี 2542 ในช่วงที่ระบบการเงินมีธนาคารพาณิชย์เป็นแกนหลัก แต่กว่า 27 ปีที่ผ่านมา ระบบการเงินเปลี่ยนไปมาก

วันนี้มีผู้ให้บริการทางการเงินนอกเหนือจากธนาคารจำนวนมาก ขณะที่ประชาชนไม่ผูกติดกับธนาคารอย่างเดียว

แต่โครงสร้างการกำกับในอดีตไม่ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับโลกการเงินที่มี Non-Bank จำนวนมากเช่นปัจจุบัน ผลที่เกิดขึ้นทำให้ภารกิจ ธปท.ในการกำกับดูแลจึงมีลักษณะ “ไม่สมดุล” ระหว่างธนาคารกับ Non-Bank ธนาคารพาณิชย์ถูกกำกับเข้มข้นมีการตรวจสอบทั้งเงินกองทุน ความเสี่ยง สินเชื่อ เทคโนโลยีและการดำเนินงาน แต่ Non-Bank บางส่วนอยู่ในพื้นที่ที่ ธปท.เข้าไปกำกับดูแลได้จำกัดกว่า

ทั้งที่ประชาชนจำนวนมากใช้บริการสินเชื่อจาก Non-Bank และความเสี่ยงบางประเภทกำลังเพิ่มขึ้น ดังนั้น การตั้งสายงานใหม่จึงเป็นความพยายามแก้ “ช่องว่างการกำกับ” ให้แคบลง

ขณะที่มีสายงานใหม่ ธปท.ยังรักษาโครงสร้างหลักด้านเสถียรภาพสถาบันการเงินไว้ เพื่อทำหน้าที่ตามภารกิจดั้งเดิมดูแลความแข็งแรงระบบธนาคาร

สะท้อนว่าภารกิจ “เสถียรภาพสถาบันการเงิน” ไม่ถูกลดทอนความสำคัญแต่ถูกจัดวางให้ทำงานควบคู่ภารกิจใหม่ Customer Protection และ Non-Bank

ทั้งนี้ ภารกิจบริหารบางส่วนจัดวางในโครงสร้างใหม่ ขณะเดียวกันมีการจัดตั้งตำแหน่งรองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพระบบการชำระเงินและกำกับบริการทางการเงิน เพื่อรับผิดชอบภารกิจใหม่ที่สำคัญขึ้น ซึ่งสะท้อนทิศชัดเจนว่า ธปท.กำลัง “ย้ายทรัพยากร” จากงานบริหารทั่วไป เพื่อไปสู่งานที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการเปลี่ยนแปลงระบบการเงิน

นอกจากการตั้งสายงานใหม่แล้วยังมีสัญญาณว่า ธปท.กำลังปรับโครงสร้างระดับผู้บริหารด้วย ทั้งการขยับขยายตำแหน่ง การจัดวางบุคลากรใหม่ และการเตรียมรองรับตำแหน่งที่ว่างจากการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหาร และอาจพิจารณาบุคคลภายนอกมารับตำแหน่งผู้บริหารระดับสูง เพื่อรองรับภารกิจใหม่ของ ธปท.ซึ่งถือเป็นอีกสัญญาณสำคัญของการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมองค์กร

อย่างไรก็ตาม ประเด็นการแต่งตั้งบุคคลภายนอกดังกล่าวยังเป็นเพียงกระแสข่าว และต้องรอการยืนยันอย่างเป็นทางการจาก ธปท.โดยสิ่งที่เห็นชัดไม่ใช่เพียง “ใครมานั่งตำแหน่งใด” แต่คือการที่โครงสร้างใหม่กำลังถูกออกแบบให้รองรับภารกิจที่แตกต่างจากอดีต

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/1247059&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1aNUipGfxxipLTILQHredu