ช่วงที่ผ่านมา ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงสะท้อนภาพกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง อาทิ ดัชนี PMI โดย ISM ทั้งภาคการผลิตและภาคบริการ รวมทั้งตัวเลขค่าจ้างที่ยังปรับตัวเพิ่มขึ้น แม้ภาพรวมการจ้างงานจะเริ่มเห็นสัญญาณชะลอตัว แต่ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากอุปทานแรงงานที่ลดลงมากกว่าอุปสงค์ที่ชะลอตัวจึงยังไม่ใช่สัญญาณเชิงลบต่อภาพเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ ด้านเงินเฟ้อไทยเดือน .. ชะลอลงมาที่ 1.95% เมื่อเทียบกับงวดเดียวของปีก่อน จาก 2.42% ในเดือนก่อน และต่ำกว่าที่ตลาดคาดไว้ราว 2.4% โดยมีราคาน้ำมันที่ลดลงเป็นปัจจัยฉุดหลัก ทั้งนี้ InnovestX คงประมาณการเงินเฟ้อทั้งปีที่ 1.8% และมองว่า ธปท. จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.00% ตลอดช่วงที่เหลือของปี ซึ่งสอดคล้องกับมุมมองของตลาดส่วนใหญ่

ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามในสัปดาห์หน้า คือ ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือน .. ซึ่งตลาดคาดว่าดัชนี CPI ทั่วไปจะทรงตัวที่ระดับ 3.5% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ดัชนี Core CPI มีแนวโน้มชะลอตัวลงสู่ระดับ 2.5% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน จาก 2.6% ในเดือนก่อนหน้า ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่แรงกดดันจากราคาในหมวดบริการและที่อยู่อาศัยว่าจะกลับมาเร่งตัวขึ้นหรือไม่ ท่ามกลางดัชนี PMI โดย ISM ที่ยังคงอยู่ในระดับสูง พร้อมกันนี้ยังต้องติดตามสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางและความคืบหน้าในการเจรจาระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด เนื่องจากเป็นตัวแปรหลักที่จะกำหนดทิศทางราคาน้ำมันและอัตราเงินเฟ้อโลกในระยะถัดไป

ส่วนตลาดหุ้นไทย InnovestX มองช่วงสั้น SET จะแกว่งตัวผันผวน โดยเริ่มเห็นสัญญาณ Sector Rotation ที่มีเม็ดเงินหมุนออกจากกลุ่มพลังงานตามความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ผ่อนคลายลง เพื่อเข้าสะสมในกลุ่มที่ราคายัง Laggard หรือมีสัดส่วนถือครองของต่างชาติอยู่ในระดับต่ำ อย่างไรก็ดี คาดตลาดยังจับตาตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ ที่จะรายงานในสัปดาห์หน้า (12 ..) ซึ่งหากชะลอตัวลงจะช่วยหนุนความคาดหวังการผ่อนคลายนโยบายการเงินของเฟด ลดแรงกดดันต่อตลาดสินทรัพย์เสี่ยง รวมทั้งติดตามโค้งสุดท้ายของการรายงานผลประกอบการไตรมาส 2/2569 ของ บจ. ไทย ซึ่งอาจมีแรงเก็งกำไรสลับแรงขาย Sell on fact เป็นรายตัว กลยุทธ์ลงทุนจึงแนะนำให้ “Selective Buy” ผ่าน 3 ธีมลงทุนหลัก และ 4 ธีมเทรดดิ้ง ดังนี้ 

  1. New Normal Play ซึ่งได้ประโยชน์จากแผนเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด การย้ายฐานการผลิต และการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจระยะยาวตามเมกะเทรนด์โลก ได้แก่ GULF, GPSC, BGRIM, GUNKUL, WHA และ AMATA
  2. High Dividend Play เพื่อเป็นหลุมหลบภัยในช่วงตลาดผันผวน และสร้างกระแสเงินสดกลับเข้าพอร์ตได้อย่างสม่ำเสมอ แบ่งเป็น 1) ดักปันผลระหว่างกาลโดยคาดให้ Div. Interim Yield >2% (ประกาศจ่ายช่วง ..-..) ได้แก่ ADVANC, OR, PTT, PTTEP, SCCC, SIRI, TQM, TU และ 2) ดักปันผลระยะยาวเพื่อสร้างผลตอบแทนยั่งยืน โดยคาดให้ Div. Yield >5% ต่อปี ได้แก่ AP, BBL, FTREIT, LHSC, PTT 
  3. Domestic Play เน้นหุ้นบิ๊กแคปที่ได้ประโยชน์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ อีกทั้งราคาหุ้นยัง Laggard ได้แก่ CPALL, CPN, GLOBAL, ADVANC, TRUE, MTC, BEM และ ERW 
  • Trading Idea : 1) Earnings Play ซึ่งคาดจะประกาศกำไรไตรมาส 2/2569 เติบโตดีเมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน อีกทั้งยังมีฐานะการเงินแข็งแกร่ง และแนะนำ Outperform ได้แก่  CPN, KCE, MTC, PR9, AMATA, AP, BEM, CPALL, ERW, PRM, TIDLOR, GUNKUL, HANA, LHSC 2) Foreign Underowned Play เน้นหุ้น SET50 ที่ราคาหุ้นยัง Laggard และมีสัดส่วนถือครองจากต่างชาติยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยหลัง 5 ปี อีกทั้งมีโมเมนตัมกำไรไตรมาส 2-4 ปี 2569 ที่คาดจะเติบโตได้เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน ได้แก่ BEM, CPALL, HMPRO, MTC, TRUE, TU 

3) Anti-Oil Play ที่ได้ประโยชน์โดยตรงจากราคาน้ำมันปรับลงหลังสถานการณ์ในตะวันออกกลางคลี่คลาย อย่างสายการบิน (AAV, BA) โรงไฟฟ้า (GPSC, BGRIM) วัสดุก่อสร้าง (SCC, SCCC) และ 4) Declining Bond Yield Play ที่ได้อานิสงส์หากเงินเฟ้อสหรัฐฯ ออกมาชะลอตัวลงหรือต่ำกว่าตลาดคาด ได้แก่ MTC, SAWAD, TIDLOR

นางสาวณัฏฐ์วริน ไตรภพสกุล

ผู้อำนวยการอาวุโส Equity Strategy Team

บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (InnovestX)

บริษัทหลักทรัพย์ภายใต้กลุ่มเอสซีบีเอกซ์