รัฐบาลมีเป้าหมายในการใช้การลงทุนเพื่อสร้างการเติบโตของเศรษฐกิจประเทศ โดยมีการตั้งคณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการลงทุนใหม่ของประเทศ ซึ่งเป็น 1 ใน 4 คณะอนุกรรมการภายใต้คณะกรรมการร่วมภาครัฐ และเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน
ทั้งนี้ในการทำงานของคณะอนุกรรมการชุดนี้นอกจากมีรองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลังเป็นประธาน และมีข้าราชการระดับสูงเป็นกรรมการ ยังมีการแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิโดยมีการดึงเอกชน และผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์เรื่องการดึงการลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาเป็นคณะอนุกรรมการหลายคน ได้แก่
1.นายคงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน)
2.นายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี
3.นายฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน)
4.นายปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน)
5.นายธีรนันท์ ศรีหงส์ ประธานสมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย
6.นายกุลิศ สมบัติศิริ อดีตปลัดกระทรวงพลังงาน
7.นายเบญจรงค์ สุวรรณคีรี อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง
8.นางลัษมณ อรรถาพิช ผู้จัดการใหญ่ บริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด
ทั้งนี้คณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการลงทุนใหม่ของประเทศได้มีการประชุมไปเมื่อวันที่ 31 ก.ค.69 ที่ผ่านมา โดยมีการกำหนดเป้าหมาย และยุทธศาสตร์หลักในการขับเคลื่อนเป้าหมายการทำงาน ได้แก่
1.ผลักดันเศรษฐกิจไทยให้เติบโตมากกว่า 3% ผ่านการส่งเสริมอุตสาหกรรมเป้าหมายที่มีศักยภาพ ได้แก่ เกษตรสมัยใหม่ อาหารแปรรูป เทคโนโลยีขั้นสูง Future Mobility สุขภาพ และการแพทย์ การท่องเที่ยว เศรษฐกิจสร้างสรรค์ และธุรกิจการค้า เพื่อผลักดันประเทศไทยมุ่งสู่เป้าหมายการเป็นประเทศรายได้สูงภายในปี 2580
2.ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยสู่ 20 อันดับแรกของโลก โดยเร่งพัฒนาปัจจัยสำคัญ ได้แก่ สมรรถนะทางเศรษฐกิจ ประสิทธิภาพภาครัฐ ประสิทธิภาพภาคธุรกิจ และโครงสร้างพื้นฐาน
3.เพิ่มสัดส่วนการลงทุนรวมของประเทศให้เข้าใกล้ 30% ของ GDP โดยเร่งการลงทุนภาคเอกชนควบคู่กับการลงทุนภาครัฐ เพื่อสร้างแรงขับเคลื่อนใหม่ให้เศรษฐกิจไทย
สำหรับคณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการลงทุนใหม่ของประเทศ มีหน้าที่พิจารณา และเสนอแนวทางส่งเสริมการลงทุนเพื่อสร้างเศรษฐกิจใหม่ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เร่งรัดแก้ไขอุปสรรคด้านการลงทุน และติดตามผลการดำเนินมาตรการต่างๆ โดยทำหน้าที่เป็นกลไกบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ และภาคเอกชน เพื่อผลักดันนโยบายด้านการลงทุนให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม
- เดินหน้า 5 ยุทธศาสตร์ พลิกประเทศไทยสู่เศรษฐกิจแห่งอนาคต
ที่ประชุมเห็นชอบกรอบการขับเคลื่อน 5 ยุทธศาสตร์หลัก เพื่อยกระดับประเทศไทยสู่ฐานการลงทุน และเศรษฐกิจแห่งอนาคต ประกอบด้วย
1.Investment and Industry Transformation Hub เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมเดิมควบคู่กับการสร้างฐานอุตสาหกรรมใหม่ และเร่งรัดการลงทุนผ่านกลไก Thailand FastPass เพื่อลดขั้นตอน และระยะเวลาอนุมัติใบอนุญาตธุรกิจต่างๆ พร้อมกับเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้า น้ำ และพื้นที่สำหรับรองรับการลงทุนในอนาคต
อีกทั้งยกระดับทักษะบุคลากรไทยผ่านโปรแกรม Skill Bridge และสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่ออุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น พลังงานสะอาด และอุตสาหกรรมสีเขียว (Bio & Green) ยานยนต์ไฟฟ้า (xEV) เซมิคอนดักเตอร์ และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ดิจิทัล และ AI ระบบอัตโนมัติ และหุ่นยนต์ การแพทย์ และอาหารแห่งอนาคต
นอกจากนี้ ต้องสนับสนุนผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ Supply Chain ของอุตสาหกรรมระดับโลก และเพิ่มสัดส่วน Local Content ในอุตสาหกรรมเป้าหมาย รวมทั้งใช้เครื่องมือด้านการเงินการคลัง เช่น สินเชื่อดอกเบี้ยพิเศษ และมาตรการภาษี ควบคู่กับระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ เพื่อเพิ่มศักยภาพธุรกิจไทย
2. AI & Digital Hub ผลักดันประเทศไทยเป็นศูนย์กลางด้าน AI ผ่านการดึงดูดการลงทุนใน AI, Semiconductor, Chip Design ตั้งเป้าดึงดูดการลงทุนกลุ่มนี้ให้ได้ 1 แสนล้านบาทภายในปี 2570 และผลักดันให้เศรษฐกิจ AI สร้างมูลค่าเพิ่มคิดเป็น 5% ของ GDP
พร้อมพัฒนา Ecosystem ด้าน AI ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน ข้อมูล บุคลากร การวิจัย และพัฒนา และทรัพย์สินทางปัญญา รวมถึงส่งเสริมการนำ AI ไปใช้จริงในภาคธุรกิจทุกภาคส่วน อุตสาหกรรมเป้าหมาย และภาครัฐ เพื่อเพิ่มผลิตภาพ ลดต้นทุน และสร้างบริการรูปแบบใหม่
3. Green Hub โดยเร่งเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว ตั้งเป้าดึงดูดการลงทุนด้านพลังงานสะอาด และพัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ โครงสร้างพื้นฐาน EV และระบบขนส่งสีเขียว
พร้อมพัฒนากลไก Carbon Accounting และ Carbon Market ระบบซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ETS) และเครื่องมือทางการเงินสีเขียว เพื่อช่วยให้ภาคธุรกิจไทยสามารถแข่งขันในตลาดโลกที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนมากขึ้น
4.Financial Hub ใช้จุดแข็งของระบบการเงินไทยเป็นกลไกสนับสนุนการลงทุนแห่งอนาคต มุ่งพัฒนาประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางบริการทางการเงินของภูมิภาค ครอบคลุมการธนาคาร ตลาดทุน การประกันภัย และการบริหารความมั่งคั่ง
พร้อมยกระดับบทบาทของตลาดทุนในการสนับสนุนธุรกิจนวัตกรรม สตาร์ตอัป และผู้ประกอบการไทยที่มีศักยภาพในการเติบโตสู่ระดับโลก (National Champions) ผ่านมาตรการอำนวยความสะดวกในการระดมทุน และการเข้าถึงแหล่งเงินทุน
5. Medical Investment Hub โดยยกระดับประเทศไทยสู่ฐานการผลิต และศูนย์กลางนวัตกรรมทางการแพทย์มูลค่าสูงของภูมิภาค ผ่านการสร้าง Medical Ecosystem ครบวงจร ครอบคลุมการวิจัย และพัฒนา การผลิตยา เครื่องมือแพทย์ และผลิตภัณฑ์สุขภาพมูลค่าสูง
พร้อมเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ Supply Chain การแพทย์ระดับโลก ผลักดันสัดส่วน Local Content ในการผลิตชิ้นส่วน อุปกรณ์ทางการแพทย์ และนวัตกรรมด้านสุขภาพในประเทศ เพื่อยกระดับไทยสู่การเป็นฐานผลิต และศูนย์กลางนวัตกรรมทางการแพทย์ที่สำคัญของภูมิภาค
พิสูจน์อักษร….สุรีย์ ศิลาวงษ์
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1245771&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw36yTQ1Y4xKTPZ4KZT6xv53

