วันอังคาร ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 17.26 น.
นายกฯ ปิดภารกิจเยือนอินโดฯ ปธน.มาส่งถึงสนามบิน เร่งขยายตลาด ผนึกกำลังขับเคลื่อนอาเซียน
วันที่ 4 สิงหาคม 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงผลการเยือนสาธารณรัฐอินโดนีเซียอย่างเป็นทางการของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ระหว่างวันที่ 3–4 สิงหาคม 2569
รัฐบาลอินโดนีเซียให้การต้อนรับนายกรัฐมนตรีอย่างสมเกียรติ ขณะที่ประธานาธิบดีอินโดนีเซียได้เดินทางไปส่งนายกรัฐมนตรีถึงสนามบินด้วยตนเอง สะท้อนถึงความเชื่อมั่นและมิตรภาพอันใกล้ชิดระหว่างผู้นำ ซึ่งจะช่วยให้การประสานงานและการผลักดันความร่วมมือระหว่างสองประเทศเดินหน้าได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
การหารือประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย ทั้งการยกระดับความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ การเปิดโอกาสทางการค้าและการลงทุน การเสริมสร้างความปลอดภัย ตลอดจนการขับเคลื่อนบทบาทของไทยในอาเซียนและการสนับสนุนการแก้ไขสถานการณ์ในเมียนมาอย่างสันติ

ผลจากการเยือนครั้งนี้จะนำไปสู่ประโยชน์แก่ประชาชนใน 4 ด้านสำคัญ ได้แก่ ตลาดและโอกาสทางธุรกิจที่เพิ่มขึ้น การลงทุนและการจ้างงาน การป้องกันอาชญากรรมข้ามชาติที่เข้มแข็งขึ้น และเสถียรภาพของภูมิภาคที่เอื้อต่อเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ของประชาชน
โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีกับนายปราโบโว ครอบคลุมความร่วมมือทุกมิติ โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะเร่งขับเคลื่อนความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ให้เกิดผลในทางปฏิบัติ เชื่อมโยงจุดแข็งของไทยและอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นสองประเทศเศรษฐกิจสำคัญและเป็นผู้ร่วมก่อตั้งอาเซียน เพื่อสร้างโอกาสใหม่ให้แก่ประชาชนและภาคธุรกิจของทั้งสองประเทศ
ด้านเศรษฐกิจและปากท้องประชาชน ไทยและอินโดนีเซียจะขยายความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนให้กว้างและลึกซึ้งยิ่งขึ้น โดยต่อยอดจากอุตสาหกรรมเดิมไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ที่มีศักยภาพ รวมทั้งความร่วมมือด้านอาหาร ฮาลาล พลังงาน การท่องเที่ยว เศรษฐกิจสีเขียว และการเชื่อมโยงห่วงโซ่การผลิต

ความร่วมมือดังกล่าวจะช่วยเปิดตลาดให้สินค้าและบริการของไทย เพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม สามารถเข้าถึงตลาดอินโดนีเซียที่มีขนาดใหญ่ ขณะเดียวกัน ยังช่วยดึงดูดการลงทุน สร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และเพิ่มโอกาสการจ้างงานในประเทศ มีการตั้งหมายเพิ่มมูลค่าการค้าที่ปัจจุบันอยู่ที่เกือบ 20,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็น 23,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ในอนาคตอันใกล้
นายกรัฐมนตรียังได้เข้าร่วมงาน Indonesia–Thailand Business Forum เพื่อพบปะและสื่อสารโดยตรงกับภาคเอกชนอินโดนีเซีย พร้อมเป็นสักขีพยานการแลกเปลี่ยนบันทึกความเข้าใจระหว่างภาคเอกชนไทยและอินโดนีเซีย จำนวน 4 ฉบับ ครอบคลุมด้านการท่องเที่ยว ตลาดคาร์บอน และความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ซึ่งจะช่วยเปลี่ยนความสัมพันธ์ระดับรัฐบาลไปสู่โครงการธุรกิจและการลงทุนที่เกิดขึ้นจริง
“เป้าหมายของรัฐบาลไม่ใช่เพียงทำให้ตัวเลขการค้าสูงขึ้น แต่ต้องทำให้ผู้ประกอบการไทยมีตลาดเพิ่มขึ้น เกษตรกรและผู้ผลิตขายสินค้าได้มากขึ้น ธุรกิจท่องเที่ยวและบริการมีลูกค้าเพิ่มขึ้น และประชาชนมีงานและรายได้ที่มั่นคงขึ้น” โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าว
อีกหนึ่งผลสำเร็จสำคัญ คือ การแลกเปลี่ยน แผนปฏิบัติการว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ไทย–อินโดนีเซีย ซึ่งจะทำหน้าที่เป็น Roadmap กำหนดทิศทางและกลไกติดตามความร่วมมือของทั้งสองประเทศ เพื่อให้ข้อตกลงระหว่างผู้นำไม่หยุดอยู่เพียงการหารือ แต่ได้รับการขับเคลื่อนไปสู่โครงการที่ประชาชนได้รับประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังได้แลกเปลี่ยน บันทึกความเข้าใจด้านการศึกษา เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านวิชาการ การวิจัย การแลกเปลี่ยนนักศึกษาและบุคลากร ตลอดจนการพัฒนาทักษะที่ตอบโจทย์เศรษฐกิจยุคใหม่ ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสทางการศึกษา พัฒนากำลังคน และยกระดับความสามารถในการแข่งขันของไทยในระยะยาว
ด้านความปลอดภัยของประชาชน ไทยและอินโดนีเซียเห็นพ้องที่จะเพิ่มความร่วมมือในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ ผ่านการบังคับใช้กฎหมาย การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร และการประสานงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ความร่วมมือนี้จะช่วยให้ทั้งสองประเทศสามารถรับมือภัยที่กระทบประชาชนโดยตรงได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งขบวนการหลอกลวงออนไลน์ การค้ามนุษย์ ยาเสพติด และเครือข่ายอาชญากรรมที่เคลื่อนย้ายคน เงิน และทรัพย์สินข้ามพรมแดน
โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวเพิ่มเติมว่า การเยือนครั้งนี้ยังมีความสำคัญต่อการขับเคลื่อนบทบาทของไทยในอาเซียน นายกรัฐมนตรีได้พบหารือกับเลขาธิการอาเซียน เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับทิศทางของภูมิภาคท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและความท้าทายด้านความมั่นคง

นายกรัฐมนตรียืนยันว่า ไทยจะมีบทบาทเชิงรุกในการรักษาเอกภาพและความเป็นแกนกลางของอาเซียน พร้อมผลักดันความร่วมมือที่ตอบโจทย์ชีวิตประชาชน ทั้งความมั่นคงทางอาหารและพลังงาน เศรษฐกิจดิจิทัล การรับมือภัยข้ามพรมแดน และการสร้างโอกาสให้ประชาชนทุกกลุ่มได้รับประโยชน์จากการเติบโตของภูมิภาค
ในโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรียังได้กล่าวถ้อยแถลงแสดงวิสัยทัศน์ของไทยต่ออนาคตอาเซียน โดยเสนอ 3 แนวทางสำคัญ ได้แก่ การธำรงเอกภาพของอาเซียน การเสริมสร้างภูมิคุ้มกันและความสามารถในการรับมือวิกฤต และการยึดประชาชนเป็นศูนย์กลางของการพัฒนา
สำหรับสถานการณ์ในเมียนมา นายกรัฐมนตรีได้ย้ำว่า ไทยสนับสนุนการแก้ไขปัญหาตามฉันทามติ 5 ข้อของอาเซียน พร้อมทำหน้าที่ในฐานะประเทศเพื่อนบ้านที่สร้างสรรค์ ส่งเสริมการพูดคุยระหว่างทุกฝ่าย สนับสนุนความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม และประสานความร่วมมือกับประเทศสมาชิกอาเซียน เพื่อให้เมียนมากลับคืนสู่สันติภาพและเสถียรภาพ

การแก้ไขสถานการณ์ในเมียนมามีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับประเทศไทย เพราะจะช่วยลดความเสี่ยงด้านความมั่นคงบริเวณชายแดน ลดปัญหาอาชญากรรมและการเคลื่อนย้ายที่ผิดกฎหมาย ฟื้นฟูการค้าชายแดน และสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุน การท่องเที่ยว และการดำรงชีวิตของประชาชนในพื้นที่
ขณะเดียวกัน ไทยจะนำผลการหารือและวิสัยทัศน์จากการเยือนครั้งนี้ไปใช้เป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมความพร้อมสู่การเป็นประธานอาเซียนในปี 2571 โดยมุ่งผลักดันวาระที่สร้างผลลัพธ์จริงแก่ประชาชน และเสริมสร้างความเข้มแข็งของอาเซียนในระยะยาว
“ความสำเร็จของการเยือนครั้งนี้จะไม่ได้วัดจากพิธีการหรือจำนวนข้อตกลงเท่านั้น แต่ต้องวัดจากตลาดใหม่ของสินค้าไทย การลงทุนและงานที่เพิ่มขึ้น โอกาสทางการศึกษาของคนรุ่นใหม่ ความปลอดภัยจากอาชญากรรมข้ามชาติ และภูมิภาคที่มีเสถียรภาพมากขึ้น รัฐบาลจะเร่งติดตามทุกข้อตกลงและเปลี่ยนผลการหารือให้เป็นประโยชน์ที่ประชาชนสัมผัสได้จริง” นางสาวรัชดา กล่าว

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/981423&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0iasGlvudEJnNU_uCjTkBr

