• Mon. Aug 3rd, 2026

เฟดคงดอกเบี้ย ผลต่อเศรษฐกิจไทย

เฟดคงดอกเบี้ย-ผลต่อเศรษฐกิจไทยเฟดคงดอกเบี้ย ผลต่อเศรษฐกิจไทย

สัปดาห์ที่แล้ว คณะกรรมการนโยบายการเงินธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟด (FOMC) คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ร้อยละ 3.5-3.75 ตรงกับที่ตลาดการเงินส่วนใหญ่คาด แม้แรงกดดันเงินเฟ้อจะมีมากขึ้นชัดเจนช่วงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

ทั้งจากราคาน้ำมันที่กลับมาสูงขึ้นตามภาวะสงครามระลอกสอง อัตราดอกเบี้ยระยะยาวที่โน้มสูงขึ้นก่อนหน้าการประชุม จากที่นักลงทุนห่วงว่าเงินเฟ้อจะเร่งตัวและลดลงยาก รวมทั้งความเห็นของกรรมการสามคนในการประชุม FOMC ล่าสุดที่สนับสนุนให้ขึ้นอัตราดอกเบี้ย

ถึงวันนี้ ตลาดการเงินส่วนใหญ่มองว่า ธนาคารกลางสหรัฐคงต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนกันยายน ถ้าเงินเฟ้อเร่งตัวและสงครามยืดเยื้อ ซึ่งจะนําเศรษฐกิจโลกกลับเข้าสู่ยุคสามสูง คือ ราคาน้ำมันสูง เงินเฟ้อสูง อัตราดอกเบี้ยสูง 

สำหรับประเทศไทย ต้นทุนการเงินที่สูงขึ้นจะกระทบทั้งการขยายตัวของเศรษฐกิจและฐานะการคลัง เงินทุนต่างประเทศจะไหลออก และแรงกดดันต่อดุลบัญชีเดินสะพัดจะมีต่อเนื่องจากราคาน้ำมันที่สูง ทำให้เศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังจะยิ่งยากขึ้น ทั้งการเติบโตและเสถียรภาพ นี่คือประเด็นที่จะเขียนวันนี้

ธนาคารกลางสหรัฐคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ร้อยละ 3.5-3.75 ในการประชุมสัปดาห์ที่แล้ว ต่อเนื่องเป็นครั้งที่ห้าในปีนี้ ด้วยมติ 9 ต่อ 3 โดยในใบแถลงข่าวให้เหตุผลว่าเศรษฐกิจสหรัฐขยายตัวเข้มแข็ง ตลาดแรงงาน ผลิตภาพการผลิต การลงทุนเข้มแข็ง แม้จะมีความไม่แน่นอนจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง อัตราการว่างงานเสถียรไม่เปลี่ยนแปลง

ส่วนอัตราเงินเฟ้อสูงกว่าเป้าร้อยละ 2 โดยอัตราเงินเฟ้อเดือนมิถุนายนซึ่งเป็นตัวเลขล่าสุด วัดจากดัชนีราคาผู้บริโภค อยู่ที่ร้อยละ 3.5 ลดลงจากร้อยละ 4.2 เดือนก่อนหน้า ซึ่งเฟดมองว่าเป็นผลจากช็อกด้านอุปทาน และยืนยันที่จะรักษาเสถียรภาพราคา

ในช่วงแถลงข่าวและตอบคำถามสื่อมวลชน ประธานเฟด นายเควิน วอร์ช ยอมรับว่าคณะกรรมการมีความเห็นไม่ตรงกันเรื่องการคงหรือขึ้นดอกเบี้ย เปรียบเหมือนครอบครัว ซึ่งเป็นเรื่องปกติ และย้ำว่าเฟดจะไม่ส่งสัญญาณทิศทางดอกเบี้ยเพราะต้องการให้ตลาดการเงินประเมินเองและปรับตัว ซึ่งต่างจากในอดีต ซึ่งสำหรับตลาดการเงินความไม่ชัดเจนในทิศทางดอกเบี้ยหมายถึง ความไม่แน่นอนที่จะมีมากขึ้น 

ประเด็นนี้ทำให้หลังแถลงข่าว ตลาดหุ้นสหรัฐปรับลง ดัชนีดาวโจนส์ปรับลง 1.6% ดัชนี S&P 500 ลดลง 0.6% ส่วนอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ 30 ปีเร่งขึ้นเป็นร้อยละ 5.2 เพราะนักลงทุนห่วงเงินเฟ้อและกลัวว่าเฟดจะตามสถานการณ์เงินเฟ้อไม่ทัน (behind the curve)

เพราะไม่ดุดันหรือจริงจังพอเรื่องเงินเฟ้อจากมติคงอัตราดอกเบี้ย ประเด็นไม่ดุดันนี้ทำให้ตลาดบางส่วนมองว่าอัตราดอกเบี้ยอาจยืนระดับนี้อีกในเดือนกันยายน คือไม่ปรับขึ้น

สำหรับผม ความสมดุลของความเสี่ยงได้ปรับไปทางอัตราเงินเฟ้อสูงมากขึ้นตั้งแต่กลางเดือนกรกฎาคมเมื่อสงครามสหรัฐ-อิหร่านรอบสองประทุขึ้นและราคาน้ำมันกลับมาสูงขึ้นอีก ซึ่งจะมีผลต่ออัตราเงินเฟ้อในสหรัฐและการตัดสินใจของเฟดเรื่องดอกเบี้ยจากนี้จนถึงการประชุมในเดือนกันยายน

ทำให้ข้อมูลเศรษฐกิจ การจ้างงาน และอัตราเงินเฟ้อสหรัฐ ช่วงสองเดือนข้างหน้าจะเป็นตัวตัดสินทิศทางอัตราดอกเบี้ยสหรัฐ ขึ้นอยู่ว่าสถานการณ์สงครามและเงินเฟ้อ ณ จุดนั้น จะออกมาอย่างไร ซึ่งมีความเป็นไปได้สามทาง

1.สงครามระลอกสองเป็นภาวะชั่วคราว ราคาน้ำมันยืนระยะในระดับปัจจุบัน อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเร่งตัวขึ้นตามราคาน้ำมันที่แพงขึ้นแต่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานค่อนข้างเสถียร ในกรณีนี้ เฟดอาจเลือกที่จะมองข้าม คือ look through อัตราเงินเฟ้อที่สูงเพราะเป็นเรื่องชั่วคราว และคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนกันยายน คือ ไม่ปรับขึ้น

2.สงครามยืดเยื้อ ราคาน้ำมันปรับสูงขึ้นในระดับ 90-100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเป็นเดือนๆ ทำให้ทั้งอัตราเงินเฟ้อทั่วไปและอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเร่งตัวขึ้น เพราะราคาน้ำมันที่สูงส่งผลต่อต้นทุนการผลิตในส่วนอื่นๆ ของเศรษฐกิจ กรณีนี้ เฟดคงขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนกันยายนเพื่อลดเงินเฟ้อ

3.เป็นความเสี่ยงส่วนหาง คือ สงครามรุนแรงมากขึ้นและขยายวง ทำให้ราคาน้ำมันทะลุระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล กระทบเงินเฟ้อและเศรษฐกิจรุนแรง เข้าค่าย Stagflation ซึ่งจะท้าทายเฟดและนโยบายการเงิน

ในชั้นนี้ นักลงทุนส่วนใหญ่มองไปที่ความเป็นไปได้ หนึ่ง หรือ สอง คือ คงหรือขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนกันยายน นี่คือเหตุผลทำไมเฟดจึงสงวนท่าทีไม่ส่งสัญญาณทิศทางดอกเบี้ย เพราะความไม่แน่นอนที่มีมาก ซึ่งผมเห็นด้วย

สำหรับเศรษฐกิจไทยและประเทศตลาดเกิดใหม่ ไม่ว่าเฟดคงหรือขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนกันยายน อัตราดอกเบี้ยสหรัฐที่สูงอย่างในปัจจุบันก็จะยืนระยะต่อไปหรือไม่ก็ปรับสูงขึ้นอีก เป็นภาวะแวดล้อมของสามสูงที่จะกระทบเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยช่วงครึ่งปีหลัง คือ ราคาน้ำมันสูง อัตราเงินเฟ้อสูง และ อัตราดอกเบี้ยสูง

สำหรับไทย ราคาน้ำมันที่สูงจะทำให้ต้นทุนการผลิตและอัตราเงินเฟ้อในประเทศสูงขึ้น กระทบเศรษฐกิจ ความสามารถในการแข่งขัน และความเป็นอยู่ของคนในประเทศ รวมถึงกดดันดุลบัญชีเดินสะพัดให้ขาดดุลต่อเนื่อง สร้างความเสี่ยงต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจ

อัตราดอกเบี้ยสหรัฐที่สูงจะกดดันให้เงินทุนต่างประเทศไหลออก กระทบตลาดหุ้นและสภาพคล่องในประเทศ ส่วนฐานะการคลังของประเทศที่ตึงมืออยู่แล้ว ก็จะถูกกดดันมากขึ้นจากเศรษฐกิจและรายได้ภาษีที่ชะลอ รวมถึงต้นทุนการกู้ยืมและชําระหนี้ที่จะสูงขึ้น

นี่คือพายุอีกลูกที่จะเข้ามากระทบเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลัง เหมือนย้ำว่าโลกสวยอย่างเมื่อสิบกว่าปีก่อนที่ทุกอย่างต่ำได้จบไปแล้ว ปัจจุบันคือโลกใหม่ที่เต็มไปด้วยความเสี่ยง ความไม่แน่นอน ความผันผวน ภูมิรัฐศาสตร์ สงคราม ที่ทำให้ทุกอย่างแพงขึ้น ไม่ว่า ราคาสินค้าทั่วไปหรือเงินเฟ้อ ราคาน้ำมัน อัตราดอกเบี้ย ซึ่งจะอยู่กันยากขึ้น

เฟดคงดอกเบี้ย ผลต่อเศรษฐกิจไทย

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/opinion/1245672&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3fnFgmuktaeyID2ETkIXVS