• Sun. Aug 2nd, 2026

คอลัมน์การเมือง – รายงานวิเคราะห์ภูมิทัศน์การเมือง เศรษฐกิจ และสังคมไทย ปี 2569 (1)

คอลัมน์การเมือง-–-รายงานวิเคราะห์ภูมิทัศน์การเมือง-เศรษฐกิจ-และสังคมไทย-ปี-2569-(1)คอลัมน์การเมือง – รายงานวิเคราะห์ภูมิทัศน์การเมือง เศรษฐกิจ และสังคมไทย ปี 2569 (1)

บทวิเคราะห์สถานการณ์ โอกาสความเสี่ยงและทางออกเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศไทย

บทนำ: บริบทประเทศไทยในปี 2569

ประเทศไทยก้าวเข้าสู่ปี 2569

ภายใต้โครงสร้างทางการเมืองใหม่ที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

(รัฐบาลอนุทิน สมัยที่ 2 ตั้งแต่มีนาคม 2569)

ท่ามกลางกระแสความเปลี่ยนแปลงทั้งภายในและภายนอกประเทศที่รวดเร็ว

– การเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างประชากรสู่สังคมสูงวัยขั้นสุดยอด

– ปัญหาหนี้สินสะสม และ

– การแบ่งขั้วของเศรษฐกิจโลก(Deglobalization)

เป็นปัจจัยเร่งรัดที่บีบให้ประเทศไทยต้องปรับตัวอย่างเร่งด่วน

1. สภาพการณ์ที่ดีที่สุด (Best-Case) VS สภาพการณ์ที่แย่ที่สุด (Worst-Case)

สภาพการณ์ที่ดีที่สุด(Best-Case Scenario):

“The Golden Pragmatism”

การเมืองมีเสถียรภาพและประนีประนอม:

รัฐบาลผสมภายใต้การนำของนายกฯ อนุทิน

สามารถเชื่อมประสานกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ ได้อย่างลงตัว

ลดความขัดแย้งเชิงอุดมการณ์รุนแรง

มุ่งเน้นนโยบายที่เน้นผลสัมฤทธิ์เชิงปฏิบัติ (Pragmatic Policies)

เศรษฐกิจฟื้นตัวอย่างทั่วถึง:

ภาคการท่องเที่ยวเติบโตอย่างมีคุณภาพสูง (High-value Tourism)

การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)

โดยเฉพาะกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้า (EV)เซมิคอนดักเตอร์ และพลังงานหมุนเวียน

พุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

หนี้สินได้รับการบรรเทา:

นโยบายปรับโครงสร้างหนี้และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระดับฐานรากเริ่มส่งผลสัมฤทธิ์

ดึงดูดแรงงานนอกระบบกลับเข้าสู่ระบบภาษีได้มากขึ้น

ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคพุ่งสูง:

ดัชนีความเชื่อมั่นทั้งภาคธุรกิจและภาคครัวเรือนกลับมาเป็นบวก

ส่งผลให้เกิดการหมุนเวียนของกระแสเงินสดภายในประเทศอย่างแข็งแกร่ง

สภาพการณ์ที่แย่ที่สุด (Worst-Case Scenario):

“The Stagnant Split”

ทางตันทางการเมืองและการประท้วง:

ความตึงเครียดระหว่างขั้วอนุรักษนิยมและขั้วก้าวหน้าปะทุขึ้นอีกครั้ง

หากนโยบายรัฐบาลถูกมองว่าเอื้อประโยชน์แก่กลุ่มทุนใหญ่

หรือไม่สามารถตอบสนองความต้องการปฏิรูปโครงสร้างเชิงลึกของภาคประชาชน

วิกฤตต้มยำกุ้งเงียบ (Silent Crisis):

ปัญหาหนี้ครัวเรือนสะสมที่สูงเกินกว่า 90% ของ GDP

ไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นระบบ

ส่งผลให้เกิดการผิดนัดชำระหนี้เป็นโดมิโน

สถาบันการเงินคุมเข้มการปล่อยสินเชื่อ

เกิดภาวะเงินฝืดในระบบเศรษฐกิจฐานราก

การย้ายฐานการผลิตหนีไทย:

เนื่องจากปัญหาการขาดแคลนแรงงานทักษะสูง (Skill Mismatch)

และต้นทุนพลังงานที่สูง

ทำให้นักลงทุนต่างชาติย้ายฐานการผลิตไปยังเวียดนาม อินโดนีเซีย หรือฟิลิปปินส์

ที่มีประชากรวัยแรงงานมากกว่า

ภัยพิบัติทางธรรมชาติรุนแรง:

ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ส่งผลให้เกิดภัยแล้งสลับน้ำท่วมใหญ่ทำลายพื้นที่เกษตรกรรมหลัก

ซ้ำเติมรายได้ของเกษตรกรที่เป็นกระดูกสันหลังของประเทศ

• 2. ปัจจัยสำคัญภายในประเทศ (Internal Factors)

ปัจจัยด้านดี (Opportunities & Strengths)

1. โครงสร้างพื้นฐานทางคมนาคมสำเร็จรูป:

โครงการรถไฟความเร็วสูง รถไฟฟ้าขนส่งมวลชน และท่าเรืออุตสาหกรรม

ที่ลงทุนไปก่อนหน้านี้เริ่มเปิดใช้งานเต็มรูปแบบ

ช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์ของประเทศ

2. จุดแข็งด้านการบริการและการแพทย์ (Medical & Wellness Hub):

ประเทศไทยยังคงเป็นหมุดหมายอันดับต้นๆ ของโลกในด้านการแพทย์

และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่มีอัตรากำไรสูง

3.การปรับตัวของภาคเอกชนไทย:

กลุ่มบริษัทขนาดใหญ่และ SMEs ของไทยมีความยืดหยุ่นสูง

มีความสามารถในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและ

การเข้าสู่กระบวนการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน (ESG) ได้อย่างรวดเร็ว

ปัจจัยด้านร้าย (Threats & Weaknesses)

1.วิกฤตโครงสร้างประชากร (Super-Aged Society):

ประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์

ทำให้สัดส่วนวัยแรงงานลดลง

รัฐบาลต้องเผชิญกับงบประมาณรายจ่ายด้านสวัสดิการและการรักษาพยาบาลที่สูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด

ขณะที่จัดเก็บภาษีได้น้อยลง

2. ปัญหาหนี้ครัวเรือนและหนี้สาธารณะ:

ระดับหนี้สินที่สูงลิ่วกลายเป็นตัวฉุดรั้งกำลังซื้อภายในประเทศอย่างรุนแรง

และจำกัดพื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) ของรัฐบาล

ในการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่

3. คุณภาพการศึกษาและทักษะแรงงาน:

ระบบการศึกษาไทยยังปรับตัวไม่ทันความต้องการของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต (New S-Curve)

ทำให้เกิดภาวะขาดแคลนบุคลากรด้านเทคโนโลยีชั้นสูงและดิจิทัล

• 3. ปัจจัยสถานการณ์โลกที่มีผลต่อประเทศไทย (Global Factors)

ผลกระทบด้านบวก (Global Positives)

การกระจายความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ (China + 1):

ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และจีน

ทำให้นักลงทุนต่างชาติยังคงมองหาประเทศที่มีความเป็นกลางและ

มีความพร้อมทางโครงสร้างพื้นฐาน

ซึ่งไทยเป็นหนึ่งในตัวเลือกอันดับแรกในภูมิภาคอาเซียน

กระแสการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด (GreenTransition):

ความต้องการส่วนประกอบ EV

เทคโนโลยีสีเขียว และ

แนวคิด Carbon Neutrality ทั่วโลก

เปิดโอกาสให้ไทยเป็นฐานการผลิตระดับภูมิภาค

หากรัฐบาลให้การสนับสนุนเชิงนโยบายอย่างถูกจุด

ความมั่นคงทางอาหาร (Food Security):

ทั่วโลกกำลังเผชิญกับความผันผวนของสภาพอากาศ

แหล่งผลิตอาหารที่มั่นคงอย่างประเทศไทย

จึงมีโอกาสส่งออกสินค้าเกษตรแปรรูปมูลค่าสูงไปสู้ตลาดโลก
ได้มากขึ้น

ผลกระทบด้านลบ (Global Negatives)

ลัทธิปกป้องทางการค้า (Protectionism) และกำแพงภาษี:

มาตรการภาษีศุลกากรใหม่จากขั้วอำนาจเศรษฐกิจ (เช่น สหรัฐฯและสหภาพยุโรป)

อาจส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกของไทยโดยตรง

ความผันผวนของราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์:

ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและภูมิภาคอื่นๆ ที่ยืดเยื้อ

ส่งผลให้ต้นทุนพลังงานนำเข้าของไทยผันผวนและอยู่ในระดับสูง

กระทบต่ออัตราเงินเฟ้อและค่าครองชีพของประชาชน

วิกฤตสภาพภูมิอากาศโลก (Climate Crisis):

ปรากฏการณ์เอลนีโญและลานีญาที่รุนแรงขึ้น

ส่งผลโดยตรงต่อปริมาณน้ำในการทำเกษตรกรรมและ

การอุปโภค-บริโภคในเขตอุตสาหกรรม

ชัยวัฒน์ สุรวิชัย

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/columnist/67176&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw05-Bfr_Q3ERPfYZ3w6cuoN