วันอาทิตย์ ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 13.14 น.
2 สิงหาคม 2569 นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ขนานใหญ่ จะเกิดขึ้นได้หรือไม่ จำต้องมีเงื่อนไขทางอัตวิสัย 2 ข้อ เกิดขึ้นเสียก่อน
กล่าวคือ ภายในจิตใจ ความรู้สึกนึกคิดของผู้คนจำนวนมหาศาลในสังคม เห็นพ้องต้องกันว่า
1. จำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ อยู่แบบนี้ต่อไปอีกไม่ได้
2. เชื่อว่ามีโอกาสและความเป็นไปได้ที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่
พรรคการเมืองที่ประกาศตนว่า กำเนิดขึ้นมาเพื่อภารกิจเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ ต้องเป็น “กองหน้า” ในการเร่งเร้า ปลุกความคิดจิตใจของผู้คน เพื่อให้สองเงื่อนไขดังกล่าวครบถ้วน
ณ เวลานี้ ในประเทศไทยอันเป็นที่รักของเรา น่าจะเกิดเงื่อนไขข้อแรกแล้ว
นับตั้งแต่รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 + รัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 สภาพสังคมไืทย ดำเนินมาจนถึงขนาดที่ว่า คนจำนวนมากมายมหาศาล ไม่ว่าจะอยู่ในช่วงวัยใด การศึกษาใด อาชีพใด ภูมิลำเนาใด สถานะทางสังคมและเศรษฐกิจใด ต่างก็เห็นพ้องต้องกันว่า ประเทศไทยต้องมีการเปลี่ยนแปลง
เมื่อเห็นตรงกันเสมือนเป็นฉันทามติว่า “ต้องเปลี่ยน” แต่ไฉนการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่จึงยังไม่เกิดขึ้น
ปัญหาอยู่ที่ว่า เงื่อนไขข้อที่ 2 คือ มองเห็น หวัง เชื่อว่ามีโอกาสที่จะเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ ยังไม่เกิดขึ้น
สภาพการณ์เช่นนี้ ทำให้หลายคนสิ้นหวัง อดทนอยู่ต่อไป ย้ายไปอาศัยที่อื่น ทำใจยอมรับสิ่งที่เป็น เอาตนเองให้รอด ทำมาหากิน หาหนทางรวยให้ได้ เพื่อให้ชีวิตสบาย
หรือบ้างเลวร้ายกว่านั้น ก็หันเหเข้าสู่ระบบ รับใช้คณะผู่ปกครองผู้มีอำนาจไปเสียเลย
หากเงื่อนไขข้อที่ 2 ยังไม่เกิด ทอดเวลายาวออกไปเรื่อยๆ ก็จะเข้าไปกัดกินเงื่อนไขข้อที่ 1
นานวันเข้า จากเชื่อมั่นว่าต้องเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ ก็จะกลายเป็นเชื่อว่า เอาล่ะ ประเทศไทยก็ได้เท่านี้แหละ เท่านี้ก็เปลี่ยนมาพอได้แล้ว อยู่ต่อไป ไม่ต้องเปลี่ยน
ภารกิจของพรรค “กองหน้า” ผู้ประกาศตนว่าจะเปลี่ยนแปลงประเทศไทยขนานใหญ่ คือ ทำให้คนจำนวนมากมายมหาศาลที่เชื่อว่า “ต้องเปลี่ยน” เชื่อต่อไปว่า “มีโอกาสเปลี่ยน” และ “โอกาสนั้นใกล้เข้ามาแล้ว”
ณ เวลานี้ พรรคได้ทำภารกิจนี้แล้วหรือยัง?
ต่อมา นายปิยบุตร โพสต์ข้อความอีก ระบุว่า ถ้าคนจำนวนมากมายมหาศาลเห็นพ้องต้องกันว่า ไม่ว่าอย่างไร ประเทศไทยต้องเปลี่ยน พรรคการเมืองที่ประกาศตนเป็น “กองหน้า” ในการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยขนานใหญ่ ต้องทำอย่างไรต่อไป?
พรรคต้องปลุกเร้าทางความคิดต่อไปให้คนเห็นว่า มีโอกาส มีความเป็นไปได้ที่การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น และจะเกิดขึ้นในไม่ช้านี้
แน่นอน ภายหลังการเลือกตั้ง 3 ครั้งผ่านไป และ “นิติสงคราม” ยังคงเดินหน้าบดขยี้ประชาชนและนักการเมืองของพรรค ก็อาจเป็นสถานการณ์ที่ยากกว่าช่วงปี 2561-2566
แต่ก็ยังพอมีหนทาง
ผมเห็นว่า มีวิธีการอันเป็นรูปธรรมที่พรรคควรเร่งทำ 2 เรื่อง
เรื่องแรก การรณรงค์ฉายภาพประเทศไทยในฝันให้สังคมไทยได้เห็น
เมื่อคนจำนวนมากรู้สึกว่า “ต้องเปลี่ยน” แต่เปลี่ยนอะไรล่ะ เปลี่ยนอย่างไร เปลี่ยนไปเป็นอย่างไร
เราจะแปลงความรู้สึกนึกคิดอันเป็นนามธรรมนั้นให้เป็นรูปธรรมได้ ก็ต้องวาดภาพให้คนเห็นว่า การเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นนั้น เปลี่ยนแล้วจะได้อะไรมาแทนที่สิ่งเก่า
พรรคควรอธิบายการปฏิรูประบบราชการ การปฏิรูปกองทัพ การปฏิรูประบบบริการสาธารณสุขและสวัสดิการ การปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ ระบบภาษี และงบประมาณ การปฏิรูปที่ดิน การปฏิรูปการเกษตร และอีกสารพัดการปฏิรูป
หากการปฏิรูปเหล่านี้เกิด ภายในกี่ปี่ ประเทศไทยจะหน้าตาเป็นอย่างไร
พูดง่ายๆ คือ พรรคต้องทำหน้าที่วาดภาพจินตนาการให้คนเห็นว่า สิ่งใหม่ ที่จะมาแทนที่ สิ่งเก่า คืออะไร จะทำให้ชีวิตของผู้คน และสังคมดีขึ้นอย่างไร อาจต้องเสียสละ กลืนเลือดกันคนละนิดคนละหน่อย อดทนร่วมกัน เพื่อให้การปฏิรูปขนานใหญ่เกิดขึ้น
เรื่องที่สอง รัฐธรรมนูญใหม่
ประชามติรอบที่ผ่านมา แสดงให้เห็นชัดว่าคนส่วนใหญ่ผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญในประเทศนี้ เห็นว่า ต้องเปลี่ยนรัฐธรรมนูญ
พรรคควรใช้ฐานความชอบธรรมนี้ในการรณรงค์ต่อไป
แน่นอน ด้วยองค์ประกอบรัฐสภาและศาลรัฐธรรมนูญแบบนี้ เสนอร่างเข้าไป ก็คงตกหมด
แต่ไม่ได้หมายความว่า เราจะทำอะไรไม่ได้เลย
พรรคควรขยายประเด็นไปรณรงค์เรื่องเนื้อหาในรัฐธรรมนูญใหม่ด้วย ไม่ควรติดกับอยู่กับแค่การถกเถียงเรื่องรูปแบบและที่มาของสภาร่างรัฐธรรมนูญเท่านั้น
นอกจากนี้ เพื่อมิให้ติดกับดักกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่คอยขวางการทำรัฐธรรมนูญใหม่ตลอดเวลา พรรคควรขยายความคิดเรื่อง “อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ” ให้กว้างขวาง
อำนาจชนิดนี้ทรงพลานุภาพยิ่งนัก ถ้ามันถูกติดตั้งเข้าไปในสมองของผู้คนแล้ว การเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญจะบังเกิดขึ้น
เริ่มต้นจากการอธิบายว่า ประชามติครั้งที่ผ่านมา คือ การใช้อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญที่ต้องการเปลี่ยนจากรัฐธรรมนูญ 2560 เป็นอย่างอื่น ส่วนอำนาจแก้ รธน ของรัฐสภา นั่นเป็นเพียงอำนาจแก้รัฐธรรมนูญ
และคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เป็นอำนาจรับมาจากรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีศักดิ์ต่ำกว่า อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ ที่ประชาชนแสดงออกผ่านการออกเสียงประชามติรอบที่ผ่านมา
การรณรงค์สองเรื่องนี้ เป็นเครื่องมือในการปลุกระดมความคิดคนให้เห็นโอกาสของการเปลี่ยนแปลง
เป็นรูปธรรม
เข้าใจง่าย
เห็นภาพชัด
โดนใจทุกคน ทุกส่วน
เหมาะกับการสร้าง “แนวร่วม” แห่งการเปลี่ยนแปลงประเทศไทย
พรรคทำงานในสภา เสนอร่างกฎหมายก็ดี อภิปรายในสภาก็ดี ตรวจสอบทุจริตก็ดี แฉงบประมาณรายบรรทัดก็ดี
นั่นเป็นสิ่งที่ต้องทำ ควรทำ ต่อไป
มันช่วยให้คนคิดว่า “อยู่ไม่ไหว ต้องเปลี่ยน”
แต่ไม่ได้ไปถึงขนาดที่ทำให้คนเห็นว่า “มีโอกาสเปลี่ยนในเร็ววัน” “เปลี่ยนแบบใด เปลี่ยนเป็นอะไร”
การแฉก็ดี การเสนอกฎหมายแล้วคว่ำไปแล้วมาแฉต่อก็ดี เป็นการรักษาฐานที่มั่น แต่ไม่ได้รุกคืบกินแดน
ฝากให้พรรคกองหน้าที่ต้องการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่นำไปพิจารณาครับ
– 006
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/980908&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1HO4xh9aued8m3tMjQveRX

