• Sat. Aug 1st, 2026

คว่ำบาตรก็ทำอะไรไม่ได้! ทำไม ‘เกาหลีเหนือ’ รวยขึ้นทั้งๆ ที่ถูกนานาชาติโดดเดี่ยว

คว่ำบาตรก็ทำอะไรไม่ได้!-ทำไม-‘เกาหลีเหนือ’-รวยขึ้นทั้งๆ-ที่ถูกนานาชาติโดดเดี่ยวคว่ำบาตรก็ทำอะไรไม่ได้! ทำไม ‘เกาหลีเหนือ’ รวยขึ้นทั้งๆ ที่ถูกนานาชาติโดดเดี่ยว

หากพูดถึงประเทศที่ถูกตัดขาดและโดดเดี่ยวทางเศรษฐกิจมากที่สุดในโลก แน่นอนว่าต้องมีชื่อของ ‘เกาหลีเหนือ’ อยู่เป็นอันดับต้น ๆ ด้วยระบบการเมืองที่เข้มงวด การปิดประเทศเน้นพึ่งพาตนเอง และถูกนานาชาติคว่ำบาตรอย่างรุนแรง ทว่าท่ามกลางวงล้อมอุปสรรคและความยากลำบากทั้งหมดนี้ เกาหลีเหนือกลับยังคงยืนหยัดและเอาตัวรอดมาได้อย่างน่าทึ่ง 

แถมเศรษฐกิจของเกาหลีเหนือในปี 2025 ยังเติบโตขึ้น 3.5% อีกด้วย โดยมีแรงหนุนหลักมาจากการค้าที่ขยายตัวกับรัสเซียและจีน ซึ่งตัวเลขนี้ทำให้เศรษฐกิจเกาหลีเหนือเติบโตเกิน 3% ติดต่อกันเป็นปีที่สามแล้ว แม้จะลดลงเล็กน้อยจากปี 2024 ที่เคยโตถึง 3.7% ก็ตาม 

แต่มูลค่าเศรษฐกิจโดยรวมของเกาหลีเหนือตอนนี้ได้พุ่งแซงหน้าปี 2017 ไปเรียบร้อยแล้ว ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนที่จะโดนสหประชาชาติ (UN) คว่ำบาตรอย่างเต็มรูปแบบ 

คำถามก็คือ “เกาหลีเหนือรวยขึ้นได้ยังไง ทั้งๆ ที่ถูกนานาชาติคว่ำบาตรอยู่” 

นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่เห็นพ้องกันว่า “เศรษฐกิจของเกาหลีเหนือปรับตัวดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดนับตั้งแต่ช่วงการระบาดใหญ่ของโควิด-19 โดยปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญมาจากเงินตราต่างประเทศที่ไหลเข้ามาจากภายนอก โดยเฉพาะอย่างยิ่งรายได้จากการส่งกำลังพลและการส่งออกอาวุธให้แก่รัสเซีย ซึ่งมีรายงานว่าสร้างมูลค่ารวมกันสูงกว่า 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 4.8 แสนล้านบาท)

นอกเหนือจากนี้ยังรวมถึงการค้าขายอย่างต่อเนื่องกับประเทศจีน และการทำกิจกรรมทางไซเบอร์ที่ผิดกฎหมายอย่างการโจรกรรมคริปโทเคอร์เรนซี 

ลาภลอยชั่วคราว หรือ เศรษฐกิจที่แข็งแกร่งขึ้น? 

(Photo by STR / KCNA VIA KNS / AFP)

(Photo by STR / KCNA VIA KNS / AFP)

คำถามที่สำคัญกว่าในเวลานี้ ไม่ใช่แค่เรื่องที่ว่าเกาหลีเหนือรวยขึ้นจริงไหม? แต่คือเงินเหล่านั้นมาจากไหนและสะท้อนถึงอะไร? รายได้ส่วนใหญ่ที่เพิ่มขึ้นในช่วงนี้ เกิดจากความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและสถานการณ์การเมืองโลกที่เป็นใจ มากกว่าจะเกิดจากความสามารถในการผลิตภายในประเทศที่ยั่งยืน นอกจากนี้ เงินส่วนใหญ่ยังถูกนำไปใช้เพื่อพัฒนาและยกระดับกองทัพให้ทันสมัยขึ้น

สิ่งทั้งหมดนี้ทำให้เกิดคำถามตามมาว่า “รัฐบาลเกาหลีเหนือกำลังได้รับเพียงแค่ ‘ลาภลอยชั่วคราว’ หรือพวกเขากำลังสร้าง ‘ระบบเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งขึ้น’ จนสามารถทนทานต่ออุปสรรคต่าง ๆ ในอนาคตได้จริง ๆ?”

คำตอบของคำถามนี้จะเป็นตัวตัดสินว่า

“การเติบโตทางเศรษฐกิจของเกาหลีเหนือในปัจจุบันจะอยู่ได้นานแค่ไหน แม้ว่า คิม จองอึน จะพยายามผลักดันนโยบายเศรษฐกิจแบบ ‘พึ่งพาตนเอง’ มาโดยตลอด แต่ในความเป็นจริง การฟื้นตัวในตอนนี้ยังคงต้องพึ่งพารัสเซีย จีน รวมถึงรายได้จากช่องทางที่ผิดกฎหมายเป็นหลัก”

แทนที่จะมองว่านโยบายพึ่งพาตนเองกับความช่วยเหลือจากต่างชาตินั้นย้อนแย้งกัน แท้จริงแล้วนี่อาจเป็นแผนการคนละขั้นของกลยุทธ์เดียวกัน โดยเกาหลีเหนือเลือกที่จะพึ่งพารายได้จากภายนอกในวันนี้ เพื่อนำเงินทุนมาสร้างระบบเศรษฐกิจในบ้านตัวเองให้แข็งแกร่งและยืนได้ด้วยลำแข้งตัวเองในวันข้างหน้า

ในปัจจุบัน เริ่มมีสัญญาณให้เห็นแล้วว่าเกาหลีเหนือกำลังใช้กลยุทธ์นี้จริง ๆ…

เมื่อเดือนมกราคมปี 2024 คิม จองอึน ได้ประกาศนโยบายใหม่ที่เน้นการสร้างและปรับปรุงโรงงานให้ทันสมัย รวมถึงยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ชนบท ซึ่งเป็นกลุ่มที่ล้าหลังกว่าเมืองหลวงอย่างเปียงยางมาโดยตลอด

นโยบายนี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่เดือนหลังจากที่เกาหลีเหนือกระชับความร่วมมือทางทหารกับรัสเซีย จึงเป็นไปได้ว่า คิมอาจมองเห็นโอกาสที่จะนำรายได้เหล่านั้นมาลงทุนภายในประเทศ แทนที่จะเอาไปใช้พัฒนาแค่กองทัพเพียงอย่างเดียว

ในทำนองเดียวกัน การขยายแผนพัฒนาไปสู่ระบบสาธารณสุข การศึกษา ที่อยู่อาศัย การขนส่ง และการเกษตร ก็จะกลายเป็นรากฐานสำคัญที่ช่วยให้เศรษฐกิจของเกาหลีเหนือเติบโตได้อย่างมั่นคงในอนาคต

หากรายได้จากการส่งออกอาวุธและการโจรกรรมไซเบอร์ถูกนำมาจัดสรรให้กับภาคส่วนเหล่านี้อย่างเป็นระบบ เกาหลีเหนือก็จะสามารถสร้างเกราะป้องกันความเสี่ยงในอนาคตได้ ไม่ว่าจะเป็นความผันผวนจากการค้ากับจีน ความต้องการที่ลดลงจากรัสเซีย หรือแรงกดดันระลอกใหม่จากนานาประเทศ

พึ่งพา-ค้าขายกับจีนมากขึ้น!

(Photo by STR / KCNA VIA KNS / AFP)

(Photo by STR / KCNA VIA KNS / AFP)

มูลค่าการค้าทวิภาคีระหว่างจีนและเกาหลีเหนือในครึ่งแรกของปีพุ่งแตะ 1.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 5 หมื่นล้านบาท) เติบโตขึ้น 19.6% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ถือเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2017 ซึ่งเป็นปีที่คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) เริ่มบังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรเกาหลีเหนืออย่างเต็มรูปแบบเพื่อลงโทษกรณีทดลองนิวเคลียร์

“ตัวเลขการค้าที่พุ่งสูงขึ้นนี้ เป็นผลมาจากความตั้งใจของจีนที่จะกระชับความสัมพันธ์กับเกาหลีเหนือ โดยเฉพาะการเดินทางเยือนกรุงเปียงยางของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เมื่อช่วงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เพื่อดึงเกาหลีเหนือกลับเข้าสู่อิทธิพลของจีน หลังจากที่เกาหลีเหนือหันไปสร้างความสัมพันธ์และทำข้อตกลงค้าอาวุธกับรัสเซียอย่างหนักในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา”

— สำนักข่าว Bloomberg รายงาน

แม้ว่ามติคว่ำบาตรของ UN จะสั่งห้ามเกาหลีเหนือส่งออกแร่ธาตุหลัก เช่น ถ่านหิน เหล็ก หรือตะกั่วอย่างเด็ดขาด แต่ในตัวบทกฎหมายกลับไม่ได้ระบุรายชื่อ ‘แร่ทังสเตน’ ไว้ในบัญชีห้ามส่งออกอย่างชัดเจน เกาหลีเหนือจึงใช้ช่องโหว่นี้ขยายการทำเหมืองและส่งออกแร่ทังสเตนเข้าสู่จีนได้อย่างเปิดเผยเพื่อโกยเงินตราต่างประเทศเข้าสู่ประเทศได้อย่างมหาศาล

แร่ทังสเตนกลายเป็นสินค้าเนื้อหอมที่เป็นหัวใจสำคัญของอุตสาหกรรมโลกในปัจจุบัน เนื่องจากเป็นแร่หายากที่มีคุณสมบัติพิเศษคือ ‘มีจุดหลอมเหลวสูงที่สุดในบรรดาโลหะทั้งหมด’ ซึ่งความแข็งแกร่งและทนความร้อนระดับสูงนี้ทำให้มันถูกนำไปใช้เป็นส่วนประกอบหลักในกระบวนการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ หรือชิปคอมพิวเตอร์ รวมถึงแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า (EV)

ยิ่งไปกว่านั้น ในยุคที่โลกเผชิญกับภาวะสงคราม แร่ทังสเตนยังเป็นวัตถุดิบทางยุทธศาสตร์ที่ขาดไม่ได้ในอุตสาหกรรมทหาร สำหรับใช้หล่อลำกล้องปืนใหญ่และผลิตหัวกระสุนเจาะเกราะ ความต้องการที่พุ่งสูงขึ้นจากทั้งฝั่งเทคโนโลยีและกองทัพนี้เอง จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้แร่ทังสเตนของเกาหลีเหนือกลายเป็นที่ต้องการอย่างมากในตลาดโลก

ท่ามกลางสงครามการค้าและเทคโนโลยีที่ตึงเครียดกับสหรัฐฯ จีนได้ยกระดับการควบคุมการส่งออกแร่ธาตุหายากของตนเอง พร้อมกับหันมากวาดซื้อแร่ทังสเตนจากเกาหลีเหนือเพิ่มขึ้นกว่า 13 เท่า

การดำเนินกลยุทธ์ดังกล่าวไม่เพียงแต่เป็นการสะสมแร่ยุทธศาสตร์ที่สำคัญในอุตสาหกรรมชิปและอาวุธไว้ในมือของจีนเพื่อคุมห่วงโซ่อุปทานโลกเท่านั้น แต่ยังทำหน้าที่เป็นท่อน้ำเลี้ยงทางเศรษฐกิจที่ช่วยป้อนเงินสดให้แก่ระบอบการปกครองของคิมให้สามารถรอดพ้นจากมาตรการคว่ำบาตร ควบคู่ไปกับการเป็นเครื่องมือเชิงภูมิรัฐศาสตร์ที่จีนใช้ดึงเกาหลีเหนือกลับเข้าสู่วงโคจรอิทธิพลของตนเอง หลังจากเกาหลีเหนือหันไปแนบแน่นทางทหารกับรัสเซียในช่วงที่ผ่านมา

ขณะที่อุตสาหกรรมวิกผม ผมปลอม และขนตาปลอม ยังคงครองแชมป์สินค้าส่งออกหลักในภาคอุตสาหกรรมเบาของเกาหลีเหนือที่สร้างรายได้เข้าประเทศหลักร้อยล้านดอลลาร์สหรัฐอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากสินค้ากลุ่มนี้ไม่เข้าข่าย ‘สินค้าสิ่งทอ’ ที่ถูกสั่งห้ามภายใต้มาตรการคว่ำบาตรของ UN

เกาหลีเหนือจึงร่วมมือกับผู้ประกอบการจีนในลักษณะเครือข่ายการผลิตร่วม โดยโรงงานในจีนจะส่งเส้นผมดิบและวัตถุดิบข้ามพรมแดนเข้าไป เพื่อให้แรงงานฝีมือชาวเกาหลีเหนือถักทอด้วยมืออย่างประณีต ก่อนจะส่งกลับมายังจีนเพื่อตีตรา ‘Made in China’ และส่งออกไปขายทั่วโลก รวมถึงตลาดใหญ่อย่างสหรัฐฯ

ยิ่งไปกว่านั้น ภายใต้ภาวะเงินเฟ้อและการควบคุมเศรษฐกิจที่เข้มงวด ธุรกิจนี้ยังได้ขยายตัวกลายเป็น ‘งานรับไปทำที่บ้าน’ ของประชาชนทั่วไปในหัวเมืองใหญ่ ซึ่งกลายเป็นช่องทางหลักและทางรอดเดียวในการหาเงินและตั๋วแลกอาหารเพื่อประทังชีวิตของหลายครอบครัวในเกาหลีเหนือท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจ

ท่อน้ำเลี้ยงหลักจากรัสเซีย…

   (Photo by VLADIMIR SMIRNOV / POOL / AFP)

(Photo by VLADIMIR SMIRNOV / POOL / AFP)

ความสัมพันธ์แบบหมุนเวียนผลประโยชน์ทางยุทธศาสตร์ระหว่างรัสเซียและเกาหลีเหนือ ได้กลายเป็นท่อน้ำเลี้ยงหลักที่ช่วยพยุงระบบเศรษฐกิจและกองทัพของทั้งสองประเทศท่ามกลางมาตรการคว่ำบาตรจากชาติตะวันตก  

นับตั้งแต่เกิดสงครามรัสเซีย-ยูเครน เกาหลีเหนือได้ก้าวขึ้นมาเป็นพันธมิตรสำคัญในการส่งออกอาวุธยุทโธปกรณ์ และได้ส่งมอบตู้คอนเทนเนอร์บรรจุอาวุธให้รัสเซียไปแล้วกว่า 33,000 ตู้ (เพิ่มขึ้นจากเดิมในปีที่แล้ว) 

ภายในตู้คอนเทนเนอร์ดังกล่าวบรรจุกระสุนปืนใหญ่ขนาด 152 มม. มากกว่า 15 ล้านนัด รวมถึงขีปนาวุธนำวิถีตระกูลฮวาซอง (Hwasong) ควบคู่ไปกับการจัดส่งกำลังพลสนับสนุนไปช่วยรบอีกนับหมื่นนาย เพื่อแลกกับการที่รัสเซียส่งมอบพลังงานในรูปแบบของน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปมากกว่า 3 ล้านบาร์เรล เสบียงอาหาร และเงินสดจำนวนมหาศาลที่คาดว่าสร้างรายรับรวมให้แก่รัฐบาลเกาหลีเหนือสูงถึง 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 4.8 แสนล้านบาท)  

ยิ่งไปกว่านั้น รัสเซียยังให้ความช่วยเหลือทางด้านเทคโนโลยีระดับสูง ทั้งการถ่ายทอดเทคนิคเพื่อยกระดับระบบขับเคลื่อนอาวุธนิวเคลียร์ ระบบดาวเทียมสอดแนมทางทหาร และการติดตั้งระบบป้องกันภัยทางอากาศอันทันสมัยอย่าง ‘Pantsir-S1’ ซึ่งความร่วมมือเชิงลึกในลักษณะต่างตอบแทนนี้ ไม่เพียงแต่ช่วยเติมเต็มคลังแสงของรัสเซียในสมรภูมิยุเครนเท่านั้น แต่ยังช่วยขับเคลื่อนให้ GDP ของเกาหลีเหนือเติบโตอย่างก้าวกระโดดและเสริมความมั่นคงทางทหารให้แก่ระบอบการปกครองของคิมอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน 

ความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างรัสเซียและเกาหลีเหนือตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา ไม่เพียงแต่สร้างเสถียรภาพทางทหาร แต่ยังช่วยขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจของเกาหลีเหนือเติบโตในระดับสูงติดต่อกันถึง 3 ปีซ้อน 

การเติบโตในครั้งนี้ยังได้รับแรงหนุนจากภาคบริการและการท่องเที่ยวที่ขยายตัวสูงสุดในรอบ 31 ปี จากคลื่นนักท่องเที่ยวชาวรัสเซียที่หลั่งไหลเข้ามาอย่างเป็นประวัติการณ์ ซึ่งกระตุ้นทั้งธุรกิจที่พัก ร้านอาหาร และเม็ดเงินหมุนเวียนในประเทศ จนทำให้รัฐบาลเกาหลีเหนือมีทุนมากพอในการเนรมิตอภิมหาโปรเจกต์สถานที่ท่องเที่ยวตากอากาศริมทะเลสุดหรูอย่าง ‘วอนซัน-คัลมา’ เพื่อรองรับกลุ่มชนชั้นกลางใหม่ 

นอกเหนือจากความร่วมมือทางทหารแล้ว รัสเซียยังช่วยเกาหลีเหนือหาเงินเข้าประเทศผ่านช่องทางสำคัญ : 

  • ช่วยปลดล็อกทรัพย์สินมูลค่า 9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 300 ล้านบาท) ที่เคยถูกอายัดไว้ พร้อมเปิดระบบธนาคารของตนให้เกาหลีเหนือใช้ทำธุรกรรมข้ามชาติเพื่อเข้าถึงระบบการเงินโลก 
  • เปิดรับนักวิจัยด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และวิศวกรชาวเกาหลีเหนือให้เข้าไปศึกษาเทคโนโลยีการทำเหมืองแร่ยุทธศาสตร์อย่าง ‘ยูเรเนียม’ ในมหาวิทยาลัยไซบีเรีย 

ความร่วมมือรอบด้านที่นอกเหนือจากการค้าอาวุธนี้เอง ได้กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่เปลี่ยนภาพจำของเกาหลีเหนือ ให้กลายเป็นประเทศที่มีเงินสดหมุนเวียน และมีเศรษฐกิจฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งที่สุดในรอบทศวรรษ 

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/world/the-world-most-surprising-economic-success-story-is-north-korea&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw34VyTbxuxox8sBDwfYnAK6