• Thu. Jul 30th, 2026

เศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลัง ระหว่างแรงส่งและแรงต้าน

เศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลัง-ระหว่างแรงส่งและแรงต้านเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลัง ระหว่างแรงส่งและแรงต้าน

ภาพเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 กำลังเข้าสู่จังหวะที่ผู้เขียนเปรียบเสมือนภาวะ “ความเร็วหลุดพ้นแรงโน้มถ่วง” (Escape Velocity) กล่าวคือ แรงส่ง (Thrust) ที่ผลักเศรษฐกิจให้ทะยานขึ้น กับแรงต้าน (Gravity) ที่ฉุดรั้งไว้

กำลังปะทะกันอย่างสูสี ผลลัพธ์สุดท้ายจะขึ้นอยู่กับว่าฝ่ายใดมีน้ำหนักเหนือกว่าในไม่กี่เดือนข้างหน้า

ด้านแรงส่งปรากฏชัดเจนขึ้นในระยะหลัง ปัจจัยบวกที่โดดเด่นที่สุดคือ การส่งออก ที่ยังขยายตัวได้ดีเกินคาด โดยเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาเติบโตถึง 20.8% ต่อปี คิดเป็นมูลค่า 34,655.9 ล้านดอลลาร์ สูงกว่าที่ตลาดคาดไว้ที่ 15.2% อย่างมีนัยสำคัญ และยืนเหนือระดับ 3 หมื่นล้านดอลลาร์เป็นเดือนที่ 4 ติดต่อกัน

หัวใจสำคัญมาจาก สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ที่ขยายตัวสูงถึง 66.0% โดยเฉพาะคอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ (+57.4%) และโทรศัพท์ (+186.1%) สอดคล้องกับการส่งออกไปยังสหรัฐฯ ที่เร่งขึ้นถึง 44.3% ต่อปี

แรงส่งประการที่สองคือ กระแสการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI investment megatrend) ที่ยังหนุนวัฏจักรเทคโนโลยีโลก สังเกตได้จากรายจ่ายลงทุนของกลุ่มผู้ให้บริการคลาวด์ขนาดใหญ่ (hyperscaler) ที่เติบโตกว่า 84% ต่อปี ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อทั้งการส่งออกและการลงทุนของไทย

ส่วนแรงส่งประการที่สามมาจากภาคการคลัง โดยการเบิกจ่ายงบประมาณสะสมถึงเดือนมิถุนายนคืบหน้าไปแล้ว 77.1% ของวงเงิน สูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตถึง 5.1 percentage point ที่สำคัญ การที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้พระราชกำหนดกู้เงิน 4 แสนล้านบาทเดินหน้าต่อได้ ได้ปลดล็อกความเสี่ยงด้านการคลัง และจะเริ่มมีเม็ดเงินไหลเข้าสู่ระบบตั้งแต่ไตรมาส 3 เป็นต้นไป

อย่างไรก็ดี ยังมีแรงต้านที่ต้องจับตาสามด้าน แรงต้านแรกคือ ราคาน้ำมัน จากสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่เข้าสู่ระยะที่สอง ซึ่งผลักให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเป็นครั้งแรกในรอบเกือบสองเดือนเมื่อ 23 กรกฎาคม ก่อนจะย่อลงมาบริเวณประมาณ 90 ดอลลาร์

ผู้เขียนมองว่าราคาน้ำมันทำหน้าที่เสมือน “กติกา” ควบคุมระดับความรุนแรงของสงครามโดยอัตโนมัติ กล่าวคือ เมื่อราคาเข้าใกล้เพดานราว 100 ดอลลาร์ ต้นทุนของทุกฝ่ายจะสูงขึ้นจนแรงจูงใจเบนไปสู่การลดความรุนแรง แต่ตราบใดที่ราคายังต่ำกว่าเพดาน ทั้งสองฝ่ายก็ยังมีแรงจูงใจที่จะทดสอบกันต่อ ทำให้ราคาแกว่งตัวสูงแต่ถูกจำกัดเพดานไว้

ผู้เขียนจึงคงสมมติฐานราคาเบรนท์เฉลี่ยที่ 85 ดอลลาร์ในปีนี้ และราว 70 ดอลลาร์ในปีหน้า โดยมีความเสี่ยงด้านสูงที่กรอบ 105-120 ดอลลาร์

ในประเด็นสงครามของทรัมป์นี้ ผู้เขียนประเมินว่าสถานการณ์มีแนวโน้มจะค่อย ๆ คลี่คลายลงตามกลไกเพดานราคาน้ำมันข้างต้น ประกอบกับแรงกดดันทางการเมืองภายในของสหรัฐฯ ที่คะแนนนิยมต่อสงครามอยู่ในระดับต่ำ ท่ามกลางการเลือกตั้งกลางเทอมที่ใกล้เข้ามา

อย่างไรก็ตาม การคลี่คลายไม่ได้หมายความว่าความขัดแย้งจะจบลงอย่างเบ็ดเสร็จ ในทางตรงกันข้าม ผลลัพธ์ที่น่าจะเป็นไปได้มากที่สุดคือการเข้าสู่ “ภาวะปกติใหม่” (new normal) ที่มีการปะทะเป็นระยะและการคงกำลังของสหรัฐฯ ในภูมิภาคอย่างยืดเยื้อ

นั่นหมายความว่า ตะวันออกกลางจะกลายเป็นแหล่งความเสี่ยงเชิงโครงสร้างระยะยาวที่พร้อมปะทุได้ตลอดเวลา และสร้างความผันผวนต่อราคาพลังงานและตลาดการเงินโลกไปอีกนาน แม้ความรุนแรงเฉพาะหน้าจะบรรเทาลงก็ตาม

แรงต้านที่สองคือ ท่าทีของธนาคารกลาง ที่ยังคงน้ำเสียงเข้มงวด (hawkish) โดยเฉพาะคณะกรรมการนโยบายการเงินสหรัฐฯ (FOMC) ที่แม้ตลาดจะคาดว่าคงดอกเบี้ยไว้ที่ 3.63% แต่เริ่มให้น้ำหนักโอกาสขึ้นดอกเบี้ยราว 35% ในรอบนี้ และเกือบ 80% สำหรับเดือนกันยายน สะท้อนความกังวลว่าราคาพลังงานที่สูงขึ้นอาจส่งผ่านไปยังความคาดหวังเงินเฟ้อ

ด้านธนาคารกลางยุโรป (ECB) ผู้เขียนคาดว่าจะขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งสู่ 2.50% ในเดือนตุลาคม ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) น่าจะคงดอกเบี้ยที่ 1.00% ตลอดปี เนื่องจากประเมินว่าแรงกดดันเงินเฟ้อเป็นปัจจัยชั่วคราวด้านอุปทาน

ส่วนแรงต้านที่สามคือ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ อายุ 10 ปีที่พุ่งขึ้นสู่ระดับราว 4.69% สูงสุดนับตั้งแต่เดือนมกราคม 2568 โดยมาจากทั้งอัตราผลตอบแทนที่แท้จริง (real yield) และส่วนชดเชยความเสี่ยงระยะยาว (term premium) ที่สูงขึ้น ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดกระแสปิดรับความเสี่ยง (risk-off) และเงินทุนไหลออกจากตลาดเกิดใหม่

อีกประเด็นที่หลายฝ่ายกังวลคือ มาตรการภาษี Section 301 ด้านแรงงานบังคับที่สหรัฐฯ ประกาศเก็บกับสินค้าเกือบทั้งหมดจาก 60 ประเทศรวมถึงไทย มีผลตั้งแต่ 24 กรกฎาคม

ต่ผู้เขียนประเมินว่าผลกระทบต่อไทยค่อนข้างจำกัด เนื่องจากเป็นการปรับเพิ่มจากภาษีเดิมภายใต้มาตรา 122 ที่ 10% เป็น 12.5% หรือเพิ่มขึ้นเพียง 2.5 percentage point ซึ่งยังแข่งขันกับประเทศใกล้เคียงได้ ประกอบกับสินค้าส่งออกหลักโดยเฉพาะอิเล็กทรอนิกส์ส่วนใหญ่ยังอยู่ในรายการยกเว้น ทำให้อัตราภาษีที่แท้จริงของสินค้าไทยอยู่ที่ราว 5.7% เท่านั้น

เมื่อชั่งน้ำหนักทั้งสองด้าน จะเห็นน้ำหนักในส่วนของแรงส่งอาจมีมากกว่า เห็นได้จากสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ที่ได้ปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 ขึ้นเป็นขยายตัว 2.5% (กรอบ 2.0-3.0%) จากเดิมที่ 1.6% โดยได้แรงหนุนหลักจากอุปสงค์นอกประเทศ

ในส่วนของผู้เขียนเองยังคงมุมมองที่กรณีฐาน (base case) 2.0% และกรณีดีที่สุด (best case) 2.5% ซึ่งจะเกิดขึ้นได้หากกระแสการลงทุน AI ยังแข็งแรง น่าสังเกตว่ากรณีฐานของผู้เขียนที่ 2.0% ยังระมัดระวังกว่าค่ากลางของ สศค. ที่ 2.5% เล็กน้อย สะท้อนว่าผู้เขียนให้น้ำหนักความเสี่ยงด้านต่ำจากปัจจัยภายนอกไว้มากกว่า

โดยสรุป แม้ภาพรวมเศรษฐกิจไทยปีนี้จะมีโอกาสด้านบวกมากกว่าด้านลบ แต่ยังมีสองปัจจัยที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ นั่นคือสถานการณ์ตะวันออกกลางที่ส่งผลผ่านช่องทางราคาพลังงาน และความเสี่ยงของการปรับฐานในกลุ่ม AI ซึ่งจะกระทบไทยทั้งด้านการส่งออกและการลงทุนพร้อมกัน

ท้ายที่สุด เศรษฐกิจไทยจะทะยานหลุดพ้นแรงโน้มถ่วงได้หรือไม่ จึงยังเป็นคำถามที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดในช่วงที่เหลือของปี

บทความนี้เป็นความเห็นส่วนตัว ไม่เกี่ยวข้องใด ๆ กับหน่วยงานที่ผู้เขียนสังกัดอยู่

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/opinion/1245104&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3xHp-n5fpmS8gfNgDqmmMa