• Mon. Jul 27th, 2026

เอกนิติชี้ 2 ไฟแดงเศรษฐกิจไทย เงินเฟ้อและขาดดุลบัญชีเดินสะพัด 6 แสนล้านบาท เร่งปฏิรูป 3 ด้าน พร้อมคืนสิทธิบัตรสวัสดิการฯ ให้ผู้ถูกหลอกเป็นกรรมการบริษัท

เอกนิติชี้-2-ไฟแดงเศรษฐกิจไทย-เงินเฟ้อและขาดดุลบัญชีเดินสะพัด-6-แสนล้านบาท-เร่งปฏิรูป-3-ด้าน-พร้อมคืนสิทธิบัตรสวัสดิการฯ-ให้ผู้ถูกหลอกเป็นกรรมการบริษัทเอกนิติชี้ 2 ไฟแดงเศรษฐกิจไทย เงินเฟ้อและขาดดุลบัญชีเดินสะพัด 6 แสนล้านบาท เร่งปฏิรูป 3 ด้าน พร้อมคืนสิทธิบัตรสวัสดิการฯ ให้ผู้ถูกหลอกเป็นกรรมการบริษัท

กระทรวงการคลังระบุว่าเศรษฐกิจไทยมี 2 จุดอันตรายที่ต้องจับตา คืออัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น และการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดราว 6 แสนล้านบาทในเวลาเพียง 2 เดือน พร้อมเดินหน้าปฏิรูปเศรษฐกิจ 3 ด้าน ทั้งการเปลี่ยนผ่านพลังงาน การรองรับสังคมสูงอายุ และการเพิ่มทักษะแรงงาน เพื่อดึงศักยภาพเศรษฐกิจกลับไปโต 3% ขึ้นไป

ขณะเดียวกันยังยืนยันพร้อมคืนสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐให้ผู้ที่พิสูจน์ได้ว่าถูกหลอกนำชื่อไปจดทะเบียนเป็นกรรมการบริษัทหรือผู้ถือหุ้น จนระบบประเมินว่ามีรายได้สูงกว่าความเป็นจริงและเสียสิทธิไป

เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวในโครงการพัฒนาศักยภาพผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจระดับสูง (พศส.) ประจำปี 2569 หัวข้อ ‘ศักยภาพของเศรษฐกิจไทยและมาตรการของรัฐบาลในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ’ เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2569 ครอบคลุมตั้งแต่ปัญหาการคัดกรองผู้ได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แนวทางปฏิรูปเศรษฐกิจ ไปจนถึงความเสี่ยงที่ต้องจับตาในระยะข้างหน้า

ปัญหาอยู่ที่ฐานข้อมูล ไม่ใช่หลักเกณฑ์คัดกรอง

เอกนิติระบุว่า ไทยไม่ได้ปรับปรุงข้อมูลผู้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐมากว่า 5 ปี การอัปเดตข้อมูลรอบนี้จึงมีขึ้นเพื่อให้คนที่ยากจนจริงเข้าสู่ระบบสวัสดิการได้ ซึ่งการคัดกรองครั้งนี้ดึงคนใหม่เข้ามาได้ 2.3 ล้านคน

ส่วนกรณีผู้ที่เคยมีสิทธิแล้วหายไป หรือผู้ที่ไม่ได้รับสิทธิ เอกนิติมองว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่หลักเกณฑ์การคัดกรอง แต่อยู่ที่ข้อมูลของภาครัฐบางส่วนที่ไม่ได้อัปเดตเท่าที่ควร ทั้งข้อมูลการถือครองสินทรัพย์ของผู้ขอรับสิทธิและข้อมูลด้านอื่น

ขณะเดียวกัน การคัดกรองรอบนี้ยังทำให้ผู้ที่ถูกหลอกนำชื่อไปใช้เป็นผู้ถือหุ้นหรือกรรมการบริษัทรู้ตัวและแก้ไขได้ โดยเอกนิติระบุว่ามีผู้เสียหายไปแจ้งความจำนวนมาก และรัฐบาลอยู่ระหว่างทำงานร่วมกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าเพื่อจัดการกับบริษัทที่นำชื่อประชาชนไปใช้ ก่อนคืนสิทธิให้ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อ

“ผมมองว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่หลักเกณฑ์ แต่อยู่ที่ข้อมูล ที่อาจจะไม่สมบูรณ์ หรือไม่ได้อัปเดทเท่าที่ควร ทั้งในส่วนของการถือสินทรัพย์ของผู้ขอรับสิทธิและอื่นๆ แต่ถ้าคิดอีกอย่าง หากไม่มีการสำรวจใหม่ เราก็จะไม่ทราบว่าข้อมูลของประเทศเป็นอย่างไร และไม่ได้มีการแก้ไข คนที่ถูกหลอกให้จดทะเบียนหรืออื่นๆ อาจจะมากกว่านี้ ซึ่งผมเห็นคนไปแจ้งความจำนวนมาก กรณีนี้หากพิสูจน์ได้ว่า เราถูกหลอก เราจะต้องช่วยเหลือและคืนสิทธิให้”

5 ล้านคนวัยทำงาน กับเป้าหมายพาออกจากระบบสวัสดิการ

ข้อมูลอีกชุดที่ได้จากการสำรวจรอบนี้คือ จากผู้ลงทะเบียนกว่า 18 ล้านคน มีผู้ผ่านเกณฑ์ราว 9 ล้านคน และในจำนวนนี้เป็นผู้ที่อยู่ในวัยทำงานอายุ 20-60 ปีมากกว่า 5 ล้านคน ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีรายได้ไม่ถึง 100,000 บาทต่อปี

จุดนี้ต้องได้รับการแก้ไข เพราะการปล่อยให้คนกลุ่มนี้มีรายได้ระดับดังกล่าวต่อไปเรื่อยๆ ไม่ใช่ทางออก รัฐบาลจึงจะนำข้อมูลส่วนนี้ไปออกมาตรการจัดหางานหรือเพิ่มทักษะแรงงาน เพื่อให้พึ่งพาตัวเองได้และหลุดจากความยากจนโดยไม่ต้องพึ่งสวัสดิการไปตลอด ขณะที่กลุ่มผู้สูงอายุและผู้พิการยังได้รับสวัสดิการในส่วนของตนเองตามปกติ

โดยงบประมาณไม่ใช่ข้อจำกัด เพราะแต่ละปีรัฐใช้งบสำหรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐกว่า 70,000 ล้านบาทอยู่แล้ว ขณะที่ปัจจุบันไทยมีสวัสดิการดูแลประชาชนมากถึง 72 ประเภท แต่ยังมีประชาชนอีกจำนวนมากที่ไม่ได้รับการดูแล

“หลังจากการสำรวจและลงทะเบียนผู้ที่ได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐใหม่ในครั้งนี้สิทธิจะเพิ่มขึ้น หรือลดลงไม่ได้มีปัญหาในการจัดสรรงบประมาณ แต่เราต้องการที่จะช่วยคนที่ไม่มีอะไรเลยให้ได้ตรงกลุ่ม ตรงจุดจริงๆ” เอกนิติกล่าว

เครื่องมือหนึ่งที่รัฐบาลเตรียมใช้กับกลุ่มฐานรากคือโครงการ ไทยช่วยไทย Plus ซึ่งจะนำ AI ชื่อ ‘นกกระซิบ’ มาสอนพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนทั่วไปใช้งาน ทั้งการวิเคราะห์ยอดขาย วางแผนต้นทุน และทำบัญชีอย่างง่าย เพื่อให้นำข้อมูลไปใช้เป็นหลักฐานขอสินเชื่อจากธนาคาร และลดการพึ่งพาหนี้นอกระบบ

ปฏิรูป 3 ด้าน ดึงศักยภาพเศรษฐกิจกลับไปโต 3%

การเพิ่มทักษะแรงงานยังเป็นหนึ่งในสามด้านที่เอกนิติระบุว่าต้องปฏิรูป ประกอบด้วยการปฏิรูปเพื่อเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศ การปฏิรูปเพื่อรองรับเศรษฐกิจสูงอายุ และการปฏิรูปทักษะแรงงานไทยผ่านโครงการ Skill Bridge เพื่อให้แรงงานเข้าสู่อุตสาหกรรมยุคใหม่ได้

เอกนิติระบุว่าศักยภาพเศรษฐกิจไทยลดลงจากที่เคยโต 5-7% เหลือ 2.7% ขณะที่คนไทยเกิดน้อยลงและมีผู้สูงอายุมากขึ้น สิ่งที่ต้องทำจึงมี 3 เรื่อง คือทำอย่างไรให้คนไทยเก่งขึ้น, ทำอย่างไรให้ผู้สูงอายุทำงานได้นานขึ้น และทำอย่างไรจะดึงคนเก่งเข้ามาทำงานในประเทศมากขึ้น โดยตั้งเป้าให้ศักยภาพเศรษฐกิจกลับไปโต 3% ขึ้นไป

นั่นเพราะโครงสร้างการค้าโลกที่เปลี่ยนไปทำให้ทุกประเทศพยายามจับกลุ่มและเจรจาการค้าระหว่างกัน การเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) จึงเป็นเครื่องมือที่ไทยจำเป็นต้องใช้ ขณะเดียวกันการย้ายฐานการผลิตท่ามกลางความขัดแย้งทางการค้าก็เป็นโอกาสของไทย สะท้อนจากตัวเลขขอรับส่งเสริมการลงทุนของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ที่เพิ่มขึ้นมาก และส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมอนาคต โดยได้เปิดทางให้ Direct PPA ดำเนินการได้โดยไม่มีโควตา เพื่อให้พลังงานสะอาดเกิดเร็วขึ้น สอดรับกับกฎเกณฑ์ CBAM ของยุโรป และการลงทุนด้าน AI และดาต้าเซนเตอร์ที่เข้ามามากขึ้น

เอกนิติยังระบุว่า เงื่อนไขการส่งเสริมการลงทุนยุคใหม่จะเน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ โดยกำหนดให้การลงทุนมาพร้อมการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้คนไทย ตัวอย่างที่เห็นแล้วคืออุตสาหกรรมรถยนต์สมัยใหม่จากจีนที่เข้ามาตั้งโรงงานในจังหวัดระยอง ซึ่งเริ่มใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศจากผู้ประกอบการไทยแล้วราว 40 ราย

ส่วนทักษะขั้นสูงที่ไทยยังขาดแคลน เช่น AI หรือยานยนต์สมัยใหม่ เอกนิติระบุว่ารัฐบาลร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงแรงงาน เตรียมพิจารณาออกวีซ่าประเภทพิเศษสำหรับแรงงานทักษะสูงจากต่างชาติ เพื่อเข้ามาทำงานและถ่ายทอดความรู้ในระยะแรก ควบคู่กับการลดขั้นตอนการขออนุญาตผ่านโครงการ BOI Fast Pass

อีกด้านคือการเสริมสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) โดยผู้ที่ใช้ระบบใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) และระบบชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์จะได้รับการคืนภาษีทันที ซึ่งเอกนิติระบุว่าไตรมาส 4 ปีที่ผ่านมาคืนภาษีให้ SME ไปแล้วราว 80,000 ล้านบาทในไตรมาสเดียว

ไฟแดง 2 จุด เงินเฟ้อและขาดดุลบัญชีเดินสะพัด

เอกนิติเปรียบเศรษฐกิจไทยเป็นเครื่องบินที่บินเอียงมาตลอด เพราะพึ่งพาเครื่องยนต์เดียวคือการส่งออก เมื่อเศรษฐกิจโลกแย่ ไทยจึงแย่ตาม ขณะที่ภาพในประเทศยังอ่อนแอทั้งการลงทุนและการบริโภค ส่วนการที่ภาครัฐเข้าไปกระตุ้นเศรษฐกิจก็ทำให้หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

แนวทางที่เอกนิติระบุว่าทำมาตลอด 7 เดือนในตำแหน่งคือการให้การลงทุนนำการขยายตัวของเศรษฐกิจ โดยการลงทุนภาคเอกชนโตราว 10% ในไตรมาสแรกของปีนี้ และต้องการให้การลงทุนภาครัฐทั้งหน่วยงานรัฐและรัฐวิสาหกิจโต 9.4% เพราะการโตด้วยการลงทุนดีกว่าการโตด้วยการบริโภคที่ใช้แล้วหมดไป

อย่างไรก็ตาม เอกนิติระบุว่ายังมีไฟแดง 2 จุดที่ต้องจับตา จุดแรกคืออัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น จากที่ติดลบในไตรมาสแรกของปีนี้ มาอยู่ที่ 2.7% ในไตรมาส 2 ตามราคาพลังงานที่สูงขึ้น ซึ่งกระทบต่อค่าครองชีพและการบริโภค

จุดที่สองคือการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ซึ่งหมายถึงประเทศมีรายจ่ายมากกว่ารายได้ โดย 2 เดือนที่ผ่านมาไทยขาดดุล 14,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 6 แสนล้านบาท ซึ่งเอกนิติระบุว่าส่วนหนึ่งมาจากการที่ไทยยังพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในสัดส่วนสูง จึงต้องเร่งเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาดให้เร็วที่สุด

“ผมยังมีไฟแดงอยู่ 2 ตัวอันตรายที่ต้องจับตา คือ อัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น และการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด เพราะเครื่องบินของเราจะโตจากเครื่องยนต์อย่างเดียวไม่ได้ ต้องมีน้ำมันดีๆ หยอดด้วย” เอกนิติกล่าว

สำหรับเม็ดเงินที่จะใช้ลงทุน เอกนิติระบุว่ามาจาก 3 ส่วนหลัก คือการลงทุนภาคเอกชน, การร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) และกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน หรือ Future Fund ซึ่งภายในปีนี้คาดว่าจะเริ่มเบิกใช้ราว 20,000 ล้านบาทในโครงการสำคัญ เช่น การต่อยอดระบบทางด่วน และการขยายโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) ที่รองรับพลังงานสะอาด

วางเอกชนเป็นกองหน้า รัฐเป็นกองกลาง

สำหรับวิธีทำงานร่วมกับภาคเอกชน เอกนิติเปรียบการทำงานภายใต้คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) เหมือนทีมฟุตบอล โดยให้เอกชนเป็นกองหน้า ส่วนรัฐบาลเป็นกองกลางที่คอยจ่ายบอลให้เอกชนทำประตู ผ่านงานด้านการคลัง การส่งเสริมการค้า การเพิ่มทักษะแรงงาน และการลดกฎเกณฑ์ที่เป็นอุปสรรคต่อการทำธุรกิจ

งานที่ทำภายใต้กรอบนี้ครอบคลุมทั้งการปรับโครงสร้างการผลิต การสร้างตาข่ายทางสังคมรองรับช่วงเปลี่ยนผ่าน การผลักดันโครงสร้างพื้นฐานพลังงานสะอาด กองทุนโครงสร้างพื้นฐาน และการปรับกฎเกณฑ์ให้ทันสมัย

ขณะที่กองหลังในนิยามของเอกนิติคือเสถียรภาพเศรษฐกิจและวินัยการคลัง ซึ่งเป็นส่วนที่ทำให้ไทยได้รับความเชื่อมั่นเพิ่มขึ้นจากสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือและนักลงทุนทั่วโลก

ความเชื่อมั่นดังกล่าวจะเห็นได้ชัดในเดือนตุลาคมนี้ ที่ไทยจะเป็นเจ้าภาพประชุมผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เป็นครั้งที่ 2 หลังเคยเป็นเจ้าภาพเมื่อปี 2534 โดยเอกนิติคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมกว่า 15,000 คน และเกิดการจับคู่ธุรกิจระหว่างเอกชนไทยกับนักธุรกิจต่างชาติที่เดินทางมาพร้อมผู้นำและรัฐมนตรีคลังจากทั่วโลก

ในเวทีดังกล่าว ไทยเตรียมเสนอบทบาท ‘Connector Economy’ หรือการเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงประเทศมหาอำนาจที่กำลังแบ่งขั้วกัน พร้อมผลักดัน 4 ประเด็นหลัก คือการนำ AI มาช่วยเหลือผู้เดือดร้อนและพัฒนาทักษะประชาชน การเป็นต้นแบบการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด การพัฒนาทักษะคนผ่านความร่วมมือกับต่างชาติ และบทบาทการเป็นผู้เชื่อมโยงเศรษฐกิจระดับโลก ควบคู่กับการนำเสนอสินค้าชุมชน อาหาร และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทย

“การจะได้แชมป์ไม่ได้เป็นเรื่องง่ายๆ นักกีฬาทุกคนต้องทำงานหนัก และผมเห็นว่าต้องทำ เพราะวันนี้อาจจะเป็นโอกาสสุดท้ายของประเทศไทย” เอกนิติกล่าว

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/ekniti-economy-inflation-deficit-welfare-reform/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw39gYwI_7uDHWd4_qs3AP6M