เศรษฐกิจไทยกำลังฟื้นตัวอย่างช้าๆ เห็นได้จากผลของนโยบายที่กำลังกระตุ้นเศรษฐกิจ ได้แก่ การใช้นโยบายไทยช่วยไทยพลัส และการลดดอกเบี้ยของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)
เศรษฐกิจไทยกำลังฟื้นตัวอย่างช้าๆ เห็นได้จากผลของนโยบายที่กำลังกระตุ้นเศรษฐกิจ ได้แก่ การใช้นโยบายไทยช่วยไทยพลัส และการลดดอกเบี้ยของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)
นอกจากนั้นก็ยังได้รับอานิสงส์จากการปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้น และจากเงินทุนที่ไหลเข้าไปสู่สาขาอิเล็กทรอนิกส์ การสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ตลอดจนการส่งออกที่ขยายตัวได้ดี
แต่ปัจจัยบวกดังกล่าว จะไม่สามารถทำให้จีดีพีไทยขยายตัวได้มากกว่า 2.0-2.5% ต่อปี และเป็นการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ ธปท. ก็ยอมรับว่า ไม่กระจายตัวอย่างทั่วถึง กล่าวคือ ครัวเรือนไทยก็ยังมีหนี้สินมากและมีรายได้น้อย ในขณะที่เอสเอ็มอีไทยก็กำลังเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรง และไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อ
ที่สำคัญดังที่ผมกล่าวถึงในครั้งที่แล้วคือ ขณะนี้รัฐบาลไทยไม่มี “กระสุน” ด้านการคลังเหลือแล้ว ในขณะเดียวกันก็ไม่มี “กระสุน” ด้านการเงิน เพราะ ธปท. ไม่น่าจะสามารถลดดอกเบี้ยนโยบายลงได้อีก
กล่าวคือ หากเกิดแรงกระแทกจากต่างประเทศ (เช่น ราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น เพราะวิกฤติที่ช่องแคบฮอร์มุซยังยืดเยื้อต่อไปอีก) หรือในประเทศ เช่น ภัยแล้งจากเอลนีโญ ภาครัฐก็จะมีทางเลือกที่จำกัดมากในการเข้าไปให้ความช่วยเหลือเพื่อลดทอนผลกระทบจากปัจจัยลบดังกล่าว คำถามคือในอนาคตน่าจะมีความเสี่ยงในเชิงลบดังกล่าวมากน้อยเพียงใด?
ในส่วนของเศรษฐกิจโลกนั้น ไอเอ็มเอฟได้ประเมินแนวโน้มของเศรษฐกิจโลกเพิ่มเติมเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งสรุปได้ดังนี้ เศรษฐกิจโลกปีนี้จะขยายตัวลดลงเหลือ 3.0% (ปี 2568 เศรษฐกิจโลกขยายตัว 3.5%) และจีดีพีโลกจะขยายตัวเพิ่มขึ้นเป็น 3.4% ในปีหน้า
โดยมีสมมติฐานว่า ช่องแคบฮอร์มุซจะค่อยๆ เริ่มเปิดให้เดินเรือได้ในเดือนกรกฎาคมนี้ และการเดินเรือจะเป็นปกติตั้งแต่มีนาคม 2570 เป็นต้นไป เงินเฟ้อในปี 2569 อยู่ที่ 4.7% และจะค่อยๆ ลดลงในปี 2570 เหลือ 3.9% เนื่องจากไอเอ็มเอฟประเมินว่าเงินเฟ้อจะไม่ยืดเยื้อ
ดังนั้น ธนาคารกลางของประเทศหลักส่วนใหญ่ จึงจะไม่จำเป็นต้องปรับดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มขึ้น (ข้อยกเว้นคือประเทศญี่ปุ่นที่เงินเฟ้อสูงมากและค่าเงินอ่อนตัวมาก)
การคาดการณ์ดังกล่าวนั้น ไอเอ็มเอฟรับว่าเป็นการมองโลกในแง่ดี ความเสี่ยงคือ เศรษฐกิจโลกจะขยายตัวต่ำกว่าที่ไอเอ็มเอฟได้คาดการณ์เอาไว้ข้างต้น (risks are tilted to the downside)
โดยมีปัจจัยเสี่ยงคือ ปัญหาช่องแคบฮอร์มุซยืดเยื้อ ภาวะการเงินที่ตึงตัวเกินกว่าคาด การไม่เหลือศักยภาพของนโยบายการเงินและการคลัง การขาดแคลนอาหารในประเทศยากจน และตลาดหุ้นที่ปรับตัวลงเพราะกำไรจากหุ้นเอไอต่ำกว่าที่ตลาดคาดหมาย
ณ วันนี้ ประเทศไทยมีทั้งจุดอ่อนและจุดแข็ง สำหรับจุดอ่อนคือ ไทยพึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูง (รัฐบาลไทยลดราคาขายปลีกน้ำมันทำให้กองทุนน้ำมันฯ ขาดดุลวันละกว่า 210 ล้านบาท และหากราคาน้ำมันโลกปรับสูงขึ้นสวนทางการลดราคาของรัฐบาล ไทยก็จะขาดดุลการค้าเพิ่มขึ้นอย่างมาก)
สำหรับจุดแข็งนั้น ไทยกำลังรับเงินทุนที่ไหลเข้ามาสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ และเป็นผู้ส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ถูกใช้ในอุตสาหกรรมเอไอ
ดังนั้น จึงพอสรุปได้ว่า ในภาพรวม การ “มาแรง” ของเอไอ จึงเป็นปัจจัยหนึ่งที่ขับเคลื่อนที่เศรษฐกิจไทย แต่ตรงนี้จะต้องประเมินให้ดีว่าประเทศไทยควรจะทำตัวอย่างไรให้ได้ประโยชน์สูงสุด และได้ประโยชน์ที่ยั่งยืนจากการพัฒนาของเอไอ
ตัวอย่างเช่น การเป็นเพียงเจ้าภาพให้มีการสร้างดาต้าเซ็นเตอร์จำนวนมากในประเทศอาจไม่เป็นประโยชน์มาก เพราะดาต้าเซ็นเตอร์มีสัดส่วนของการนำเข้าสูง ใช้น้ำใช้ไฟมาก แต่สร้างงานน้อยมาก กล่าวคือ ดาต้าเซ็นเตอร์ทำให้ไอเอฉลาดขึ้น แต่อาจไม่ทำให้ประเทศไทยฉลาดขึ้น
ผมเห็นการนำเสนอว่า การมีดาต้าเซ็นเตอร์จะทำให้คนไทยจะได้ใช้เอไอราคาถูก ซึ่งอาจไม่ได้เป็นเช่นนั้น เพราะดาต้าเซ็นเตอร์อาจพัฒนาเอไอเพื่อให้บริการไปได้ทั่วโลก โดยสัดส่วนของการใช้เอไอของคนไทยในดาต้าเซ็นเตอร์ที่ตั้งในประเทศไทยอาจเป็นเพียงส่วนน้อยก็ได้
การอยู่ใกล้ดาต้าเซ็นเตอร์จะเป็นประโยชน์ในกรณีที่ต้องการความรวดเร็วสูงในการรับ-ส่ง ข้อมูล-สัญญาณโดยมีความหน่วงน้อยที่สุด (ultra-low latency) ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับธุรกิจหรือกิจกรรมบางประเภทเท่านั้น
เช่น การซื้อขายหลักทรัพย์ด้วยคอมพิวเตอร์ความเร็วสูงที่ใช้อัลกอริทึมวิเคราะห์ตลาด (high frequency trade) และการทำแบบจำลองด้านการเงินและการลงทุนแบบ real time การสร้างระบบสำหรับยานยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ (autonomous vehicles) หรือรถไร้คนขับ และการผ่าตัดทางไกล (remote surgery) ที่ควบคุมแขนกลหุ่นยนต์ผ่านระบบคอมพิวเตอร์และการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตความเร็วสูง เป็นต้น
การจะทำให้คนไทยส่วนใหญ่ได้เข้าถึงและได้ประโยชน์จากดาต้าเซ็นเตอร์อย่างกว้างขวางที่สุดนั้น อาจต้องรวมถึงการกำหนดเงื่อนไข เช่น ต้องใช้พลังงานสะอาดในสัดส่วนที่สูง ใช้เทคโนโลยีที่ประหยัดการใช้น้ำในการรักษาอุณหภูมิ
และการที่บริษัทเอไอจะต้องร่วมมือกับสถาบันการศึกษาผลิตบุคลากรที่จำเป็นในการพัฒนาเอไอในประเทศ ตลอดจนการเพิ่มความเข้มข้นของมาตรการรักษาความปลอดภัยของระบบข้อมูล (cyber security) เป็นต้น
แต่การจะมุ่งหวังพึ่งพาเอไอให้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยนั้น จะเป็นการพัฒนาประเทศแบบเดิมๆ คือการรอและตามกระแสโลกมากกว่าการกำหนดชะตากรรมของประเทศด้วยตัวเอง ซึ่งเรื่องนี้ผมจะขอเขียนถึงในตอนต่อไปครับ
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/opinion/1243742&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw23fh8Pe4m2BUihcRRS7wNX

