• Wed. Jun 24th, 2026

“ไทยช่วยไทยพลัส” เงินสะพัด 3.8 หมื่นล้าน! ค้าปลีก-SME ประสานเสียง จี้รัฐหยุดอุ้มเศรษฐกิจนอกระบบ

“ไทยช่วยไทยพลัส”-เงินสะพัด-3.8-หมื่นล้าน!-ค้าปลีก-sme-ประสานเสียง-จี้รัฐหยุดอุ้มเศรษฐกิจนอกระบบ“ไทยช่วยไทยพลัส” เงินสะพัด 3.8 หมื่นล้าน! ค้าปลีก-SME ประสานเสียง จี้รัฐหยุดอุ้มเศรษฐกิจนอกระบบ

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนความสำเร็จของมาตรการในการช่วยบรรเทาค่าครองชีพ กระตุ้นกำลังซื้อ และสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนสู่เศรษฐกิจฐานรากในระยะสั้น อย่างไรก็ตาม ภาคธุรกิจค้าปลีกและผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเห็นตรงกันว่า รัฐบาลควรใช้โอกาสจากมาตรการดังกล่าวต่อยอดสู่การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะการลดช่องว่างระหว่างธุรกิจในระบบและนอกระบบ เพื่อสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

ภายใต้ภาวะเศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวไม่ทั่วถึง สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยปี 2569 จะขยายตัวเพียง 1.5-2.5% ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทยยังประเมินว่ากำลังซื้อของครัวเรือนฟื้นตัวไม่เท่าเทียมกันจากภาระหนี้และต้นทุนค่าครองชีพที่ยังอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจยังมีบทบาทสำคัญต่อการประคับประคองเศรษฐกิจในระยะสั้น

นายณัฐ วงศ์พานิช ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย กล่าวว่า ภาคธุรกิจค้าปลีกเห็นด้วยกับเจตนารมณ์ของรัฐบาลในการดำเนินโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ซึ่งเป็นมาตรการสำคัญในการบรรเทาภาระค่าครองชีพ กระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ และช่วยประคับประคองเศรษฐกิจในช่วงที่กำลังซื้อของประชาชนยังฟื้นตัวไม่เต็มที่

อย่างไรก็ตาม การออกแบบมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะต่อไป ควรคำนึงถึงการกระจายประโยชน์อย่างสมดุลตลอดทั้งห่วงโซ่เศรษฐกิจ เพื่อให้เม็ดเงินของภาครัฐสามารถสร้างผลคูณทางเศรษฐกิจได้สูงสุด และช่วยประคับประคองทั้งผู้ประกอบการฐานรากและผู้ประกอบการในระบบที่มีบทบาทสำคัญต่อการจ้างงาน การลงทุน และรายได้ภาษีของประเทศ

“ผู้ประกอบการค้าปลีกสมัยใหม่ไม่ได้เป็นเพียงผู้จำหน่ายสินค้า แต่เป็นช่องทางสำคัญในการกระจายสินค้าของผู้ผลิตไทย ผู้ประกอบการ SME และเกษตรกรทั่วประเทศ โดยมีคู่ค้าในระบบมากกว่า 10,000 ราย การออกแบบมาตรการที่เชื่อมโยงผู้บริโภคเข้ากับผู้ประกอบการในระบบได้มากขึ้น จะช่วยให้เม็ดเงินกระจายสู่ห่วงโซ่เศรษฐกิจได้อย่างกว้างขวางและมีประสิทธิภาพมากขึ้น” นายณัฐ กล่าว

“ไทยช่วยไทยพลัส” เงินสะพัด 3.8 หมื่นล้าน! ค้าปลีก-SME ประสานเสียง จี้รัฐหยุดอุ้มเศรษฐกิจนอกระบบ

ทั้งนี้ ข้อมูลจากสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ระบุว่า ประเทศไทยมี MSME จำนวน 3.23 ล้านราย คิดเป็น 99.5% ของกิจการทั้งหมดในประเทศ และมีการจ้างงานรวมกว่า 12.93 ล้านคน หรือคิดเป็น 70.4% ของการจ้างงานภาคธุรกิจเอกชน ขณะที่สำนักงานประกันสังคมระบุว่าปัจจุบันมีผู้ประกันตนมาตรา 33 มากกว่า 12 ล้านคน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแรงงานในภาคธุรกิจที่อยู่ในระบบเศรษฐกิจ

ด้าน นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานกิตติมศักดิ์และประธานยุทธศาสตร์สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย กล่าวว่า โครงการไทยช่วยไทยพลัสถือเป็นมาตรการที่มีประโยชน์ต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจและช่วยเพิ่มรายได้ให้ผู้ประกอบการรายย่อย แต่รัฐบาลควรใช้โอกาสนี้สร้างแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบมากขึ้นควบคู่กันไป

“SME ที่อยู่ในระบบคือกลุ่มที่ปฏิบัติตามกติกาของประเทศอย่างครบถ้วน ต้องรับภาระภาษี การจัดทำบัญชี การปฏิบัติตามกฎหมายแรงงาน การส่งเงินสมทบประกันสังคม รวมถึงมาตรฐานและกฎระเบียบต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ขณะที่ผู้ประกอบการนอกระบบจำนวนหนึ่งไม่ได้มีต้นทุนในระดับเดียวกัน ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำในการแข่งขัน” นายแสงชัย กล่าว

นายแสงชัย ระบุว่า ปัจจุบัน SME ไทยกำลังเผชิญแรงกดดันจากกำลังซื้อที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ ต้นทุนการดำเนินธุรกิจที่สูงขึ้น และการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น โดยสัดส่วนกิจการ SME ที่มีความเสี่ยงต่อการเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) เพิ่มจาก 18% ในช่วงปลายปี 2568 เป็น 22% ในไตรมาสแรกของปี 2569

“สิ่งสำคัญคือมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจควรสร้างแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบ ไม่ว่าจะเป็นการจดทะเบียนธุรกิจ การเข้าสู่ระบบภาษี หรือการใช้ระบบดิจิทัลทางการเงิน เพราะหากธุรกิจที่ดำเนินการอย่างถูกต้องไม่ได้รับประโยชน์จากนโยบายภาครัฐอย่างเหมาะสม อาจลดแรงจูงใจในการเข้าสู่ระบบในอนาคต” นายแสงชัย เผย

นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ ให้ความเห็นว่า งบประมาณทุกบาทของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมาจากภาษีของประชาชนและภาคธุรกิจในระบบ ดังนั้นความสำเร็จของนโยบายจึงไม่ควรวัดเพียงยอดใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น แต่ควรพิจารณาด้วยว่าสามารถขยายฐานภาษี เพิ่มจำนวนผู้ประกอบการในระบบ และสร้างผลตอบแทนเชิงโครงสร้างให้แก่เศรษฐกิจไทยได้มากน้อยเพียงใด

สอดคล้องกับแนวทางของ OECD ที่เสนอให้ประเทศไทยใช้นโยบายการคลังอย่างมีเป้าหมาย ควบคู่กับการปฏิรูปเศรษฐกิจเชิงโครงสร้าง เพื่อเพิ่มผลิตภาพ ยกระดับความสามารถในการแข่งขัน และลดช่องว่างระหว่างเศรษฐกิจในระบบกับเศรษฐกิจนอกระบบ

สำหรับโจทย์สำคัญของ “ไทยช่วยไทยพลัส” ในระยะต่อไป จึงอาจไม่ใช่เพียงการสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนหรือยอดใช้จ่ายในระยะสั้น แต่คือการทำให้เม็ดเงินดังกล่าวช่วยรักษาการจ้างงาน ขยายฐานภาษี สร้างแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบ และยกระดับศักยภาพการแข่งขันของประเทศ เพื่อให้การเติบโตทางเศรษฐกิจเกิดขึ้นอย่างทั่วถึง โปร่งใส และยั่งยืนในระยะยาว

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/business/economy/378979238&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2dXEzGkTP-Z46qfIC33lnN