“ตอนนี้คิดว่าสถานการณ์เริ่มดีขึ้นตามลำดับ หลายเรื่องเริ่มคลี่คลาย ถ้ามองอย่างเป็นธรรม เรื่องพลังงานที่ก่อนหน้านี้มีคนวิจารณ์ว่าประเทศอาจขาดแคลนน้ำมัน แต่จนถึงวันนี้ไทยยังสามารถบริหารจัดการได้ดี ถือว่าเป็นการรับมือวิกฤตที่ทำได้ค่อนข้างดี” รศ.ดร.โอฬาร กล่าว
พร้อมมองว่า แม้จะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์หรือปฏิบัติการทางการเมืองจากฝ่ายตรงข้ามอยู่เป็นปกติ แต่หากพิจารณาจากการทำงานโดยรวม รัฐบาลเริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้น โดยเฉพาะมาตรการ ไทยช่วยไทยพลัส 60:40 ที่ได้รับการตอบรับจากประชาชนอย่างชัดเจน

รศ.ดร.โอฬาร กล่าวว่า ระหว่างเดินทางจากจังหวัดชลบุรีเข้ากรุงเทพฯ พบว่าหลายร้านค้าติดป้าย ร้านนี้มีไทยช่วยไทยพลัส อย่างคึกคัก สะท้อนว่าโครงการสามารถกระตุ้นบรรยากาศการจับจ่ายได้จริง และยังสะท้อนอีกด้านว่าเศรษฐกิจฐานรากยังต้องการแรงกระตุ้นจากภาครัฐ
“วิธีแก้แบบนี้ถือว่าแก้ถูกจุด เพราะเงินลงไปถึงการซื้อขายจริง ร้านค้ารายย่อยได้ประโยชน์ ประชาชนก็รู้สึกว่ามีกำลังซื้อกลับมา” รศ.ดร.โอฬาร กล่าว
อย่างไรก็ตาม ยังเสนอว่ารัฐบาลไม่ควรประมาทกับความสำเร็จระยะแรก แต่ควรต่อยอดโครงการให้เกิดผลระยะยาว โดยเฉพาะการช่วยให้ผู้ประกอบการ SME สามารถใช้เทคโนโลยีออนไลน์เพิ่มช่องทางการขาย สร้างห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ และเพิ่มมูลค่าสินค้าชุมชน
นอกจากนี้ ยังมองว่าโครงการลักษณะนี้สามารถต่อยอดไปสู่การสร้าง Big Data ของประเทศได้ เพราะข้อมูลการใช้จ่ายจะสะท้อนพฤติกรรมการบริโภคของประชาชนอย่างละเอียด ทั้งระดับรายได้ รูปแบบการใช้เงิน และสินค้าที่ได้รับความนิยม ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการวางนโยบายเศรษฐกิจในอนาคต
“วันนี้เทคโนโลยีช่วยให้รัฐเห็นได้ว่า คนมีรายได้ระดับไหน ใช้จ่ายอะไร วันละเท่าไร นิยมบริโภคสินค้าแบบไหน ถ้านำข้อมูลเหล่านี้มาวิเคราะห์อย่างจริงจัง ก็จะช่วยให้การวางโครงสร้างเศรษฐกิจแม่นยำขึ้นกว่าการใช้ตัวเลขภาพรวมแบบเดิม” รศ.ดร.โอฬาร กล่าว

ขณะเดียวกัน ยังเสนอแนวคิดให้รัฐบาลสนับสนุนการสร้าง Influencer ระดับท้องถิ่น เพื่อช่วยขายสินค้าชุมชน โดยมองว่าในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล แต่ละตำบลควรมีคนรุ่นใหม่ที่สามารถไลฟ์ขายสินค้า สร้างเรื่องราวให้สินค้า และเชื่อมผู้ผลิตกับผู้บริโภคโดยตรงโดยไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง
“สินค้าบางอย่างมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เช่น ผลไม้ปลอดสาร หรือสินค้าพื้นถิ่น ถ้าสร้าง Story ได้ดี ใช้คนรุ่นใหม่ช่วยขายผ่านออนไลน์ มันจะช่วยเพิ่มมูลค่าสินค้าและสร้างรายได้ให้ชุมชนได้มาก” รศ.ดร.โอฬาร กล่าว
พร้อมย้ำว่า โครงการไทยช่วยไทยพลัสถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะทันทีที่เปิดระบบก็เกิดการใช้จ่ายจำนวนมาก โดยระบุว่าเพียง 3 ชั่วโมงแรกหลังเปิดใช้งาน มีเงินสะพัดกว่า 170 ล้านบาท สะท้อนว่าประชาชนรอคอยมาตรการลักษณะนี้อยู่แล้ว
“เมื่อเศรษฐกิจฐานรากเริ่มหมุน SME เริ่มตั้งหลักได้ เสียงวิจารณ์รัฐบาลก็จะลดลง เพราะประชาชนสัมผัสผลได้จริง นี่จึงเป็นเหตุผลที่ฝ่ายค้านเองก็ต้องเร่งโจมตีโครงการ เพราะรู้ว่าถ้าโครงการเดินต่อและต่อยอดได้ เศรษฐกิจจะเริ่มฟื้นตัวเป็นรูปธรรม” รศ.ดร.โอฬาร กล่าว

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1590917&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2YE23ItLPdTBNqODlZGDUB

