วันเดย์ทริป (One Day Trip) วันนี้เรามากันที่ คลองบางหลวง เขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร เพื่อพบกับการท่องเที่ยววิถีใหม่ ปั่น จักรยานน้ำ
ในกิจกรรม ECO Hero @ คลองบางหลวง โครงการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ในชุมชนริมคลอง โดย สิรินาถ ฉัตรศุภกุล ผู้อำนวยการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานกรุงเทพมหานคร
โดยมีเหล่าสื่อมวลชนและอินฟลูเอนเซอร์ชาวไทยและชาวต่างประเทศเข้าร่วมงาน
ปั่น คลอง : ท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนเสริมสร้างพลังชุมชน
“ก่อนหน้านี้ บริษัท ปั่นคลอง ทำธุรกิจเกี่ยวกับจักรยานในเมือง ดูแลเรื่องท่าเรือของ กรุงเทพมหานคร และแก้ไขปัญหาต่าง ๆ
จุดเริ่มต้นของการท่องเที่ยวด้วยการปั่น จักรยานน้ำ เกิดจากความสนุกของกลุ่มเพื่อนที่ชอบคลอง
แต่ก่อนเราเคยมองคลองว่าเป็นเพียงเส้นทางเดินทาง แต่ตอนนี้เรามองว่ามันคือ ชุมชน
เราเลยคิดต่อว่าจะทำยังไงให้คลองยั่งยืนและเกิดเศรษฐกิจที่รักษ์โลก จึงเกิดเป็นโครงการนี้ขึ้นมา”
Cr. Kanok Shokjaratkul
คฑาธิป ศรมณี กรรมการผู้จัดการ บริษัท ปั่นคลอง (ประเทศไทย) จำกัด พูดถึงความเป็นมาของปั่นคลอง ในคลองบางหลวง ให้ฟัง
“แนวคิดหลักของ ปั่นคลอง คือ เราพยายามรวมเรื่องการเดินทาง จักรยาน และเรือเข้าด้วยกัน จนออกมาเป็น จักรยานน้ำ หรือจักรยานปั่นในคลอง
เราไม่ได้ขายแค่การปั่นจักรยาน แต่เรา ขายประสบการณ์ โดยจะเปิดเส้นทางใหม่ ๆ ไปเรื่อย ๆ เริ่มต้นที่นี่ (คลองบางหลวง) เป็นที่แรก
เราเน้นทำใน คลองเล็ก พาหนะเหล่านี้เข้าถึงได้ เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้เห็นธรรมชาติและร่วมอนุรักษ์ไปพร้อมกับชุมชน
Cr. Kanok Shokjaratkul
เป้าหมายในอนาคตของโครงการนี้ เราจะขยายโมเดลนี้ไปตามคลองที่มีตลาดซึ่งเริ่มซบเซา เพื่อไป ฟื้นฟูชุมชน ให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง
สิ่งสำคัญที่สุดคือ ชุมชนต้องได้ประโยชน์ พนักงานของเราทุกคนจะเป็น เด็กในชุมชนนั้น ๆ เพราะเรามองว่าชุมชนคือลูกหลาน เราอยากให้เขามีงาน มีรายได้ และมีอาชีพติดตัว
เราพยายามให้ทุกอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมด้วย ทำเป็น สีเขียว (Green) ให้มากที่สุด ไม่ใช้เครื่องยนต์ หรือถ้าจำเป็น ก็ใช้ EV (พลังงานไฟฟ้า) เพื่อลดเสียงและไม่ทำลายธรรมชาติ
เราตระหนักว่าหลังบ้านริมน้ำคือหน้าบ้านของชาวบ้าน เราจึงมีป้ายบอกตลอดทางว่า ต้องเงียบ เพื่อไม่ให้รบกวนผู้อยู่อาศัย
Cr. Kanok Shokjaratkul
สำหรับผู้ที่สนใจ มาร่วมปั่น จักรยานน้ำ ได้ที่ วัดกำแพงบางจาก ตลาดน้ำคลองบางหลวง เขตภาษีเจริญ กรุงเทพฯ
การเดินทาง ง่ายมาก นั่งรถไฟไฟฟ้ามาลง สถานีบางไผ่ (MRT) จะใกล้ที่สุด แล้วเดินเข้าซอยเพชรเกษม 20 หรือ 28 มาประมาณ 800 เมตร หรือมาจากสถานีบางหว้า ก็ได้
เราเปิดทุกวัน ราคาเท่ากัน ทั้งวันธรรมดาและวันหยุด โดยแบ่งเป็น 2 ช่วง
ช่วงเช้า 10:00 – 16:00 น. ราคา 200 บาท ต่อครึ่งชั่วโมง
ช่วงเย็น 16:30 – 18:30 น. ราคา 300 บาท ต่อครึ่งชั่วโมง
ช่วงเย็นจะได้รับความนิยมมาก เพราะวิวสวย แสงดี ไม่ร้อน และหลังจาก 17:00 น. เรือท่องเที่ยวจะน้อยลง ทำให้ถ่ายรูปสวย มีฉากหลังเป็นตลาดและแสงไฟ เป็นเสน่ห์อีกแบบ
Cr. Kanok Shokjaratkul
ความแตกต่างของการปั่น จักรยานน้ำ กับ พาย SUP (Stand Up Paddleboard) คือ ตัวเราไม่เปียกน้ำ แต่อาจจะเปียกเหงื่อบ้างเพราะได้ออกกำลังกาย
เรามีเสื้อชูชีพให้ใส่เพื่อความปลอดภัย บางคนปั่นก็ไม่เปียกเลย เว้นแต่จะมีปลากระโดดใส่
สำหรับมือใหม่ ครึ่งชั่วโมงถือว่ากำลังดี เพราะถ้าปั่นนานกว่านั้นบางคนอาจจะไม่ไหว
อยากให้ทุกคนลองมาสัมผัสประสบการณ์ใหม่ ๆ ในการเที่ยวคลองที่ทั้งสนุกและได้ช่วยชุมชนไปพร้อม ๆ กัน”
Cr. Kanok Shokjaratkul
จากการได้สัมผัสกับ จักรยานน้ำ ลำหนึ่งไปได้สองคน คนแรกเป็นคนปั่น คนที่สองนั่งข้างหน้า แต่ไม่มีที่วางเท้า ต้องกางขาวางไว้สองข้าง พร้อมกับตระกร้าหนึ่งใบและไม้ตะแกรงช้อนขยะ
เราไปกันตอนเช้า แดดจ้า วิวสว่างสดใส เก็บขยะมาแล้ว ขึ้นท่าเรือมาก็ต่อด้วยขั้นตอนแยกขยะ ใส่ตามถังสีต่าง ๆ นับว่าเป็นการท่องเที่ยวที่ดี ได้ออกกำลังกาย และรักษาสิ่งแวดล้อมไปด้วยในตัว
คลองบางหลวง
ได้เวลาอาหารเที่ยงพอดี บริเวณเดียวกันเป็นสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดัง คลองบางหลวง ทำให้เราได้มาท่องเที่ยวอีกที่หนึ่ง ร้านอาหารมากมาย คาเฟ่เยอะแยะ ท่ามกลางบรรยากาศริมคลอง มีเรือแล่นผ่าน มีกิจกรรมต่าง ๆ ให้ทำ มีวัดกำแพงบางจาก บ้านศิลปิน วัดคูหาสวรรค์ ให้เยี่ยมชม
Cr. Kanok Shokjaratkul
ภูมิใจ การ์เด้น : สวนมีชีวิต สู่พิพิธภัณฑ์ยั่งยืน
ในช่วงบ่ายเราเดินทางต่อไปที่เขตจอมทอง เพื่อไปท่องเที่ยว ชมสวนใหญ่ ที่ร่มรื่น ที่ ภูมิใจ การ์เด้น
สวนลิ้นจี่ 100 ปีที่สืบสานวิถีชวนสวนและวัฒนธรรมดั้งเดิม มีการเปิด Café ร้านกาแฟริมคลองบางขุนเทียน ให้นั่งชมวิว มีเรือวิ่งผ่าน มีกิจกรรมเวิร์คชอปขนมไทยให้ทำมากมาย
เป็น การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ได้ความรู้เรื่องการปลูกพืชผักผลไม้ต่าง ๆ นำมาใช้ทำอาหาร ทำยา เป็นภูมิปัญญาไทย ที่สืบทอดส่งต่อกันมาแล้วหลายรุ่น นับร้อยปี
Cr. Kanok Shokjaratkul
“This is Living Museum… Everything I proud to be here ดิฉันภูมิใจมากที่ได้อยู่ที่นี่ ตอนนี้เรากำลังส่งต่อให้คนรุ่นถัดไปเข้ามาดูแล ทั้งลูกชายและคนในครอบครัว เพื่อให้ธุรกิจและการดูแลท้องถิ่นที่นี่เป็นไปอย่างยั่งยืน
ที่นี่มีเรื่องราวมาตั้งแต่สมัยก่อน อยากให้แขกที่มาเยือนได้เห็นความงามของที่นี่เหมือนในอดีต
เรามี Welcome Drink เมนูเครื่องดื่มที่เป็นเอกลักษณ์อย่าง ตะลิงปลิงโซดา เป็นเมนูพิเศษ (Special) ของเรา ให้ดื่ม เพื่อสัมผัสกับความสดชื่นของพืชผลไม้ไทย
ก่อนดื่มต้องคนก่อนนะคะ ให้ส่วนผสมข้างล่างขึ้นมามิกซ์กัน (Mix) แล้วจะอร่อยมาก”
คุณแม่เอ๋ พรทิพย์ เทียนทรัพย์ ผู้ก่อตั้ง ภูมิใจ การ์เด้น พูดถึงความเป็นมาของที่นี่ให้ฟัง พร้อมกับนำชมสวนไปด้วย
ต้นลิ้นจี่ อายุ 100 กว่าปี Cr. Kanok Shokjaratkul
“นอกจากเครื่องดื่มแล้ว เรายังนำตะลิงปลิงไปทำเมนูอื่น ๆ อย่างเค้ก หรือชีสเค้กด้วยค่ะ
วัตถุดิบทั้งหมดมาจากสวนของเราเอง เมนูไข่พะโล้ที่นี่ก็อร่อยมาก
สวนคือซูเปอร์มาร์เก็ตที่บ้าน และพืชผักต่าง ๆ ในสวนก็เป็นทั้งอาหารและเป็นยาด้วย
ผักทุกอย่าง คือวัตถุดิบหลักของครัวไทย และครัวไทยก็คือครัวของโลก
การได้ทานอาหารจากต้นที่เราปลูกเองมันทำให้เจริญอาหารมาก
ดิฉันอยากรักษาที่ดินผืนนี้ไว้ให้เป็นเหมือน Living Museum เพื่อที่จะโชว์ให้คนรุ่นใหม่เห็นว่า ในสมัยก่อนกรุงเทพฯ เคยมีอากาศหนาว
อย่างเมื่อ 8 ปีก่อน อุณหภูมิเคยลงไปถึง 15 องศาเซลเซียส แต่เดี๋ยวนี้โลกเปลี่ยนไป อากาศไม่หนาวเหมือนเดิมแล้ว เราจึงพัฒนาที่ดินผืนนี้และปลูกพืชที่หลากหลาย
Cr. Kanok Shokjaratkul
ย้อนกลับไปเมื่อ 20 ปีก่อน พื้นที่แถบนี้เคยเป็นสวนสีเขียวที่สวยงามมาก เป็นชุมชนที่น่าอยู่ แต่พอเมืองขยาย มีการเปลี่ยนแปลงทางสังคมเข้ามา พื้นที่นี้เต็มไปด้วยขยะ
เราจึงเริ่มพัฒนาที่ดินผืนนี้ ทำทุกอย่างด้วยตัวเอง โดยมีลูกชายเข้ามาช่วยกันฟื้นฟูให้กลับมาเป็นสวนสวยอย่างที่เห็นในปัจจุบัน
เราปลูกพืชที่หลากหลายผสมผสานกันในสไตล์สวนร่องสวน ทั้งขนุนและไม้อื่น ๆ อีกมากมาย ซึ่งเป็นภูมิปัญญาที่ตกทอดมา
ย่านบางขุนเทียนมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ที่เชื่อมโยงกับสถาปัตยกรรมและนวัตกรรมจากต่างประเทศมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3
องค์ความรู้ต่างๆ จากประเทศจีนถูกนำมาปรับใช้ในย่านนี้ รวมถึงสไตล์ของสวนโบราณแห่งนี้ด้วย
Cr. Kanok Shokjaratkul
เราจึงพยายามเก็บรวบรวมประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเหล่านี้ไว้ให้ลูกหลาน เพื่อให้เห็นว่าที่นี่ทำทั้งเรื่องสิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม และประวัติศาสตร์แบบครบวงจร
เราใช้แนวคิด บวร (บ้าน วัด โรงเรียน) ทำชุมชนของเราเป็น Real Community ที่เข้มแข็ง มีเด็ก ๆ ในชุมชนมาแสดงความสามารถเป็นประจำ ลูกสาวของดิฉันเองก็ช่วยสอนภาษาอังกฤษให้เด็ก ๆ
การทำแบบนี้ช่วยให้เด็ก ๆ ได้ฝึกฝน เสริมสร้างความมั่นใจ และยังมีรายได้เสริมอีกด้วย
นอกจากนี้ เวลาลูกค้าต้องการจัดกิจกรรมพิเศษหรือเซอร์ไพรส์ เราก็ใช้คนในชุมชนนี่ล่ะเป็นคนลงมือทำ
ทางด้านผลผลิตทางการเกษตรของเรามีชื่อเสียงเรื่อง ลิ้นจี่ มีต้นลิ้นจี่ร้อยปีที่ยังมีชีวิตอยู่ เราให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ต้นไม้โบราณและการรักษาสิ่งแวดล้อม
นอกจากลิ้นจี่แล้ว ก็มีมะนาว ส้มโอลูกใหญ่ ๆ ตะลิงปลิง ดอกไม้ที่นำมารับประทานได้
ภูมิใจ การ์เด้น อยู่ติดกับคลองบางขุนเทียน Cr. Kanok Shokjaratkul
แขกที่มาเยี่ยมชมส่วนใหญ่จะเดินทางมาทางเรือ ไม่ว่าจะเป็นเรือสุภัทราหรือเรือหางยาว เพื่อมาสัมผัสบรรยากาศที่แตกต่างจากใจกลางเมือง
การทำสวนโบราณแห่งนี้ ถ้ามองแค่เรื่องรายได้จากการขายผลไม้อย่างเดียว เราอาจจะท้อใจ
การเปลี่ยนแปลงผักผลไม้มาเป็นผลผลิต การได้แชร์ความสุข ให้กับผู้ที่มาเยือน คือความภูมิใจที่ได้รักษาต้นไม้โบราณและวิถีชีวิตแบบนี้ไว้
เราเน้นปลูกพืชที่คนอื่นอาจมองว่าไม่มีค่าหรือเป็นวัชพืชให้กลายเป็นของมีราคา อย่างเช่น ผักหนาม ถ้าคนทำอาหารไม่เป็นจะมองว่าเป็นวัชพืช แต่ถ้าทำเป็นนี่คือ Rare item เอาไปดองจิ้มน้ำพริกกะปิอร่อยมาก
เวิร์คชอป ขนมไทย Cr. Kanok Shokjaratkul
เรามีต้น มะอึก คนในสมัยก่อนใช้มะอึกแทนมะเขือเทศ เอาไปทำน้ำพริกกะปิหรือใส่ในแกงเผ็ดเป็ดย่าง
แต่เวลาจะทานต้องขูดขนออกก่อน พอมีมะเขือเทศเข้ามา คนหันไปใช้มะเขือเทศแทนเพราะขี้เกียจขูดขน
การทำสวนแบบนี้ ปลูกครั้งเดียวแต่กินได้ตลอดชีวิต ต่างจากการปลูกผักสลัดที่ต้องปลูกซ้ำ ๆ คนที่อยากเริ่มทำเกษตรแบบนี้ ต้องรักทั้งการปลูกและรักการทำอาหาร มันถึงจะไปด้วยกันได้
ที่สำคัญต้องศึกษาและทดลองจริง เพราะกว่าสวนจะสวยแบบนี้เราต้องผ่านการทดลองและทิ้งสิ่งที่ไม่สำเร็จไปเยอะมาก การทำเกษตรต้องรู้ใจพืชว่าแต่ละชนิดชอบแบบไหน เหมือนกับการเข้าใจคน”
Cr. Kanok Shokjaratkul
เวิร์คชอป ขนมไทย : ตะโก้
ชมสวนเสร็จแล้วมาทำขนมไทยกันต่อ ขั้นตอนมีสามส่วน
1 เตรียมกระทง ใส่ขนม 2 ทำตัวตะโก้ 3 ทำหน้าตะโก้
ขั้นตอนแรก ทำกระทง : เราใช้ใบเตย มาพับให้เป็นสี่เหลี่ยม
ขั้นตอนที่สอง ทำตัวขนม : ใส่แป้งถั่วเขียว น้ำตาล น้ำเปล่า ที่ตวงไว้แล้ว รวมกัน คนให้เข้ากัน แล้วตั้งไฟ เคี่ยวให้เข้ากันจนเดือด เหนียว เทใส่กระทงไว้ ประมาณ 90 เปอร์เซนต์ของกระทง
ขั้นตอนที่สาม ทำหน้าตะโก้ : ใส่กะทิ แป้ง เกลือ รวมกัน คนให้เข้ากัน แล้วตั้งไฟ เคี่ยวให้เดือด พอเริ่มเหนียว ก็มาหยอดใส่ตัวขนม เพื่อให้ได้รสชาติที่ตัดกัน
แล้วกลับบ้านพร้อมกับขนมตะโก้แสนอร่อย
Cr. Kanok Shokjaratkul
Cr. Kanok Shokjaratkul
Cr. Kanok Shokjaratkul
Cr. Kanok Shokjaratkul
Cr. Kanok Shokjaratkul
Cr. Kanok Shokjaratkul
Cr. Kanok Shokjaratkul
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/lifestyle/travel/1235948&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2qXgYOUJaotNf7LkeSpF_C

