นายเอกนิติ กล่าวว่า เพื่อเป็นการรับมือกับวิกฤติปากท้อง รัฐบาลเตรียมนำเสนอโครงการไทยช่วยไทยพลัส เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยจะดึงเม็ดเงินจำนวน 200,000 ล้านบาท จากวงเงินกู้ตามพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน วงเงินรวม 400,000 ล้านบาท มาใช้ดำเนินการ โครงการนี้จะใช้โมเดลการร่วมจ่าย รัฐบาลสมทบ 60% และประชาชนจ่าย 40% มุ่งเป้าไปที่การช่วยเหลือร้านค้ารายย่อยและคนตัวเล็กในสังคม
“โครงการนี้มีจุดเด่นเรื่องการกระจายตัวของเม็ดเงินลงสู่ท้องถิ่นอย่างมีประสิทธิภาพ โดยอ้างอิงจากโครงการลักษณะเดียวกันในอดีตที่พบว่า ยอดการจับจ่ายใช้สอยกระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพฯ เพียง 15% ในขณะที่อีก 85% กระจายออกไปกระตุ้นเศรษฐกิจระดับฐานรากทั่วประเทศ ซึ่งจะส่งผลดีเชื่อมโยงไปถึงกลุ่ม SME ด้วย” นายเอกนิติ กล่าว
นอกจากการเยียวยาระยะสั้นแล้ว รัฐบาลยังมีเป้าหมายใช้เม็ดเงินจาก พ.ร.ก.กู้เงิน ในการปรับโครงสร้างเพื่อแก้ปัญหาระยะยาว ด้วยการส่งเสริมการเปลี่ยนผ่าน (Transition) ด้านพลังงานและต้นทุน โดยอยู่ระหว่างการหารือกับกระทรวงคมนาคมเพื่อผลักดันกลุ่มรถบรรทุกหัวลากขนส่งให้เปลี่ยนมาใช้พลังงานไฟฟ้า รวมทั้งสนับสนุนการใช้น้ำมันไบโอดีเซล B20 ที่ผสมปาล์มน้ำมันในประเทศให้มากขึ้น แนวทางนี้ถือเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันถาวร เพื่อไม่ให้รัฐบาลต้องนำเงินไปอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซลเพียงอย่างเดียวอย่างไม่สิ้นสุด
ส่วนในภาคการเกษตรที่ได้รับผลกระทบจากราคาปุ๋ยเคมีที่ปรับตัวสูงขึ้นตามราคาพลังงาน รัฐบาลเตรียมออกมาตรการ “ปุ๋ยคนละครึ่ง” เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรแบบเฉพาะเจาะจง นอกจากนี้ บอร์ด BOI ยังได้อนุมัติให้การส่งเสริมการลงทุนโครงการเหมืองแร่โปแตชอาเซียน เพื่อผลิตวัตถุดิบทำปุ๋ยใช้เองในประเทศ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนให้เกษตรกรในระยะยาว
ในมิติของนโยบายการเงินและการคลัง รองนายกรัฐมนตรีอธิบายว่า พื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) และนโยบายการคลังป็นเครื่องมือที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งในการรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศในเวลานี้
สำหรับข้อกังวลด้านหนี้สาธารณะ นายเอกนิติ ระบุว่า หากรัฐบาลไม่ดำเนินการอัดฉีดเม็ดเงินเพื่อกระตุ้นให้เศรษฐกิจและการลงทุนเดินหน้าต่อไปได้ จีดีพีของประเทศจะหดตัวลง ซึ่งจะส่งผลกระทบทางคณิตศาสตร์ให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีพุ่งทะลุ 70% ได้โดยอัตโนมัติ แต่ด้วยการดำเนินนโยบายในปัจจุบัน คาดว่าสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีในปีนี้จะอยู่ที่ระดับไม่ถึง 68% และจะขึ้นไปแตะจุดสูงสุดที่ระดับ 69% ในช่วงปี 2571-2572 ซึ่งยังอยู่ภายใต้กรอบการบริหารจัดการ
นายเอกนิติ ย้ำว่า วิกฤติเศรษฐกิจในครั้งนี้แตกต่างจากอดีต ไม่เหมือนวิกฤติต้มยำกุ้งปี 2540 ที่จีดีพีติดลบ หรือวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ปี 2552 ที่ส่งออกพังทลาย แต่วิกฤตครั้งนี้เป็นวิกฤตปากท้องที่ตัวเลขจีดีพีโดยรวมอาจไม่ได้ดูแย่ แต่จะสะท้อนความรุนแรงออกมาในรูปของเงินเฟ้อและภาระค่าครองชีพของประชาชนแทน รัฐบาลจึงจำเป็นต้องเร่งผลักดันนโยบายเยียวยาควบคู่ไปกับการรักษาเครื่องยนต์การลงทุน เพื่อขยายขีดความสามารถของประเทศในระยะยาวต่อไป
ด้าน นายสันติธาร เสถียรไทย กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันประเทศไทยและทั่วโลกกำลังเผชิญกับมรสุมเศรษฐกิจที่จะตามมาอีกหลายระลอก ตั้งแต่วิกฤติพลังงานโลก ซึ่งคาดการณ์ว่าจะยืดเยื้อต่อไปอีกอย่างน้อย 1-2 ปี เนื่องจากโครงสร้างพลังงานถูกทำลาย ส่งผลให้ราคาน้ำมันจะไม่อยู่ในระดับต่ำอีกต่อไป
ต่อมาคือ วิกฤติเงินเฟ้อและค่าครองชีพ ซึ่งเริ่มสะท้อนในอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือน เม.ย.ขยับสูงขึ้นถึง 2.9% สัญญาณที่น่ากังวลคือดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เริ่มพลิกกลับมาเป็นบวก ในขณะที่ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ยังคงติดลบในไตรมาสแรก บ่งชี้ว่าภาคธุรกิจกำลังแบกรับต้นทุนและถูกบีบกำไร (Margin) ไว้ ซึ่งเมื่อธุรกิจไม่สามารถแบกรับต้นทุนได้ไหวและต้องส่งผ่านราคาไปยังผู้บริโภค จะทำให้เกิดปัญหาค่าครองชีพและปัญหาสภาพคล่องปากท้องของประชาชน
“สภาวการณ์ดังกล่าวจะนำไปสู่ปัญหาวิกฤติซ้อนวิกฤติ เมื่อภาวะที่ต้นทุนสินค้าและค่าครองชีพพุ่งสูงขึ้น แต่รายได้และกำลังซื้อของผู้คนกลับลดลง ซึ่งหากไม่รีบแก้ไขอาจลุกลามไปสู่การเลิกจ้างงานได้ในอนาคต” นายสันติธาร กล่าว
นายสันติธาร กล่าวว่า ปัญหาเงินเฟ้อในปัจจุบันเกิดจากฝั่งต้นทุนที่สูงขึ้น (Cost-push inflation) ไม่ได้เกิดจากฝั่งอุปสงค์หรือกำลังซื้อที่ร้อนแรง ดังนั้น การใช้นโยบายการเงินด้วยการเร่งขึ้นดอกเบี้ยอาจทำได้ยากและอาจไปซ้ำเติมให้เศรษฐกิจหดตัวลงไปอีก
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/politics/378977598&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw19ofwEM9vEs21c-88WIgdz

