• Sun. May 17th, 2026

รื้อใหญ่แผน PDP ลุยดันพลังงานสะอาด ดันโซลาร์ฟาร์ม-SMR รับดาต้าเซ็นเตอร์-อีวีบูม

รื้อใหญ่แผน-pdp-ลุยดันพลังงานสะอาด-ดันโซลาร์ฟาร์ม-smr-รับดาต้าเซ็นเตอร์-อีวีบูมรื้อใหญ่แผน PDP ลุยดันพลังงานสะอาด ดันโซลาร์ฟาร์ม-SMR รับดาต้าเซ็นเตอร์-อีวีบูม

ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังคงยืดเยื้อและทวีความรุนแรง ได้กลายเป็นตัวแปรสำคัญที่ฉุดรั้งการเติบโตของเศรษฐกิจโลกและไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ส่งผลให้การจัดทำร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2569-2593 หรือร่างแผน PDP 2026 ต้องเผชิญกับภาวะชะงักงันและล่าช้ากว่าแผนเดิม

เนื่องจากความผันผวนของปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งปรับจูนค่าพยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าใหม่เพื่อให้สะท้อนความเป็นจริงมากที่สุด โดยมุ่งเน้นการรักษาสมดุลระหว่างความมั่นคงทางพลังงาน การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดเพื่อบรรลุเป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2593 และการรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศภายใต้บริบทของเศรษฐกิจดิจิทัลและเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว

พยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าใหม่

แหล่งข่าวจากคณะอนุกรรมการพยากรณ์และจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ  มีนายทศพร ศิริสัมพันธ์ เป็นประธาน เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการจัดทำ แผน PDP 2026 ว่า จากสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ที่ส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจทั่วโลก และสะท้อนมายังเศรษฐกิจไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่

สำนักงานสภาพพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้รายงานและประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในช่วงปี 2569-2570 จะได้รับผลกระทบจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์อย่างหนัก จนนำไปสู่การคาดการณ์ว่าอัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือ GDP ในปี 2569 อาจขยายตัวได้เพียง 1.4% เท่านั้น ก่อนจะค่อยๆ ฟื้นตัวขึ้นเป็น 2.2% ในปี 2570

ส่งผลให้การจัดทำร่างแผน PDP 2026 ซึ่งเป็นแผนแม่บททิศทางพลังงานระยะยาวของประเทศต้องมีการขยับกรอบเวลาออกไป จากเดิมที่เคยคาดการณ์ว่าจะสามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จในช่วงเดือนพฤษภาคม 2569 ต้องเลื่อนไปเป็นเดือนมิถุนายน

เนื่องจากต้องจัดทำค่าพยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าใหม่ ตามภาวะเศรษฐกิจที่ขยายตัวต่ำลง จากเดิมที่ใช้อัตราการขยายตัว GDP ตลอดทั้ง 25 ปีของแผนเฉลี่ยอยู่ที่ 2.56 % ต่อปี จะปรับลดลงมาเหลือไม่เกิน 2.5 % โดยเฉพาะในช่วง 5 ปีแรกของแผน GDP จะขยายตัวไม่เกิน 2 % ต่อปี

ตั้งเป้าแผนสู่ Net Zero

ในการจัดทำร่างแผน PDP 2026 ฉบับใหม่นี้ คณะอนุกรรมการฯ ยังคงยึดถือหลักการสำคัญ 3 ด้านได้แก่

1. ด้านความมั่นคงทางพลังงาน เพื่อให้มั่นใจว่าประเทศจะมีกระแสไฟฟ้าที่เพียงพอและมั่นคงต่อความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปในอนาคต

2. ด้านความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ที่มุ่งเน้นการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างจริงจัง สอดรับกับเป้าหมายเป้าหมายการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด หรือ NDC 3.0) ที่ตั้งเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) เร็วขึ้น 15 ปี หรือภายในปี 2593 ที่ส่งผลให้ต้องมีการรื้อโครงสร้างการผลิตไฟฟ้าขนาดใหญ่ โดยเฉพาะการเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดให้เข้าใกล้ 70% ของการผลิตไฟฟ้าทั้งหมดในช่วงปลายแผน

3. ด้านความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ เพื่อให้ต้นทุนค่าไฟฟ้าไม่เป็นอุปสรรคต่อการแข่งขันของภาคธุรกิจ

การจัดทำร่างแผน PDP 2026 ได้กำหนด Scenario ในการวางแผนไว้ 2 ช่วง โดยในช่วง 5 ปีแรก (2569-2573) จะเน้นความแม่นยำในการจัดหาโรงไฟฟ้าเพื่อรองรับความต้องการที่เกิดขึ้นจริง

ส่วนในช่วงปีที่เหลือจะมีการพิจารณาฉากทัศน์อย่างน้อย 2 Scenario เพื่อให้แผนมีความยืดหยุ่นต่อความผันผวนของเทคโนโลยีและเศรษฐกิจโลก

โดยกำหนดเกณฑ์ความมั่นคงใหม่โดยใช้ดัชนีโอกาสเกิดไฟฟ้าดับ (LOLE) ในระดับที่ไม่เกิน 0.7 วันต่อปี หรือไม่เกิน 16 ชั่วโมงต่อปี ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลที่เข้มงวด และเพื่อบรรลุเป้าหมายทั้งด้านความมั่นคงและ Net Zero

ภาพประกอบข่าว แท่นขุดเจาะก๊าซ

Data Center- EV ดันความต้องการใช้ไฟพุ่ง

แหล่งข่าวกล่าวอีกว่า สำหรับค่าพยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้า ในการจัดทำแผน PDP 2026 นอกจากใช้สมมติฐานการขยายตัวทางเศรษฐกิจมาเป็นปัจจัยแล้ว ยังรวมถึงรวมถึงจำนวนประชากรในอนาคตถูกคาดการณ์ว่าจะมีการเติบโตในอัตราติดลบที่ 0.21% ต่อปี ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อปริมาณการใช้ไฟฟ้าในภาคครัวเรือนในระยะยาว และยังนำปัจจัยด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทั้งอุณหภูมิและปริมาณนํ้าฝนมาเป็นส่วนหนึ่งของสมมติฐานเพื่อให้การพยากรณ์มีความแม่นยำสูงสุด

พร้อมทั้งได้มีการนำโครงสร้างระบบไฟฟ้าในอนาคตเข้ามาพิจารณา โดยเฉพาะการเติบโตของธุรกิจ Data Center และเศรษฐกิจดิจิทัล รวมถึงการขยายตัวอย่างรวดเร็วของยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และแนวโน้มการผลิตไฟฟ้าเพื่อใช้เอง (IPS) ของภาคประชาชนและอุตสาหกรรม ที่ต้องการลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน และยังรองรับนโยบายของรัฐบาลในการเปลี่ยนพลังงาน ภายใต้พ.ร.ก.เงินกู้ 2 แสนล้านบาท มาประกอบการพิจารณาอีกด้วย

ดังนั้น แม้ว่าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจจะขยายตัวในอัตราที่ต่ำลง แต่คาดว่าการพยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าตลอดทั้งแผนจะปรับตัวลดลงไม่มากนัก เนื่องจากยังมีคามต้องการใช้ไฟฟ้าใหม่ๆ เข้ามาทดแทน โดยเฉพาะจากการขยายตัวของเทคโนโลยีดิจิทัลและยานยนต์ไฟฟ้าที่กำลังเข้ามา

ภาพประกอบข่าว การติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าบนหลังคา (Solar Rooftop)

จัดหาไฟรองรับไฮสปีดเทรน  4 สาย

สำหรับการพยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้า ในการจัดทำแผน PDP 2026 ที่ผ่านมา ได้นำสมมติฐานความต้องการใช้ไฟฟ้าใหม่ (New Demand) ที่นำมาพิจารณา ซึ่งเป็นโครงการลงทุนและนโยบายภาครัฐที่มีแผนการดำเนินงานชัดเจนและยังไม่ได้ถูกรวมไว้ในประมาณการ GDP ปกติ

ประกอบด้วยโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูง (HST) ทั้ง 4 สายหลัก ได้แก่ สายเหนือ สายตะวันออกเฉียงเหนือ สายตะวันออก และสายใต้ ซึ่งคาดการณ์ว่าจะมีความต้องการไฟฟ้า ปี 2593 อยู่ที่ประมาณ 3,552 ล้านหน่วย รวมถึงระบบขนส่งมวลชนทางราง (MRT) ในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และหัวเมืองหลักอย่างภูเก็ต เชียงใหม่ พิษณุโลก และนครราชสีมา ที่คาดว่าจะใช้ไฟฟ้าประมาณ 708 ล้านหน่วยในปีเดียวกัน

ขณะที่กลุ่ม Data Center ที่มีความต้องการใช้พลังงานสะอาด 100% เพื่อตอบโจทย์เป้าหมายด้านความยั่งยืนของบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก มีการคาดการณ์ว่าเมื่อสิ้นสุดแผน ความต้องการไฟฟ้าจากกลุ่มนี้อาจพุ่งสูงถึง 6,200-8,600 เมกะวัตต์

จากการประเมินเบื้องต้นของสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) พบว่าหากพิจารณาตามปริมาณการยื่นขอใช้ไฟฟ้าจริงต่อการไฟฟ้าทั้งสองแห่ง และในกรณีที่มีความพร้อมในการจ่ายไฟฟ้าสูง ความต้องการไฟฟ้าจาก Data Center ในปี 2593 อาจไปถึงระดับ 6,799 ถึง 8,811 เมกะวัตต์

ปัจจัยนี้ทำให้รัฐบาลต้องเร่งพิจารณาการจัดหาพลังงานไฟฟ้าสีเขียว (Green Electricity) ที่มีเสถียรภาพและราคาที่แข่งขันได้เพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากบริษัทเทคโนโลยีเหล่านี้

รวมถึงความต้องการไฟฟ้าจากการขยายตัวในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่มีการประมาณการความต้องการใช้ไฟฟ้าไว้สูงถึง 9,639 เมกะวัตต์ โดยมีการกำหนดสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนในพื้นที่ EEC ไว้ไม่ต่ำกว่า 26.8%

EV เปลี่ยนพีคกลางวันเป็นกลางคืน

นอกจากนี้ จากการเติบโตของยานยนต์ไฟฟ้าหรือ EV ซึ่ง สนพ. ได้ปรับสมมติฐานตามนโยบาย 30@30 โดยวิเคราะห์จากแนวโน้มตลาดจริงที่อาจจะมีการเลื่อนเป้าหมายการขยายตัวออกไปบ้างเล็กน้อย แต่ภาพรวมในปี 2593 คาดว่าจะมีจำนวนรถยนต์นั่งส่วนบุคคลไฟฟ้า (PC) สูงถึง 13.55 ล้านคัน และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า (MC) อีก 10.8 ล้านคัน ซึ่งจะส่งผลให้ความต้องการไฟฟ้าจากกลุ่ม EV พุ่งทะยานไปอยู่ที่ 103,056 ล้านหน่วย

พฤติกรรมการชาร์จรถ EV จะเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เวลาการเกิดความต้องการไฟฟ้าสูงสุดของประเทศ หรือช่วง Peak เปลี่ยนจากช่วงกลางวันในเวลาประมาณ 14.30 น. ไปเป็นช่วงกลางคืนในช่วงเวลา 21.00 น. หรือ 22.30 น. แทน ทำให้ต้องมีการนำระบบบริหารจัดการการอัดประจุอัจฉริยะ (Smart Charge) มาใช้เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการกระจุกตัวของโหลดไฟฟ้าในระบบส่ง

ผลิตไฟฟ้าใช้เองโตก้าวกระโดด

อีกทั้ง การขยายตัวของกลุ่มผลิตไฟฟ้าเพื่อใช้เอง (IPS) มีแนวโน้มการเติบโตที่ก้าวกระโดดอย่างมาก ที่เน้นการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าบนหลังคา (Solar Rooftop) ร่วมกับระบบแบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน ซึ่งคาดการณ์ว่าจะเติบโตสูงถึง 13,000-21,034 เมกะวัตต์ ภายในปี 2593

การเติบโตของ Prosumer นี้ไม่เพียงแต่จะช่วยลดภาระของระบบไฟฟ้าหลักลงได้อย่างมาก แต่ยังสอดคล้องกับเป้าหมายการอนุรักษ์พลังงาน (EEP) ที่ต้องการลดปริมาณการใช้ไฟฟ้าลงประมาณ 96,000 -144,000 กิกะวัตต์ชั่วโมงภายในสิ้นสุดแผน

นอกจากนี้ยังมีศักยภาพจากการผลิตไฟฟ้าจาก Solar Floating ในนิคมอุตสาหกรรมที่มีพื้นที่อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ ซึ่งคาดว่าจะมีกำลังการผลิตติดตั้งได้สูงถึง 6,624 เมกะวัตต์ ช่วยเสริมการผลิตไฟฟ้าสะอาดในช่วงกลางวันได้เป็นอย่างดี

เมื่อพิจารณาจากปัจจัยทั้งหมด ค่าพยากรณ์ความต้องการไฟฟ้าสุทธิของระบบ 3 การไฟฟ้า ในกรณีพื้นฐานตํ่า (BASE Low) ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ Data Center เติบโตในระดับตํ่าและมีการอนุรักษ์พลังงานในระดับที่มีการลงทุน 40 % คาดว่าความต้องการไฟฟ้าสูงสุดของประเทศจะเพิ่มขึ้นจากประมาณ 36,450 เมกะวัตต์ ในปี 2569 ไปเป็น 71,340 เมกะวัตต์ ในปี 2593 โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 2.9 % ต่อปี และมีปริมาณพลังงานไฟฟ้าที่ใช้รวม 386,081 ล้านหน่วย

ส่วนกรณีพื้นฐานสูง (BASE High) ที่ Data Center เติบโตในระดับปานกลางและมีการอนุรักษ์พลังงานตามแผนปกติ คาดว่าความต้องการไฟฟ้าสูงสุดจะเพิ่มขึ้นจากประมาณ 36,652 เมกะวัตต์ ในปี 2569 ไปเป็น77,374 เมกะวัตต์ ในปี 2593 หรือ เติบโตเฉลี่ย 3.23 % ต่อปี และมีปริมาณการใช้ไฟฟ้าอยู่ที่ 434,371 ล้านหน่วย

พพ.ดันโซลาร์ฟาร์ม 2.72 แสนMW

แหล่งข่าวกล่าวอีกว่า หลังจากเดือนพฤษภาคม 2569 จัดทำค่าพยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าเสร็จแล้ว ในเดือนมิถุนายน คณะอนุกรรมการฯ จะนำค่าพยากร์มาจัดทำแผนการจัดหาไฟฟ้า เพื่อป้อนความต้องการที่จะเกิดขึ้นในแต่ละปี โดยเฉพาะการให้ความสำคัญกับการจัดหาพลังงานสะอาด ในสัดส่วนกว่า 70 % ของกำลังผลิตไฟฟ้าทั้งหมดเมื่อสิ้นสุดแผน

ทั้งนี้ จากข้อมูลของกรมพฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน(พพ.) ก็ได้มีการเสนอเข้ามาบางส่วน โดยเฉพาะการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ เช่น พลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน(โซลาร์ฟาร์ม) มีศักยภาพกำลังผลิตติดตั้งใหม่ 272,087 เมกะวัตต์ พลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคาหรือโซลาร์รูฟท็อป กำลังผลิตติดตั้งใหม่ 29,936 เมกะวัตต์

พลังงานแสงอาทิตย์ทุ่นลอยน้ำ ในส่วนของพพ. กำลังผลิต 103 เมกะวัตต์ ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) กำลังผลิต 9,931 เมกะวัตต์ และของการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทสไทย(กนอ.) กำลังผลิต 6,624 เมกะวัตต์ และยังรวมไปถึงการบรรจุโครงการโซลาร์ภาคประชาชน ตามนโยบายของรัฐบาลในการรับซื้อไฟฟ้าจากภาคครัวเรือน ในอัตรา 2.20 บาทต่อหน่วย ในปริมาณ 500 เมกะวัตต์ เข้าไว้ในแผนด้วย

ผุด SMR รับการใช้พลังงานสะอาด

นอกจากนี้ เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันในการดึงดูดนักลงทุนกลุ่ม Data Center ที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสีเขียวให้ได้อย่างครอบคลุมและมีเสถียรภาพ ในเบื้องต้น คาดว่าจะมีการบรรจุโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ขนาดเล็ก หรือ Small Modular Reactor (SMR) เข้ามาในแผนราว 2,400 เมกะวัตต์ จากเดิมที่เคยกำหนดไว้เพียง 600 เมกะวัตต์ เพื่อเป็นโรงไฟฟ้าฐาน (Base Load) ที่ปล่อยคาร์บอนตํ่าและมีความปลอดภัยสูง ทดแทนโรงไฟฟ้าพลังความร้อนเดิม ที่ต้องทยอยปลดระวางตามอายุการใช้งาน

การนำ SMR เข้ามาเสริมในระบบนี้ไม่เพียงแต่ช่วยรักษาความมั่นคงของกระแสไฟฟ้า แต่ยังช่วยสนับสนุนประเทศในการบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์(Net Zero) ในปี 2593 ด้วย ซึ่ง SMR คาดว่าจะเข้าระบบจ่ายไฟฟ้าได้ในช่วง 7-10 ปี หลังจากแผนประกาศใช้

อีกทั้ง จะมีการพิจารณาทบทวนแผนปลดโรงไฟฟ้า เพื่อลดการก่อสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ โดยการต่ออายุโรงไฟฟ้าเดิมทั้ง โรงไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ (IPP) โรงไฟฟ้าเอกชนรายเล็ก (SPP Firm) โรงไฟฟ้าพลังงานนํ้าในสปป.ลาว และโรงไฟฟ้าชีวมวล โดยในส่วนโรงไฟฟ้าพลังน้ำในสปป.ลาว อาจจะมีการพิจารณารับซื้อเพิ่มเติมอีกประมาณ 2-3 พันเมกะวัตต์ ตามกรอบร่วมมือที่ทำไว้10,500 เมกะวัตต์ 

รวมถึงการบรรจุระบบกักเก็บพลังงานแบบแบตเตอรี่ (BESS) กำลังผลิตขนาด 10,485 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับของกฟผ. กำลังผลิต 2,472 เมกะวัตต์ เพื่อบริหารจัดการความเสถียรของระบบไฟฟ้า (Grid Stability) รองรับการใช้งานพลังงานหมุนเวียน (RE) ในสัดส่วนที่สูงขึ้นด้วย

ทั้งนี้ หลังจากจัดร่างแผน PDP 2026 เสร็จในเดือนมิถุนายน แล้ว จะนำเสนอคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน(กบง.) ที่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พิจารณา ก่อนจะนำแผนไปจัดทำรับฟังความคิดเห็นในช่วงเดือนสิงหาคม 2569 และนำเสนอคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) พิจารณาเห็นชอบต่อไป.

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/659253&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2XZMWoeFyFZPYyS1ThrhhN