• Sat. May 16th, 2026

นับหนึ่งฟื้น ‘กรอ.รัฐ-เอกชน’ ความหวังปลุกเศรษฐกิจ สร้างความเชื่อมั่นประเทศ

นับหนึ่งฟื้น-‘กรอ.รัฐ-เอกชน’-ความหวังปลุกเศรษฐกิจ-สร้างความเชื่อมั่นประเทศนับหนึ่งฟื้น ‘กรอ.รัฐ-เอกชน’ ความหวังปลุกเศรษฐกิจ สร้างความเชื่อมั่นประเทศ

เวทีการหารือระหว่างภาครัฐและเอกชนครั้งแรกที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 15 พ.ค.ที่ผ่านมา ภายใต้ชื่อ “ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง” ถือว่าได้รับการตอบรับจากเอกชนเป็นอย่างดี เพราะมีนักธุรกิจชั้นนำ และเจ้าสัวเบอร์ต้นๆของประเทศมาร่วมงานอย่างคับคั่ง

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลชุดนี้ถือว่าภาคเอกชนเป็นฟันเฟืองสำคัญที่จะต้องขับเคลื่อนเศรษฐกิจไปพร้อมกับรัฐบาล โดยไม่สามารถแยกกันเดินได้ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายในการส่งเสริมศักยภาพการแข่งขันของไทยท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของโลก ทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม

นับหนึ่งฟื้น ‘กรอ.รัฐ-เอกชน’ ความหวังปลุกเศรษฐกิจ สร้างความเชื่อมั่นประเทศ

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ผ่านมารัฐบาลให้ความสำคัญกับการลดอุปสรรคและเสริมสร้างศักยภาพให้แก่ภาคเอกชนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาด้านกฎระเบียบและขั้นตอนการอนุญาตที่ซ้ำซ้อน ซึ่งถือเป็นต้นทุนแฝงในการดำเนินธุรกิจ

นอกจากนี้ยังเร่งแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงาน และการปรับปรุงทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรมสมัยใหม่ รวมถึงการเตรียมความพร้อมเข้าสู่อุตสาหกรรมสีเขียวที่มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า จะนำข้อเสนอของภาคเอกชนที่ได้ในเวทีนี้ไปรวมกับแผนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจที่ตนเองและทีมงานได้ทำไว้เพื่อเป็นแนวทางในการขับเคลื่อนอนาคตประเทศไทยครอบคลุมเศรษฐกิจหลายด้าน คือ

  • การลงทุน
  • พลังงานสะอาด
  • ทักษะแรงงาน
  • ปัญญาประดิษฐ์  (AI)
  • การปฏิรูปการศึกษา
  • การปฏิรูประบบราชการ

ทั้งนี้การลงทุนในอนาคตต้องเป็นเรื่องของการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานใหม่ ๆ เช่น พลังงานสะอาด และการแก้ไขกฎหมายที่เป็นอุปสรรค เพื่อให้การยกเครื่องและเพิ่มความสามารถเศรษฐกิจไทยสามารถทำได้อย่างต่อเนื่อง

สำหรับการขับเคลื่อนข้อเสนอของภาคเอกชน และยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศนั้นตั้งใจที่จะใช้เวทีคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) เป็นกลไกหลัก ซึ่งถือว่าเป็นการนำกลไกในอดีตกลับมาอีกครั้ง แต่จะมีการปรับปรุงบทบาทให้มีความทันสมัยและกระฉับกระเฉงมากขึ้น

นับหนึ่งฟื้น ‘กรอ.รัฐ-เอกชน’ ความหวังปลุกเศรษฐกิจ สร้างความเชื่อมั่นประเทศ

รวมทั้งจะเปลี่ยนจากรูปแบบเดิมที่ภาครัฐเป็นฝ่ายนำมาเป็นการทำงานร่วมกันโดยให้ภาคเอกชนเป็นผู้นำในประเด็นที่เชี่ยวชาญ และรัฐบาลทำหน้าที่เป็นผู้สนับสนุน (Facilitator) โดยเฉพาะการแก้ไขกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรค  

ทั้งนี้วางแผนว่าจะมีการติดตามผลงานอย่างใกล้ชิดทุกเดือน และตั้งเป้าให้เห็นผลสัมฤทธิ์ภายใน 6 เดือน

นับหนึ่งฟื้น ‘กรอ.รัฐ-เอกชน’ ความหวังปลุกเศรษฐกิจ สร้างความเชื่อมั่นประเทศ

ทั้งนี้หลายรัฐบาลในอดีตที่ผ่านมามีการกำหนดรูปแบบการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชน โดยในช่วง “รัฐบาลยิ่งลักษณ์” และ “รัฐบาลประยุทธ์” มีการใช้รูปแบบคณะกรรมการ กรอ.มาแล้ว ขณะที่ในยุคสมัยหนึ่งได้มีการปรับรูปแบบเป็นคณะกรรมการสานพลังประชารัฐ ที่มีการแบ่งเอกชนออกเป็น 12 กลุ่มย่อย ขับเคลื่อนโจทย์สำคัญของประเทศร่วมกับรัฐบาล

มาในสมัย “รัฐบาลอนุทิน” มีการฟื้นกลไกของคณะกรรมการ กรอ.ขึ้นมาอีกครั้ง ท่ามกลางโจทย์ท้าทายของเศรษฐกิจทั้งภายในประเทศ และความผันผวนจากปัจจัยภายนอก ท่ามกลางแรงกดดันและความไม่แน่นอนประเด็นภูมิรัฐศาสตร์โลก

สำหรับกลไก กรอ.จึงเป็นความหวังของทั้งรัฐบาลและภาคเอกชน ที่จะแก้ปัญหาและขับเคลื่อนเศรษฐกิจ รวมทั้งสร้างความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจให้เพิ่มมากขึ้น อย่างไรก็ตามกลไกนี้จะตอบโจทย์ทั้งระยะสั้นและระยะยาวของประเทศได้หรือไม่มีอีกหลายปัจจัยที่ต้องติดตามเป็นระยะๆ

หากมาดูข้อเสนอของภาคเอกชนที่สำคัญในการรับฟังความเห็นเมื่อวันที่ 15 พ.ค.2569 ต่างให้ความเห็นถึงโอกาสของประเทศไทย โดย นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) เสนอว่า ประเทศไทยยังมี “โอกาสมหาศาล” ท่ามกลางวิกฤติโลก โดยเฉพาะภาคเกษตร และอาหาร ซึ่งถือเป็น “น้ำมันบนดิน” ที่สร้างได้ไม่รู้จบ

พร้อมเสนอให้รัฐบาลเร่งลงทุนระบบชลประทาน การบริหารจัดการน้ำ และการยกระดับเกษตรสมัยใหม่ เพื่อเพิ่มรายได้เกษตรกร พลิกเศรษฐกิจฐานราก และสร้างความมั่นคงทางอาหารให้ประเทศในระยะยาว

นายธนินท์ กล่าวว่า ประเทศไทยมีจุดแข็งสำคัญด้านภูมิอากาศ แสงอาทิตย์ และศักยภาพการเพาะปลูก แต่ปัญหาหลักของเกษตรไทยคือ “น้ำ”

หากภาครัฐลงทุนด้านชลประทาน สร้างอ่างเก็บน้ำ และกระจายน้ำให้เข้าถึงพื้นที่เกษตรทั่วประเทศ เหมือนที่เคยพัฒนาไฟฟ้า และถนนเข้าถึงทุกหมู่บ้านในอดีต จะสามารถยกระดับผลผลิต และรายได้ของเกษตรกรได้อย่างก้าวกระโดด

โดยจากประสบการณ์ตรง หากมีน้ำ เกษตรกรสามารถเพาะปลูกได้ถึง 3 ครั้งต่อปี และหากยกระดับประสิทธิภาพการบริหารจัดการ ผลผลิตต่อไร่อาจเพิ่มขึ้นได้ถึง 5 เท่า

“น้ำมันบนดินสำคัญกว่าน้ำมันใต้ดิน เพราะทุกคนต้องกินอาหาร ชาวนาคือ ผู้มีพระคุณที่เลี้ยงคนทั้งประเทศ แต่วันนี้ชาวนายังยากจน เราต้องช่วยกันแก้ปัญหา” นายธนินท์ กล่าว

ขณะที่ นายศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโสเครือเจริญโภคภัณฑ์ ในฐานะประธานกรรมการ และประธานคณะผู้บริหาร Arise Ventures Group เสนอว่า “ประเทศไทยกำลังอยู่ในจุดเปลี่ยนสำคัญ” ต้องเร่งสร้างโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่บนฐานเทคโนโลยี นวัตกรรมและการพัฒนาคน เพื่อให้ไทยแข่งขันได้ในโลกยุค AI และภูมิรัฐศาสตร์ใหม่

นายศุภชัย เสนอว่า จุดเริ่มต้นสำคัญที่สุดคือ “การสร้าง Startup Ecosystem และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์” โดยประเทศไทยควรสนับสนุน Seed Fund และเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้ทดลองไอเดียใหม่ๆ เพื่อสร้างธุรกิจขนาดเล็ก กลาง และใหญ่ของประเทศในอนาคต

พร้อมเร่งยกระดับระบบการศึกษาไทยครั้งใหญ่ ผ่านการบรรจุหลักสูตรด้าน AI, Computing Science และ Digital Technology เป็นวิชาพื้นฐานตั้งแต่ระดับต้น ควบคู่กับการปลูกฝังเรื่องธรรมาภิบาลด้าน AI และการใช้เทคโนโลยีอย่างรับผิดชอบ

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1234252&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2IhgJjhHz638M8PiWqrhsd

You missed