การพบกันระหว่าง “โดนัลด์ ทรัมป์” และ “สี จิ้นผิง” ที่กรุงปักกิ่ง ระหว่างวันที่ 13-15 พ.ค. นี้ กำลังถูกจับตามองว่าเป็นหนึ่งในเหตุการณ์สำคัญที่อาจกำหนดทิศทาง “เศรษฐกิจ” และ “ตลาดทุนโลก” หลังนักลงทุนเผชิญ “แรงกดดัน” ต่อเนื่องจากสงครามการค้า ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูง รวมถึงการแข่งขันด้านเทคโนโลยีระหว่างมหาอำนาจที่ร้อนแรงขึ้นต่อเนื่อง
“ณัฐพล คำถาเครือ” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ให้สัมภาษณ์กับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า การพบกันครั้งสำคัญนี้มีแนวโน้ม “เชิงกลางถึงบวก” ต่อบรรยากาศการลงทุนในหุ้นโลกและหุ้นไทย โดยคาดการเจรจาจะดำเนินไปในทิศทางที่สร้างสรรค์ เนื่องจากมีภาคเอกชนรายใหญ่ร่วมเดินทางหารือด้านธุรกิจจำนวนมาก
ทั้งนี้ การเจรจาไม่น่าจะออกมาใน “เชิงลบ” เนื่องจาก “ทรัมป์” มีท่าทีให้เกียรติประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ค่อนข้างมาก ประกอบกับการเดินทางครั้งนี้มีบริษัทเอกชนยักษ์ใหญ่จากสหรัฐเข้าร่วมหลายแห่ง โดยเฉพาะในกลุ่มเทคโนโลยี รถยนต์ไฟฟ้า AI และอุตสาหกรรมชิป ซึ่งสะท้อนความคาดหวังต่อการบรรลุข้อตกลงทางธุรกิจรวมกัน
โดยบริษัทที่ถูกจับตาคือ Tesla รวมถึงกลุ่มอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และเทคโนโลยีขั้นสูง ที่อาจได้รับอานิสงส์หากบรรยากาศความขัดแย้งทางการค้าระหว่างจีนและสหรัฐผ่อนคลายลง
สำหรับประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามจากการเจรจาครั้งนี้ ได้แก่ ความคืบหน้าด้านการค้าระหว่างประเทศ และข้อตกลงด้านอุตสาหกรรมเทคโนโลยี โดยเฉพาะการส่งออกชิปและเทคโนโลยีขั้นสูงไปยังจีน รวมถึงนโยบายการส่งออกแร่หายากของจีน ซึ่งถือเป็นวัตถุดิบสำคัญในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและพลังงานสะอาดทั่วโลก
ในเชิงกลยุทธ์แนะนำให้รอติดตามผลการเจรจาอย่างใกล้ชิดก่อนตัดสินใจลงทุนเพิ่มเติม แต่สำหรับผู้ที่เก็งกำไรระยะสั้น มองหุ้นกลุ่ม China Play ยังมีความน่าสนใจ กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะบริษัทที่มีฐานการผลิตในจีน รวมถึงกลุ่มปิโตรเคมีที่อาจได้แรงหนุนจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีนและความต้องการใช้วัตถุดิบที่เพิ่มขึ้น
“สรพล วีระเมธีกุล” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ หัวหน้าทีมกลยุทธ์การลงทุน บล.กสิกรไทย เปิดเผยว่า การเดินทางของสหรัฐครั้งนี้มีผลต่อทิศทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีโลก เนื่องจากมีคณะผู้บริหารระดับสูงจากสถาบันการเงินและบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำมากกว่า 10 รายร่วมเดินทาง สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามรักษาความร่วมมือทางธุรกิจ
ทั้งนี้ การหารือจะอยู่ที่การเข้าถึงวัตถุดิบต้นน้ำ และเทคโนโลยีเชิงยุทธศาสตร์ โดยทั้งสองประเทศยังคงมีความจำเป็นต้องพึ่งพากันซึ่งสหรัฐยังคงต้องพึ่งพาการนำเข้าแร่หายากจากจีน ขณะที่จีนยังต้องอาศัยชิปเซมิคอนดักเตอร์และเทคโนโลยีขั้นสูงจากสหรัฐ
โดยในมุมมองต่อตลาดทุน ประเมินผลกระทบจากการพบกันครั้งนี้จะอยู่ในระดับเป็นกลาง ต่อทั้งตลาดหุ้นไทยและตลาดหุ้นโลก โดยคาดว่าจะไม่มีทั้งข่าวดีที่เหนือความคาดหมาย หรือมาตรการคว่ำบาตรใหม่ ๆ ที่จะสร้างแรงกระเพื่อมต่อการลงทุน ซึ่งกลยุทธ์การลงทุน นักลงทุนควรติดตามผลการหารืออย่างใกล้ชิด
“ชยนนท์ รักกาญจนันท์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน (บลน.) ฟินโนมีนา มองว่าถือเป็นเหตุการณ์สำคัญที่สุดต่อทิศทางเศรษฐกิจและตลาดหุ้นจีนในสัปดาห์นี้ โดยเฉพาะในมิติของการแข่งขันด้านเทคโนโลยีและ AI ซึ่งกำลังกลายเป็นสมรภูมิหลักของมหาอำนาจโลก
ทั้งนี้ จุดที่น่าจับตามองมากที่สุดการที่ทรัมป์ นำคณะผู้บริหารระดับสูงจากบริษัทชั้นนำของสหรัฐ ร่วมเดินทางไปเจรจากับจีนถึง 16 คน สะท้อนชัดเจนว่าการเยือนครั้งนี้มีเป้าหมายเชิงธุรกิจและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจโดยตรง
และสิ่งที่ถูกจับตาเป็นพิเศษกลับเป็นการไม่มีชื่อของ Jensen Huang ซีอีโอของ Nvidia อยู่ในคณะเดินทาง ทั้งที่ Nvidia ถือเป็นหัวใจสำคัญของอุตสาหกรรม AI และชิปประมวลผลระดับโลก ซึ่งการไม่เชิญ Nvidia เข้าร่วมครั้งนี้อาจเป็นกลยุทธ์ของทรัมป์ในการเก็บเป็นไพ่ต่อรองสำคัญไว้ใช้ในการเจรจา
อย่างไรก็ตาม ความตึงเครียดด้านเทคโนโลยีระหว่างจีนและสหรัฐ กำลังผลักดันให้จีนเร่งเดินหน้ายุทธศาสตร์ Made in China อย่างจริงจังมากขึ้น โดยเฉพาะการผลักดันแนวคิดการพึ่งพาตนเองด้านเทคโนโลยี เพื่อให้ประเทศสามารถแข่งขันและอยู่รอดได้โดยไม่ต้องพึ่งพาเทคโนโลยีจากตะวันตกในระยะยาว
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/stock/1233637&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Oi3bxT84jTm88FjrIvtbo

