
เศรษฐกิจโลกปี 2569 กำลังอยู่ในจังหวะที่เรียกว่าเปราะบางมากที่สุดช่วงหนึ่งในรอบหลายปี!
สงคราม-ราคาพลังงาน-ดอกเบี้ยสูง-กำลังซื้อชะลอ กำลังกดดันแทบทุกธุรกิจทั่วโลก โดยเฉพาะ “ท่องเที่ยวและร้านอาหาร” ถือเป็นธุรกิจแรกๆ ที่ผู้บริโภคพร้อมตัดรายจ่ายทันทีเมื่อเศรษฐกิจเริ่มสั่นคลอน
ขณะที่หลายบริษัทเลือก “ชะลอการลงทุน” เพื่อรักษาเงินสดและเอาตัวรอด แต่ CENTEL กลับเลือกเดินเกมสวนกระแส ด้วยการทุ่มงบกว่า 18,000 ล้านบาท เดินหน้าขยายโรงแรม รีโนเวตสินทรัพย์ เปิดร้านอาหารใหม่ และรุกตลาดต่างประเทศเต็มกำลัง
คำถามคือ… นี่คือ “จังหวะทอง” ของการเร่งลงทุนเพื่อกินส่วนแบ่งตลาดในอนาคต หรือกำลังเป็นการเดิมพันครั้งใหญ่ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน?
นายกันย์ ศรีสมพงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่การเงินและรองประธานฝ่ายการเงินและบริหาร บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL นำเสนอข้อมูลในงาน Earnings Call ผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2569 ถึงโอกาสการเติบโตของธุรกิจในปี 2569 ท่ามกลางกระแสเศรษฐกิจผันผวนว่า เป้าหมายการดำเนินงาน (Guidance) ปี 2569
ในส่วนของ “ธุรกิจโรงแรม” ตั้งเป้าหมายอัตราการเข้าพัก (Occupancy) ไว้ที่ 70 – 75% รายได้เฉลี่ยต่อห้องพัก (RevPAR) ราว 4,300 – 4,500 บาท คาดการณ์รายได้แตะระดับ 14,500 – 14,800 ล้านบาท เติบโต 5-7% จากปีก่อน (YoY) เนื่องด้วยการกลับมาของโรงแรมที่ปรับปรุงเสร็จ (พัทยา, กะรน)
การเปิดดำเนินการเต็มปีของโรงแรมใหม่ อย่าง Centara Grand Lagoon Maldives และโรงแรมใหม่ที่โอซาก้า (Centara Life Osaka) รวมถึงการฟื้นตัวของธุรกิจ MICE ในกรุงเทพฯ
สำหรับ “ธุรกิจอาหาร” วางเป้าหมายขยายสาขาเพิ่ม 75-85 แห่ง เติบโต 5-6% โดยคาดการยอดขายรวม (รวม JV แต่ไม่รวม Lucky Suki) ทำได้ 18,500 – 18,700 ล้านบาท เติบโตประมาณ 10% โดยเน้นแบรนด์ที่ทำกำไร ปิดสาขาที่ผลงานไม่ดี และแสวงหาแบรนด์ใหม่หรือการร่วมทุน (JV) เพิ่มเติม
อย่างไรก็ดี บริษัทเตรียมเปิดตัวแบรนด์ปิ้งย่างเกาหลีชื่อ “ฮานัม บาร์บีคิว” (Hanam BBQ) ในไตรมาส 3/2569
CENTEL ประกอบธุรกิจ 1. ธุรกิจโรงแรม ในประเทศและต่างประเทศ ภายใต้แบรนด์ของตนเองได้แก่ เซ็นทารา รีเซิร์ฟ (Centara Reserve), เดอะ เซ็นทารา คอลเลกชัน (The Centara Collection), เซ็นทารา แกรนด์ (Centara Grand), เซ็นทารา(Centara), เซ็นทรา ไลฟ์ (Centara Life) และ โคซี่(COSI) รวมถึงธุรกิจรับจ้างบริหารโรงแรมภายใต้สัญญาบริหารโรงแรม
และ 2. ธุรกิจอาหาร ในประเทศไทย ภายใต้แบรนด์ของตนเอง คือ เดอะ เทอเรส, อาริกาโตะ และแฟรนไชส์ คือ มิสเตอร์โดนัท, เคเอฟซี, อานตี้แอนส์, เปปเปอร์ลันช์, ชาบูตง, โคล สโตน ครีมเมอรี่, โยชิโนยะ, โอโตยะ, โอโตยะ โอกิ คัตสึยะ, ราเมน คาเกทสึ อาราชิ และแบรนด์ร่วมค้าอื่นๆ ซึ่งมีสาขากระจายอยู่ทั่วประเทศ
อัดงบลงทุน 1.8 หมื่นล้านใน 3 ปี
ตัวเลขงบลงทุนที่วางไว้สำหรับช่วง 3 ปีข้างหน้า (ปี 2569-2571) ตั้งเป้าไว้ประมาณ 18,000 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นการลงทุนโครงการที่ระบุชัดเจนแล้ว (Baseline) ราว 12,000 ล้านบาท และโอกาสในการลงทุนเพิ่มเติม ราว 6,000 ล้านบาท
ขณะที่ งบลงทุนสำหรับปี 2569 คาดอยู่ที่ประมาณ 6,300 – 6,800 ล้านบาท ซึ่งมีการปรับลดลงจากต้นปีประมาณ 700-900 ล้านบาท เพื่อให้เหมาะกับสถานการณ์ โดยแบ่งเป็นการลงทุนดังนี้
- ธุรกิจอาหาร ประมาณ 700-800 ล้านบาท เน้นการขยายสาขา (Outlet) และแบรนด์ที่เพิ่งร่วมทุนใหม่อย่าง Lucky Suki
- ธุรกิจโรงแรม ประมาณ 3,700-4,000 ล้านบาท
- ปรับปรุงโรงแรม (Renovation) โรงแรมที่หัวหินและกระบี่ งบประมาณ 2,700 ล้านบาท
- พลังงานทดแทน ติดตั้งแบตเตอรี่เก็บพลังงานแสงอาทิตย์ที่มัลดีฟส์ เพื่อลดค่าใช้จ่ายน้ำมันและค่าพลังงานในระยะยาว ราว 250 ล้านบาท
- โครงการร่วมทุน โรงแรมชั้นประหยัด (Budget Hotel) ร่วมกับ OR ราว 220 ล้านบาท
- รายจ่ายฝ่ายทุนปกติ (Normal CAPEX) ประมาณ 500-800 ล้านบาท
- งบสำรองสำหรับโอกาสลงทุนเพิ่มเติม โดยกันไว้ประมาณ 1,900-2,000 ล้านบาท สำหรับทั้งสองธุรกิจ
มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐส่งผลบวกหรือไม่?
ในส่วนของโครงการคนละครึ่งส่งผลบวกน้อยเพราะเน้นรายย่อย แต่เห็นด้วยกับการเน้น “นักท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ” มีการคัดกรองนักท่องเที่ยวมากขึ้น
และต้องการให้รัฐช่วยอำนวยความสะดวกในการเข้าประเทศ รวมถึงมาตรการลดหย่อนภาษีสำหรับการลงทุนปรับปรุงทรัพย์สิน
ราคาพลังงานพุ่ง-สถานการณ์ตะวันออกกลางส่งผลอย่างไร?
ค่า FT ถ้าปรับเพิ่มขึ้นตามข่าวนั้น ย่อมได้รับผลกระทบทั้งในส่วนของธุรกิจอาหารและโรงแรม แม้ธุรกิจโรงแรมอาจได้รับผลกระทบคิดเป็นสัดส่วนรายได้ถือว่าน้อย แต่ในภาวะเช่นนี้อาจต้องพิจารณษอย่างรอบคอบว่าจะบริหารจัดการอย่าง ไร
สำหรับสถานการณ์ตะวันออกกลางนั้น บริษัทไม่ได้กังวลแต่อย่างใด เพียงแต่ยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมกับเน้นการลดต้นทุน รักษาภาพคล่อง และเบี่ยงเป้าหมายไปที่ตลาดอื่นที่ได้รับผลกระทบน้อย เช่น รัสเซีย, ออสเตรเลีย และอาเซียน รวมถึงการท่องเที่ยวในไทย
โอกาสการเติบโต Q2/69
นายธีรภัทร ธุวะนุติ ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายนักลงทุนสัมพันธ์ CENTEL กล่าวว่า ผลการดำเนินงานในเดือนเมษายน ซึ่งเป็นช่วงเริ่มต้นไตรมาส 2/2569 ที่มีความท้าทาย ภาพรวมพอร์ตโรงแรม RevPAR ติดลบ 20% เนื่องจากสถานการณ์ในดูไบยังไม่ปกติ หากไม่รวมดูไบ RevPAR จะติดลบเพียงเล็กน้อยประมาณ 4% และหากแยกตามพื้นที่จะเห็นว่า
- กรุงเทพฯ ผลงานดีขึ้น RevPAR เติบโต 8% YoY
- ต่างจังหวัด RevPAR ลดลง 6% (หากไม่รวมโรงแรมที่ปิดปรับปรุงที่หัวหินและกระบี่ จะติดลบเพียง 2%) ทำให้พอร์ตในไทยโดยรวมบวกได้ 1%
- มัลดีฟส์ โรงแรมเดิม RevPAR ลดลง 10% (USD) แต่โรงแรมใหม่ 2 แห่งมีอัตราเข้าพักดีขึ้นที่ 51%
- ดูไบ อัตราเข้าพักต่ำที่ 34% และ RevPAR ติดลบถึง 87%
- ญี่ปุ่น โรงแรมเดิมลดลง 9% ส่วนโรงแรมใหม่ (Centara Life Osaka) อยู่ในช่วงเริ่มต้น (Ram up) มีอัตราเข้าพัก 12%
สำหรับแนวโน้มเดือนพฤษภาคม – มิถุนายน 2569 เห็นสัญญาณการจองล่วงหน้า (Forward Booking) ที่ดีขึ้น โดยเฉพาะในไทยที่จะกลับมาเป็นบวก (Low single digit) และมัลดีฟส์ที่จะกลับมาเติบโตได้
ขณะที่ “ธุรกิจอาหาร” ในเดือนเมษายน ยอดขายสาขาเดิม (SSSG) คาดว่าติดลบเล็กน้อย แต่ยอดขายรวมทั้งระบบ (TSS) รวม JV ยังเป็นบวกในระดับ High single digit.
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/stockholder/742241&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0YoEtqNt5nc13o_90lpIsr

